เคล็บลับการใส่ยีนส์ให้สวย

เคล็บลับการใส่ยีนส์ให้สวย






"กางเกงยีนส์" เชื่อแน่ว่าคุณสาวๆหลายๆคนคงต้องเคยใส่และยังใส่อยู่อย่างแน่นอน เพราะกางเกงยีนส์เป็นแฟชั่นที่ฮิตตลอดกาล และใส่ได้ในหลายๆโอกาสอีกด้วย แต่เราจะใส่ยีนส์ให้สวยและดูดีนั้นก็คงต้องอยู่ที่การเลือกใส่ที่เหมาะกับรูปร่างของเราด้วย เราจึงมีวิธีเลือกกางเกงยีนส์ให้เข้ากับรูปร่างคุณสาวๆมาให้ลองดูคะ


สาวบั้นท้ายใหญ่ - ->ไม่ควรใส่กางเกงยีนส์ไม่มีกระเป๋าหลังเด็ดขาด เพราะจะยิ่งเน้นบั้นท้ายให้แลดูใหญ่กว่าเดิม ข้อดีของกระเป๋าหลังคือจะช่วยบิดเบือนสายตา และควรเลือกยีนส์ที่มีตะเข็บหลังยาวลงมาซึ่งจะช่วยอำพรางบั้นท้าย ทำให้ดูผอมและช่วงขาเรียวยาวขึ้น


สาวสะโพกผาย - ->ควรเลือกแบปลายขากว้าง หรือที่เรียกว่าขาม้า ขากระดิ่ง ควรมีความยาวคลุมถึงข้อเท้า เพื่อให้สมดุลกับสัดส่วนที่สำคัญคือไม่ควรเลือกยีนส์แบบขอบเอวสูง ขาตรง และมีรอยทแยงมุมกับตะเข็บกางเกงเด็ดขาด เพราะจะทำให้สะโพกแลดูผายเกินไป


สาวรูปร่างแบน - ->ควรเลือกยีนส์ดีไซน์ผู้หญิง ตกแต่งด้วยการเดินเส้นโค้ง สีสว่าง และไม่ควรมีกระเป๋ากางเกงเยอะๆทั้งนี้เพื่อเป็นการเสริมรูปร่างที่แบนราบของคุณให้ดูมีน้ำมีนวลขึ้น ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงยีนส์ทรงตรงแบบผู้ชาย เพราะจะยิ่งเน้นรูปร่างให้ดูแบนราบ


สาวช่วงขาสั้น - ->ควรหลีกเลี่ยงยีนส์ที่ถูกออกแบบมาด้วยการนำเศษผ้าชิ้นเล็กๆมาเย็บปะติดปะต่อกัน เพราะจะทำให้รูปร่างยิ่งดูสั้นและป้อมมากกว่าเดิม ควรเลือกกางเกงยีนส์ฟิตพอดีตัว และยาวเป็นเส้นตรงลงมา เพื่อช่วยพรางให้ช่วงขาดูยาวขึ้น


เคล็ดลับการใส่ยีนส์เอวต่ำให้สวย


++ยีนส์เอวต่ำเหมาะกับคนไม่ค่อยมีสะโพก เพราะจะทำให้สะโพกดูผาย กางเกงยีนส์เอวต่ำจะดูดีและสวยเมื่อขากางเกงยาวเลยตาตุ่มออกไป ไม่ควรสวมแบบขาเต่อๆยกเว้นกางเกงเอวต่ำทรง 3 ส่วนหรือ 5 ส่วน


++หากริจะใส่ยีนส์เอวต่ำก็ควรต้องดูแลหน้าท้องไม่ให้พุงกะทิยื่นออกมาเป็นอันขาด


++สำหรับสาวหน้าท้องราบ ถ้าคิดจะสวมเสื้อโชว์สะดือกับยีนส์เอวต่ำ ก็ควรทำวคามสะอาดสะดือสักหน่อย อย่าปล่อยให้ดูสกปรก


++ควรใส่ยีนส์เอวต่ำกับเสื้อพอดีตัว หากอยากให้ดูน่ารักจริงๆควรใส่เสื้อที่มีชายเป็นรูปโค้งมน เปิดให้เห็นผิวข้างๆเอว


++และอย่าลืมเสื้อกางเกงในเอวต่ำมาใส่แทนกางเกงในธรรมดาที่ใช้อยู่ เพราะการปล่อยให้กางเกงในแลบออกมาเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง


++สุดท้ายเมื่อใส่กางเกงยีนส์เอวต่ำที่ดีเมื่อนั่งแล้วไม่ควรมีช่องว่างข้างหลังจนสามารถมองเห็นบั้นท้ายของคุณอย่างชัดเจน

ปฏิวัติการแต่งหน้า..บอกลาข้อห้ามสุดเชย

ปฏิวัติการแต่งหน้า..บอกลาข้อห้ามสุดเชย






เบื่อไหมคะ ที่ต้องแต่งหน้าตามสูตรสำเร็จ แถมแต่งออกมาก็ยังสวยไม่ถูกใจอย่างที่เขา อ้างถึง อย่างนี้เรายังจะไปเชื่อ ’มาตรฐานระดับสากล’ ที่เขานิยามได้อย่างไรกัน การปฏิวัติและโบกมือลาสูตรเก่าเท่านั้น ที่จะทำให้เราสวยใสแบบถูกยุคถูกสมัยมากที่สุด


เพราะเดี๋ยวนี้มีเครื่องสำอางให้สาวๆ เลือกใช้มากมาย ไหนจะเทรนด์การแต่งหน้าที่เปลี่ยนไปตามกระแส แฟชั่นนั่นอีกล่ะ ’การดัดแปลงตามความเหมาะสม’ จึงเป็นหนทางใหม่ ที่เราไม่จำเป็นต้องเดินตามบทบัญญัต ิเชยๆ อีกต่อไป ฉบับนี้เราจึงนำทริกดีๆ มาให้สาวๆ ลองนำไปเป็นเคล็ดลับ และอย่าลืมเชียวว่า ความคิดสร้าง สรรค์เป็นสิ่งสำคัญในการเนรมิตวงหน้าให้สวยงาม และสูตรใครก็สูตรคนนั้น จะมาตามๆ กันเป็นไม่ได้เชียว


01 สูตรเก่า : เครื่องสำอางแบบชิมเมอร์ไม่เหมาะสำหรับกลางวัน (แถมอายุมากกว่า 30 ไม่ควรใช้)
ปฏิวัติใหม่ : สวยด้วยชิมเมอร์ ทั้งกลางวันยันกลางคืน (แถมสวยได้ทุกวัย อีกต่างหาก!)
เพราะความหรูหราเป็นของควรค่าสำหรับผู้หญิง ที่สำคัญ ชิมเมอร์ยังช่วยทำให้ผู้หญิงอย่างเราๆ ดูสวย แบบลดวัย ปรับผิวให้ดูสดใส และยังทำให้ใบหน้าดูเรืองรองวาววับ น่าจับจ้องอีกต่างหาก นับข้อดีได้ครบสาม ประการเช่นนี้แล้ว เรายังจะรีบปาของดีทิ้งก่อนอายุขึ้นเลข 3 ได้อย่างไร หากแต่เคล็ดลับอยู่ที่การเลือกเฉดสีที่ เหมาะกับสภาพผิว และเลือกเน้นความมันวาวบนใบหน้าไม่เกินสองตำแหน่ง เช่น หากต้องการเน้นดวงตาและ ริมฝีปาก ก็ควรปล่อยให้ พวงแก้มเป็นสีแมทท์ เท่านี้ก็สวยกลางวันยันกลางคืนได้แล้ว


02 สูตรเก่า : เลือกสีลิปสติกให้เหมาะกับการแต่งหน้าโดยรวม
ปฏิวัติใหม่ : แม็ทช์สีลิปสติกให้เหมาะกับสีผิว
อย่าเพิ่งด่วนสรุป ว่าการเลือกลิปสติกต้องเลือกเฉพาะเฉดสีที่ชอบ หรือสีที่เข้ากับเครื่องสำอางที่มีอยู่ แต่ เราขอแนะนำให้คุณทำตัวเจ้าเล่ห์นิดๆ โดยการเลือกสีลิปสติกที่เข้ากับสีผิวของคุณจริงๆ เช่น เลือกมาสักหนึ่ง สีที่เข้ากับสีปากของคุณเด๊ะๆ เช่น สีชมพูอมนู้ด และสีแดงกุหลาบที่ ค่อนข้างจะเหมาะกับหลายสีผิว จากนั้น เลือกอีกสักสีที่สว่างกว่าสีผิว (ในหมวดสีเดียวกัน) เพื่อนำไปผสม หรือใช้โดดๆ เพื่อทำให้ใบหน้าดูสว่างขึ้น


03 สูตรเก่า : นวลเนียนด้วยการใช้ครีมรองพื้น
ปฏิวัติใหม่ : ใช้ครีมรองพื้นปกปิดเฉพาะตำหนิและรอยแผล
รู้หรือเปล่าว่าครีมรองพื้นนี่ล่ะ คือตัวเร่งการเสื่อมสภาพของผิวหน้า เพราะฉะนั้นจะดีสักแค่ไหน ถ้าปล่อย ให้ผิวหายใจบ้าง และนำเจ้าครีมหนาหนักตัวนี้มาทำหน้าที่ปกปิดจุดด่างดำ และรอยตำหนิต่างๆ บนใบหน้า แบบเฉพาะที่แทน ยกตัวอย่างเช่น แต้มครีมรองพื้นบนบริเวณที่มีรอยแดง เช่น จมูก แก้ม หรือคาง แล้วใช้ฟอง น้ำเกลี่ยไล้ไปทางไรผม จากนั้นใช้แป้งฝุ่นกดซับบนใบหน้าอีกครั้ง แล้วใช้เครื่องสำอางอื่นๆ ตามปกติ แค่นี้ใบ หน้าก็เบาสบาย ไม่ต้องกังวลเรื่องสิวอุดตันอีกต่อไป


04 สูตรเก่า : วาดลิปไลเนอร์ก่อนลงลิปสติกทุกครั้ง
ปฏิวัติใหม่ : ใช้ลิปไลเนอร์เฉพาะโอกาสพิเศษก็พอ
จริงอยู่ว่าดินสอเขียนขอบปากจะทำให้รูปปากดูชัดและสวยคมยิ่งขึ้น แต่หากให้นึกดูอีกที ก็ดูออกจะจริง จังในการแต่งหน้ามากไปสักหน่อย ยิ่งเทรนด์สมัยนี้ที่เน้นความสวยแบบธรรมชาติด้วยแล้ว เราจึงขอแนะนำ ให้คุณหยิบใช้เฉพาะวันสำคัญๆ ก็พอ ส่วนในวันธรรมดา ลองมองหาพู่กันปลายแหลมที่สามารถวาดขอบปาก ได้มาแทนที่ แม้จะไม่คมกริบเท่าดินสอ แต่เชื่อเถอะว่าจะทำให้คุณดูเป็นธรรมชาติมากกว่า และหากรอย ลิปสติกจางไปก็ยังสามารถ เติมได้ ไม่ดูน่าขันเหมือนตอนที่เหลือเฉพาะรอยดินสออย่างเดียวสักนิด


05 สูตรเก่า : เลือกอายแชโดว์ให้เข้ากับสีดวงตา
ปฏิวัติใหม่ : ยิ่งเป็นอายแชโดว์ ยิ่งต้องตรงกันข้าม
เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะหากยังเลือกสีที่เข้ากับสีตาเด๊ะๆ เช่น ถ้าดวงตาสีดำ หรือน้ำตาลก็เลือกสีเอิร์ธ โทน หรือถ้าดวงตามีสีสัน (ชาวตะวันตก) ก็เลือกสีที่เข้ากับสีตานั้นๆ การเลือกสีแบบนี้จะยิ่งทำให้คุณดูไม่น่า สนใจเข้าไปอีก จึงดีกว่าเป็นไหนๆ หากจะเลือกสีสันที่ตรงกันข้ามกับดวงตาเพื่อให้คุณดูเด่นเด้งขึ้นบ้าง ขอ แนะนำสำหรับสาวไทยที่มีตาสีดำถึงน้ำตาล ในการเลือก สีเขียวมรกต ไปจนถึงสีฟ้าเข้ม เพราะจะช่วยขับสีสัน ให้สดใสมากขึ้นกว่าเก่า (แต่อย่าลืมดูสีผิวตัวเองด้วยล่ะ)



06 สูตรเก่า : เติมอายแชโดว์หลังการแต่งหน้า
ปฏิวัติใหม่ : เติมอายแชโดว์เป็นอย่างแรก
เหตุที่ช่างแต่งหน้ามักเติมอายแชโดว์หลังสุด ก็เพราะไม่ต้องการให้สีสันเปรอะเปื้อนใบหน้า และหากผิด พลาดไป ก็ทำให้ต้องลบและลงครีมรองพื้นใหม่อีกครั้ง คำแนะนำจากเราคือลง อายแชโดว์เป็นอย่างแรก โดย เริ่มจากการลงรองพื้นทั่วใบหน้า เติมแป้งฝุ่น แล้วลงสีสันบริเวณ ดวงตาตามที่ต้องการเขียนอายไลเนอร์ และ ปัดมาสคาร่าให้เสร็จสรรพ จากนั้นจึงไล่กลับไปที่การลงคอนซีลเลอร์ ปัดแก้ม และลงลิปสติกตามปรกติ โดย หลีกเลี่ยงบริเวณดวงตา หรือการเติมซ้ำ แค่นี้ก็จะประหยัดเวลา และพลังงานไปได้เยอะ


07 สูตรเก่า : ใช้แปรงให้เหมาะกับการแต่งหน้า
ปฏิวัติใหม่ : นิ้วนี่ล่ะ สุดยอดแปรงชั้นดี
ไม่ปฏิเสธค่ะ ว่าแปรงแต่ละประเภทที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อการแต่งหน้า ต่างก็ช่วยให้การเติมเต็มสีสันเป็นไปอย่างง่ายดาย และทำให้การแต่งหน้าดูสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น แต่ผู้หญิง อย่างเราๆ ใช่ว่าจะแต่งแบบฟูลออพชั่น ประหนึ่งช่างแต่งหน้ามืออาชีพในทุกวันซะที่ไหน การลงทุนเรื่อง อุปกรณ์เสริมจึงควรทุ่มทุนแต่พอเหมาะ ส่วนที่เหลือก็ปล่อยให้นิ้วเรียวๆ ของเราทำหน้าที่นี้ไปเถอะค่ะ เช่น การใช้นิ้วกลางในการเกลี่ยอายแชโดว์สีหลักให้ทั่วเปลือกตา ก่อนที่ จะใช้นิ้วนางทาสีเข้มบริเวณหางตาเพื่อ ลงแสงเงา และใช้นิ้วกลางในการลงไฮไลต์อีกครั้งบริเวณ เปลือกตาที่นูนที่สุด ส่วนการลงลิปกลาสแบบทินท์ การใช้นิ้วแตะเบาๆ ก็ยังช่วยเกลี่ยให้ดู มันวาวได้ดีกว่าการใช้แปรงที่ทำให้ดูขาดมิติ รู้อย่างนี้แล้วก็ช่วย ประหยัดได้เยอะ จริงมั้ย


ที่มา ผู้หญิงวันนี้

สูตรลดความอ้วน เห็นผลใน 3 เดือน!!

สูตรลดความอ้วน เห็นผลใน 3 เดือน!!






ให้เวลากับตัวเองในเวลา 3 เดือน ตามตารางที่ดิฉัน กำหนดให้คุณ รับรองว่าเห็นผลแน่ ในการมีรูปร่าง หน้าตาที่สวยกว่าเดิม แต่ขอย้ำนะคะว่าคุณจะต้อง ซื่อตรง ต่อตารางที่ ดิฉันกำหนดให้ ดิฉันจะกำหนดตารางเป็น 4 อาทิตย์ต่อเดือน ทั้งหมดก็จะเป็น 12 อาทิตย์ ในแต่ละอาทิตย์จะมีกิจกรรม ให้คุณทำครบ ถ้วน กระบวนความเป็นการดูแลตัวเองล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็นการกิน การดูแลผิวพรรณ การออกกำลังกายไปจนถึงการเสริมความงามให้กับตัวเอง

ขอบอกไว้ก่อนว่า ไม่ยากหรอกค่ะ เพียงแต่คุณต้องจัดระเบียบให้กับตัวเอง มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ไม่อีลุ่ยฉุยแฉก ปล่อยชีวิตให้กระจัดกระจายไปตามอารมณ์ ไร้ระเบียบแบบแผน พร้อมหรือยังคะ ที่จะทำตัวให้สวยภายในเวลา 3 เดือน ถ้าพร้อมแล้ว เริ่มอ่านตารางที่ดิฉันจัดให้ ขอให้ละเอียดหน่อยนะคะในการอ่าน และพึงปฏิบัติด้วยล่ะ

เริ่มเดือนแรก อาทิตย์ที่ 1
1.. .เปลี่ยนนิสัยตัวเองให้ดื่มน้ำมากๆวันละ 8-10 แก้ว


2.. หันมารับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เป็นพวกโยเกิร์ตหรือนมที่มีแคลลอรี่ต่ำก็ได้ มีการจำกัด หารับประทานเนื้อดิบที่มีไขมันสูง เลือกรับประทานเฉพาะปลา หรือเป็ดไก่ที่ไร้หนัง เนยก็รับประทานได้ แต่ต้อง Low-Fat นะคะ และทั้งหมด ควรรับประทานพอประมาณ


3.. .เริ่มที่จะขัดผิวกายของคุณก่อนการอาบน้ำเป็นประจำทุกวัน เพื่อช่วยให้มีการระบาย น้ำเหลืองให้หมุนเวียนไปตาม โครงสร้างของผิวทำให้ ทั่วร่าง เริ่มจากเท้าและฝ่าเท้าของคุณ ไปจบตรงแผ่นหลัง ให้แน่ใจเสมอว่า ทั่วถึงทั้งเรือนร่างทุกครั้งที่ทำ


4.. .เริ่มว่ายน้ำอาทิตย์ละครั้ง ครั้งละ 20 นาที อย่างต่อเนื่อง

อาทิตย์ที่ 2
1.. รับประทานผลไม้ให้มากขึ้น รับประทานผลไม้สดวันละ 2-4 มื้อ จะรับประทานเป็นผลหรือคั้นน้ำก็ได้ จำพวกผลไม้ผลเล็กๆ หรือองุ่นให้ได้จำนวนปริมาณน้ำ 2 ช้อนโต๊ะใหญ่ต่อวัน


2.. .เริ่มหัดเดินให้ไกลๆบ้าง อย่าเวลาคุณไปทำงาน ถ้าระยะทางจากบ้านไปที่ทำงานไกลเกิน ก็ให้นั่งรถครึ่งเดินครึ่ง แต่ต้องเดินในที่ที่สบายเพื่อการผ่อนคลาย มิฉะนั้นก็มีทางเลือกอย่างอื่น คือเดินสัก 20 นาทีหลังมื้อเที่ยง ทำเช่นนี้สัก 3 วัน ใน 1 อาทิตย์ และทุกครั้งควรเดินอย่างคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง


3.. นัดช่างผมกรรไกรทองสำหรับ การเปลี่ยนทรงผมใหม่ หรือจะเล็มผมที่ยาวแล้วก็ได้ และตั้งใจไว้เลยว่าคุณต้องทำเช่นนี้ทุกๆ 3 เดือน


4.. เคลียร์ตู้กับข้าวของคุณซะใหม่ ให้ทิ้งสิ่งต่างๆ ที่เป็นส่วนของการเพิ่มไขมัน ให้มีแผนการสำหรับการกินอาหารเพื่อสุขภาพเท่านั้น อย่างเช่น เนื้อปลาทะเลชิ้นบางๆ น้ำ หรือน้ำมันมะกอก ถ้าเป็นไปได้ ในตู้กับข้าว ตู้ใหม่ของคุณจะต้องมีอาหารหรือเครื่องดื่ม ที่มีปริมาณ น้ำตาลต่ำ หรือไร้น้ำตาลไปเลย

อาทิตย์ที่ 3
1.. .เริ่มดูแลผิวพรรณ โดยการเข้าร้านเสริมสวยซะ โดยกรรมวิธีที่จะทำให้ผิวพรรณ คุณ ดูนุ่มนวลดุจธรรมชาติ อย่างเช่นเอาพืชทะเล มาพันร่าง เพื่อทำให้ผอม พร้อมกับ ครีมที่มีกลิ่นหอมมานวดร่างคุณ หรือไม่ก็ขัด ผิวคุณด้วยพืชพรรณตามธรรมชาติ ผิวคุณก็จะดูผุดผ่องขึ้นมาทันตา


2.. อาทิตย์นี้ก็อย่าลืมให้เวลากับการเดิน อาจจะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ตามสวนสาธารณะ หรือออกไปนอกเมืองไกลๆ แล้วใช้การเดินระยะยาว


3.. ตรวจดูการรับประทานคาร์โบไฮเดรตจำพวกแป้ง อย่างขนมปัง ธัญพืชหรือผลไม้อย่างมะเขือเทศ คุณควรที่จะควบคุมการรับประทานอาหารอย่างตั้งใจวันละ 6-8 มื้อ ขนมปังหั่นแผ่นบางๆสักชิ้น จะปิ้งหรือไม่ก็ได้ พวกธัญพืชสัก 3 ช้อนโต๊ะ ข้าวสัก 1 ช้อนโต๊ะ เส้นก๋วยเตี๋ยว หรือเส้น พาสต้า พร้อมใส่ไข่สัก 2 ฟอง กำลังดี พยายามเลือก ข้าวซ้อมมือ ขนมปัง หรืออาหารจำพวกเส้นที่มีคุณภาพ ควรรับประทานเป็น อาหารบำรุง หรืออาหารเสริม เพื่อให้ร่างกาย มีพลังงานใช้อย่างเต็มที่

อาทิตย์ที่ 4
1.. .ทำการบริหารหน้าท้อง เพื่อให้กล้ามเนื้อกระชับ โดยใช้วิธีง่ายๆแต่ทำเป็นประจำตลอดอาทิตย์
a.. เริ่มด้วยการนอนราบไปบนแผ่นยางหนาสักหน่อย เพื่อกัน กระดูก ทิ่มพื้นชันเข่าขึ้น ให้เท้าราบไปกับพื้น มือประสาน กันไว้ที่ท้ายทอยแล้วยกส่วนก้นขึ้นเนื้อพื้นพอประมาณ พร้อมทั้งกดเกร็งหน้าท้อง แล้วหายใจออกอย่างช้าๆ โดยหลังยัง ติดกับพื้นอยู่ หลังจากนั้นก็ค่อยๆวางลงแล้วหายใจเข้าเป็น การผ่อนคลาย

b.. ยังอยู่ในท่าเดิม แต่มือประสารกันไว้ที่ท้ายทอยเพื่อ พยุงคอ เอาไว้ยกลำตัวขึ้น กดหน้าท้อง โดยการเกร็ง แล้วหายใจ ออกช้าๆ วางตัวนอนดังเดิมพร้อมหายใจเข้า ท่านี้เขาเรียกว่า sit up

c.. ในท่าเดียวกัน ยืดขาขวาให้ตรงกับลำตัว ในขณะที่ขาซ้ายยังชัน เข่าอยู่แล้วงอเข่าขวามาที่หน้าอก พร้อมยกลำตัวขึ้นบิด ไปทาง ขวาโดยให้ข้อศอกซ้ายแตะเข่าขวา เกร็งหน้าท้องไว้ อย่าลืม หายใจ ออกด้วย ทำสัก10-15 ครั้ง แล้วเปลี่ยนกลับไปทำอีกข้าง

2.. ตรวจดูการดื่มแอลกอฮอล์ของคุณว่าอย่ามีมากกว่า 15 หน่วยต่ออาทิตย์เพื่อความปลอดภัยสำหรับลูกผู้หญิงอย่างเรา 1 หน่วยเท่ากับไวน์ 1 แก้วหรือเบียร์ครึ่งเหยือก แค่นี้กำลังงามค่ะ ภายใน 1 อาทิตย์

3.. เลิกล้มความฝันสำหรับชุดว่ายน้ำหรือบิกินี่ คุณจะดูวิเศษที่สุดก็ต้องหลังสองเดือนไปแล้ว

อาทิตย์ที่ 5
1.. เริ่มดื่มน้ำที่คั้นมาจากพืชชนิดที่มีใบ อย่างเช่นน้ำยี่หร่าผสมน้ำเพื่อทำการกระตุ้นระบบการย่อยอาหารของคุณ จะดื่มหลังจากอาหารค่ำ ก็ได้(ไม่ควรดื่มขณะตั้งครรภ์) ดื่มชาผลไม้ เพื่อทำให้การหมุนเวียน ของเลือดดีขึ้น การทำงานของไตก็จะดีขึ้นไปด้วย การดื่ม มิ้นต์ (peppermint) จะช่วยในเรื่องระบบการย่อยอาหารเช่นกัน

2.. อาทิตย์นี้เดินให้มากขึ้นสัก 20-30 นาที ตลอดอาทิตย์ เพิ่มระยะทางและความเร็วในการเดินให้มากขึ้นด้วย ก้าวแต่ละก้าวควรให้นุ่มนวล และเยือกเย็น เรียกว่า "มีสมาธิในการเดิน"

3.. รับประทานผัก 3-5 มื้อต่อวัน เป็นผักรวมจานเล็กๆ ถ้าเป็นไปได้ควรเป็นผักสด

วิธีทำสลัด (วิธีทำสลัดสไตล์คุณม้า)
หอมใหญ่ 1 หัว (ขาวหรือแดงก็ได้) ผัดขม ผักกาดหอม ผักชีฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง 1 กำ ( ล้างและลอกเปลือกอย่างสะอาด)

นำผักมาล้าง หั่นหอมใหญ่เป็นแว่นๆ แล้วตกแต่งให้สวยงามด้วยหน่อไม้ฝรั่งกับผักชีฝรั่ง


น้ำสลัด อย่างง่ายๆ

1 ช้อนโต๊ะสำหรับน้ำผึ้ง

1-2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว

พริกไทยป่น นิดหน่อย

ริกหยวก บดละเอียด ผสมให้เข้ากัน แล้วราดลงบนผักสลัด ที่จัดเตรียม ไว้ รับรองอร่อยแน่


อาทิตย์ที่ 6
1.. ต่อสู่เซลส์ผิวหนังด้วยการนวดตัวทุกวัน อันนี้เข้สถานบริการนวดตัวจะดีที่สุด อย่านวดด้วยตัวเองเลยค่ะ ลำบาก

2.. ยังคงออกกำลังกายอยู่นะคะ และอย่าลืมยกน้ำหนักด้วยเวทข้างประมาณ 1-2 กิโล สองวันต่ออาทิตย์ บริหารหน้าท้องยังคงต้องทำอยู่สม่ำเสมอ นอนราบชันเข่ามือถือที่ยกนำหนักเอาไว้ ยกลำตัวขึ้น พร้อมกับยก น้ำหนักไว้ด้านหน้าให้สุดแขนและเมื่อเอาตัววางนอนลง ให้ค่อยๆวาง แขนลงช้าๆเหนือศรีษะ ทำสัก 8-15 ครั้งอาทิตย์ที่ 6 แล้ว คงต้องทำให้มัน หนักหน่อย คิดว่าคุณๆก็คงจะชินแล้วในการซิทอัพ

ยืนตัวตรง ยื่นขาขวาไปข้างหน้าพร้อมงอเข่า ยกน้ำหนักขึ้นโดยการ งอข้อศอกแล้วย่อตัวลง เก็บขากลับมา ยืนไว้ในท่าแรก จากนั้นสลับมาทำเหมือนเดิมกับขาข้างซ้ายบ้าง ท่านี้จะได้ทั้งกล้ามเนื้อขนด้านหน้า และขา


ท่าลดต้นแขน ยืนตัวตรง มือทั้งสองข้างถือที่ยกน้ำหนักไว้ แล้วยกขึ้นเหนือศรีษะค่อยๆวางลงไปด้านหลังศรีษะ โดยให้ข้อศอก ชิดใบหูทั้ง สองข้าง ยกขึ้น ยกลงกล้ามเนื้อบริเวณแขนด้านในจะกระชับ ไม่หย่อน ยาน

3.. อาจจะเต้นแอโรบิกหรืออกกำลังกายตามส่วนต่างๆของร่างกาย ตามวิดีโอ การบริหารร่างกายก็ได้นะคะ เลือกอันที่ดีๆหน่อยหรือไม่เช่นนั้น ก็ไปเต้น ตามสถานบริหารร่างกาย ดิฉันว่าจะสนุกกว่า

4.. เข้าเซาน่าหรือห้องอบไอน้ำ หลังจากนั้นก็นวดตัวซะด้วยเลย คุณๆลองทำ ตาม ตารางที่ดิฉันกำหนดให้ภายใน 6 อาทิตย์ดูสิคะ ว่าร่างกายคุณเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงขนาดไหน แต่การทำตามตารางต้องซื่อสัตย์ ต่อตัวเอง นะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกิน การออกำลังกาย การดูแลผิวพรรณ รวมไปถึงทั้งตัวตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า ตามที่ได้บอกไว้ข้างต้น รับรองว่า เห็นผลแน่

อาทิตย์ที่ 7
1.. ออกกำลังกายอย่างมุมานะด้วยเครื่องมือการออกกำลังกาย เช่น การถีบจักรยานอยู่กับที่สม่ำเสมอ การเดินในระยะทางไกลๆ หรือการเต้นแอโรบิก

2.. จัดเตรียมนำผลไม้และน้ำผักสดไว้ดื่ม พร้อมกับการกินวิตามิน ผู้เชี่ยวชาญของโลกเขาบอกว่า การลดน้ำหนักที่ดีที่จะให้เห็นผลถึง 70 เปอร์เซนต์นั้นก็คือ การดื่มน้ำผลไม่หรือน้ำผักสด เพราะจะทำให้ย่อยง่าย และดูดซึมภายในเวลาเพียงแค่ 10-15 นาที ควรดื่มเป็นประจำทุกวัน วันละ 1 แก้ว ถ้าเยื่อก็ลองน้ำแอปเปิ้ล น้ำกล้วย น้ำมะละกอ และน้ำลูกพรุน หรือจะทำเป็นผลไม้รวมแบบค๊อกเทลอย่างองุ่น(เป็นลูก) มะละกอ (เป็นชิ้น) แอปเปิ้ล แครนเบอร์รี่ แล้วใส่น้ำส้มกับน้ำมะนาว ลงไป ก็จะทำให้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น สำหรับน้ำผักสด ผสมกันระหว่าง แครอท หัวผักกาดแดง
และแตงกวา หรือขึ้นฉ่าย ผักกาดหอม และผักโขม

3.. ออกกำลังกายในน้ำ โดยการยืนอยู่ในน้ำ หันหน้าเข้าขอบสระ เอามือจับขอบสระไว้ แล้วเตะขาไปข้างหลังสัก 30 วินาที แล้วเปลี่ยนอีกขาหนึ่งทำเช่นนี้สัก 10 ครั้งต่อข้าง เดินในน้ำสัก 3 นาที จากด้านหนึ่งของขอบสระไปอีกด้านหนึ่ง แล้วเหสี่ยงแขนไปด้วยพร้อมๆกัน

อาทิตย์ที่ 8
1.. ถึงเวลาของการปรับปรุงการวางท่าทาง โดยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญทาง ด้านการออกกำลังกาย ในหนึ่งครั้งต่อวัน ยืนกางขาเล็กน้อย งอเข่าพอ ประมาณ แผ่นหลังตรง น้ำหนักอยู่ที่ส้นเท้า ทั้งสองข้าง หายใจออกและยืดส่วนท้องบริเวณสะดือและส่วนของกระดูกสันหลังขึ้น แขม่วส่วนกระดูกเชิงกรานเข้า แล้วเก็บก้น โดยให้รู้สึกว่า สองแก้มก้น ชิดสนิท แนบแน่น หายใจออกยาวๆ ทำเช่นนี้หลายๆครั้งเพื่อบริหาร กล้ามเนื้อ บริเวณ ท้องและก้น หายใจเข้า ออกในขณะ ที่คุณหมุนหัวไหล่เป็น รูปวงกลม และประสานมือยืดแขนขึ้นเหนือศรีษะ เป็นการยืดกล้าม เนื้อส่วนหลังทั้งหมดหลังจากนั้นก็ยืนตรงสบายๆ เป็นการผ่อนคลาย กล้ามเนื้อ บริเวณก้นสัก 30 วินาที แล้วเริ่มทำใหม่

2.. เอ๊กเซอร์ไซด์ระบบหายใจด้วยการยืนตรงหรือนั่งเอานิ้วมือทั้งสองกดเข้าหากันให้อยู่ระดับจมูก หายใจออกช้าๆ พร้อมกับกดนิ้วมือเข้าหากันอย่างแน่น ทิ้งไว้สัก 10 นาที แล้วหายใจออก พร้อม ผ่อนคลาย จึงกลับมาทำใหม่สัก 10 ครั้ง

อาทิตย์ที่ 9
1.. การเหยียบ step up เป็นกิจวัตรประจำวัน โดยถือที่ยกน้ำหนักด้วย สัก 21 ปอนด์ เริ่มต้นด้วยการก้าวยาวๆ ก้าวขาขวาขึ้นสเต็ป เหยียดแขนซ้ายออกไปข้างหน้า แขนขวาวงไว้ขางลำตัวแล้วสลับข้าง ทำอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 15 นาที แล้วค่อยๆช้าลง

2.. ตรวจดูการรับประทานโปรตีนของคุณ ควรให้มีอาหารประเภทเนื้อวัว เนื้อเป็ด เนื้อไก่ ถั่วแห้ง ไข่ และถั่วลิสง 2-3 ชนิด ต่อวัน เนื้อหรือไก่ไร ้หนัง 2-3 ออนซ์ ปลาเนื้อขาว ไม่ทอด 4-5 ออนซ์ ไข่ 2 ฟอง สุกปานกลาง เนย 11/2 ออนซ์

3.. การรักษาด้วยกระแสน้ำ ในการอาบน้ำของแต่ละวัน ให้น้ำอุ่นกรทบ ตัวโดยเร็ว แล้วเปลี่ยนเป็นน้ำเย็นสัก 20 วินาที กลับไปเป็นน้ำอุ่นอีกสัก 1-2 นาที จบด้วยการอาบน้ำเย็น เริ่มให้น้ำฉีดไปบนบริเวณหน้า เรื่อง ลงไปยังบริเวณแขนและขา รวมทั้งบริเวณหน้าอกและท้อง จบด้วย ส่วนหลัง ของคุณเพื่อเป็นการนวดตัวด้วยกระแสน้ำ แล้วเช็ดตัว ให้แห้ง ก่อนคลานขึ้นเตียง นอนพักสัก 20 นาที เป็นการพักฟื้น

อาทิตย์ที่ 10
1.. ปรับปรุงการออกกำลังกายของคุณให้ดีขึ้น โดยำสม่ำเสมอทุกวัน เป็นประจำแยกเท้าออกจากกันให้กว้างพอประมาณ โดยยืนอยู่ด้าน หลังก้าวอี้ มือขวาจับพนักเก้าอี้ไว้เป็นการพยุงตัว ใช้มือซ้ายแตะไว้ ตรงต้นคอ งอข้อศอกให้อยู่ระดับหลัง เอียงตัวไปทางซ้ายพร้อมงอเข่า บิดตัวลงให้
ข้อศอกแตะเข่าด้านหน้า แล้วกลับมายืนในท่าเดิม เริ่มทำใหม่ แต่ตอนนี้บิดและเอียงตัวลงให้ข้อศอกแตะเข่าขวาด้านหน้า จึงกลับไป ทำอีกข้าง ทำข้างละ 20 ครั้งเป็นการบริหารเอว

2.. อาทิตย์นี้ลงมือทำเล็บมือและเล็บเท้า พร้อมทั้งแต้มสีสันลงไปบนเล็บซะให้สวยบาดใจไปเลย

3.. ขัดตัวด้วยเกลือ โดยเอาเกลือทะเลผสมกับน้ำมันโอลีฟนวด ไปบนตัวที่ยังชื้นอยู่แล้วค่อยล้างออก

อาทิตย์ที่ 11
1.. สำหรับสุขภาพผิวที่เปล่งปลั่งหลังจากที่เราได้ทะนุบำรุงดูแล มาจนถึงอาทิตย์ นี้แล้ว เรามาเริ่มแต่งหน้ากันสักหน่อย จะดีกว่า ใช้รองพื้นสีที่เป็นธรรมชาติ เข้ากับสีผิว หรือจะใช้สีแทนสักหน่อยก็ได้ แต่ถ้าไม่ชอบสีแทนก็ให้ใช้ สีขาวกว่าผิวก็ได้เช่นกัน เพื่อเพิ่มความผุดผ่อง เป็นยองใย

2.. บางครั้งอาจจะทดลองแต่งให้เข้ากับฤดูร้อน สิ่งจำเป็นที่สุดตัวครีมรองพื้น ควรจะมีมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ผสมอยู่ให้มากหน่อยเพื่อทำให้ผิวคุณดู สดใส ปัดแก้มเบาๆ ปัดมาสคารา ทาลิปมันและลิปสติก

สีอ่อนๆให้ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด คุณก็จะดูเป็นคนสวยที่มีสุขภาพดี 3..ควรจะเล่นกีฬานะคะ อาจะไปเรียนตีเทนนิส หรือไปร่วมเล่นซอฟท์บอลกับเขาในสวนสาธารณะก็ได้

อาทิตย์ที่ 12
1.. จัดเตรียมชุดว่ายน้ำ จะวันพีซหรือทูพีซก็ได้แล้วแต่ตามใจชอบ แต่อย่าลืมแว็กซ์ขนบริเวณขอบบิกินี่ด้วยล่ะ ตามร้านเสริมสวยเขา ก็มีบริการ

2.. ปกป้องแสดงแดดด้วยครีมกันแดด ใช้ครีมที่มีสาร SPF คุณสามารถมี ผิวสีแทนได้ แต่อย่าไหม้ ที่จริงแล้วก็มีครีมหลายตัวสำหรับกันแดด คุณเลือกหาเอาเองก็แล้วกัน

3.. สวยเห็นผล เอาละค่ะ ถ้าคุณทำครบตามตารางที่ว่าไว้ภายในสามเดือนแล้ว ไม่เห็นผล
ดิฉัน(คุณม้า อรนภา) ยินดีคืนเงินให้ทันที แต่ถ้าได้ผลช่วยบอกดิฉันด้วยนะคะจะยินดีเป็นที่สุด

จะทำอย่างไรให้ฟันขาว

จะทำอย่างไรให้ฟันขาว






ฟันเหลืองเกิดขึ้นจากสาเหตุใด
ฟันคนเราปกติจะมีสีขาวเป็นมันวาว แต่บางคนจะมีฟันเหลือง หรือดำคล้ำ แลดูไม่สวยงาม โดยอาจจะเป็นเพียงบางซี่ หรือทุกๆซี่ก็ได้ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ฟันคนเราไม่ขาวก็จะมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน คือ
1. การที่คนเรารับประทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีสี เป็นประจำ เช่น ชา กาแฟ
การอมลูกอม สูบบุหรี่ ร่วมกับการที่เราแปลงฟันไม่สะอาดพอ จึงทำให้มีคราบอาหาร คราบแบคทีเรีย และหินปูน มาเกาะติดสะสมทีละน้อย ๆ จนเห็นเป็นสีเหลือง สีน้ำตาล หรือสีดำติดตามซอกฟัน


2. เกิดจากฟันผุ ซึ่งมักจะมีสีเหลืองเข้ม หรือสีน้ำตา โดยเฉพาะฟันที่อยู่ด้านหน้าทำให้ มองเห็นได้ชัดเจน


3. เกิดจากฟันตาย ซึ่งหมายถึง ฟันที่ไม่มีเลือด และประสาทฟันมาหล่อเลี้ยงทำให้ฟันมีสี ทึบ ไม่โปร่งเหมือนฟันที่มีชีวิตอยู่ ซึ่งจะเกิดขึ้นกับฟันที่ผุมาก ๆ และทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน จนฟันผุลุกลามถึงโพรงประสาทฟัน หรืออาจเกิดขึ้นกับฟันที่ได้รับอุบัติเหตุ หรือถูกกระแทกอย่างแรง จนมีการฉีกขาดของเส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงฟัน เมื่อทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่มีการดึงประสาทฟันออก ฟันจะยิ่งมีสีคล้ำมากขึ้น


4. ฟันมีสีผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด เนื่องมาจากโรคบางอย่าง หรือการได้รับยาบางชนิด มากเกินไป เช่น ยาเตตราซัยคริน ซึ่งการกินยาตัวนี้ จะมีผลต่อสีของฟัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการก่อตัวหรือสร้างฟันเท่านั้น คือ ฟันน้ำนม ในเด็กอายุ 3-9 เดือน และฟันแท้ในเด็กอายุ 3-12 ปี ทำให้ฟันแทบทุกซี่มีสีค่อนข้างเหลือง หรือเป็นสีเทาดำ นอกจากนี้อาจเกิดจากการได้รับฟลูออไรด์มากเกินไป จะมีจุดสีน้ำตาลบนฟัน ที่เรียกว่า ฟันตกกระ


วิธีใดบ้างที่จะทำให้ฟันขาว มีกี่วิธี
วิธีที่จะทำให้ฟันขาวนั้นมีอยู่หลายวิธี ขึ้นอยู่กับสาเหตุ และลักษณะของสีฟันที่ผิดปกติไป
1. วิธีแรกที่ง่ายมากก็คือ การแปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึงหลังอาหารทุกมื้อร่วมกับการไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อขูดหินปูนและขัดฟัน ซึ่งการขัดฟันจะไม่ทำให้ฟันบางลงอย่างที่บางคนเข้าใจ ถ้าเกิดการมีฟันผุก็จัดการให้เรียบร้อย ในฟันหน้าทันตแพทย์จะกรอส่วนที่ผุ มีสีดำ หรือสีเหลืองออก แล้วอุดด้วยวัสดุที่มีสีเหมือนฟัน เท่านี้ ฟันก็จะมีสีขาวสะอาดได้เหมือนปกติ


2. การฟอกสีฟัน คืออะไร
การฟอกสีฟันในปัจจุบัน คือการฟอกสีฟันทั้งปาก ได้รับความนิยมจากบุคคลทั่วไป และ
มีการวิวัฒนาการของยาที่ฟอกสีฟัน ทำให้ใช้ได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การฟอกสีฟันทั้งปาก ทำให้ 2 วิธี
วิธีแรก เป็นวิธีที่จะต้องทำในคลินิก โดยทันตแพทย์จะเป็นผู้ทำ โดยใช้สารฟอกสี ซึ่งส่วนใหญ่ คือ สารประเภท Peroxide ที่มีความเข้มข้น 30-35 % ระยะเวลาในการทำในแต่ละครั้ง คือประมาณ 30 นาที - 1 ชั่วโมง
วิธีที่สอง คือ คนไข้สามารถนำสารฟอกสีกลับไปทำเองได้ที่บ้าน โดยทันตแพทย์จะเตรียมอุปกรณ์ให้ แต่คนไข้ต้องกลับมาตรวจเป็นระยะตามที่ทันตแพทย์นัดสารฟอกสีที่ใช้ก็จะเป็นประเภทเดียวกับที่ทำในคลีนิค แต่จะมีความเข้มข้น น้อยกว่า คือ ประมาณ 2-10% ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย วิธีฟอกก็ไม่ยาก เพียงแต่บีบสารฟอกสีลงในถาดฟันยางที่ทันตแพทย์ทำเฉพาะไว้สำหรับแต่ละคน จำนวนน้ำยาที่ใส่ลงในถาดก็ประมาณเพียง 1 ใน 3 ของถาด แล้วสวมฟันยางไว้ วันละ 1-2 ชม. ทุกวันและจะต้องกลับไปพบทันตแพทย์ตามกำหนดนัด


ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษามากน้อยแค่ไหน
ระยะเวลาที่ใช้นั้นมักขึ้นอยู่กับสีและคราบคล้ำของฟัน ถ้าฟันมีสีเหลืองไม่มากก็อาจจะ ฟอกให้ขาวได้ในเวลา 2-3 สัปดาห์ แต่ถ้าหากฟันมีสีเหลืองเข้ม หรือสีเทาอ่อนก็อาจจะต้องฟอกให้ขาวได้นานพอสมควร แต่ใช้เวลาในการฟอกมากขึ้นเป็น 4-5 สัปดาห์


สารฟอกสีมีอันตรายหรือผลข้างเคียงต่อเหงือกหรือฟันหรือไม่
อันตรายหรือผลข้างเคียงต่อเหงือกหรือฟัน ก็มีบ้างโดยเฉพาะชนิดที่ทำในคลินิกเพราะมี ความเข้มข้นสูง แต่ทันตแพทย์ผู้ทำเขาจะระมัดระวังและป้องกันเป็นอย่างดี ส่วนชนิดที่ทำที่บ้านนั้น จะต้องมีความเข้มข้นน้อย จึงไม่ค่อยมีอันตราย ถึงแม้ว่าเราอาจจะกลืนสารฟอกสีลงไปบ้างเล็กน้อย เพราะสารฟอกสีจะสลายตัวกลายเป็นน้ำได้ง่าย


ส่วนอาการที่จะเกิดขึ้นก็อาจจะมีอาการแสบเหงือกและเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปาก เนื่องจากการระคายเคืองโดยตรงที่สัมผัสกับน้ำยา และอีกอาการหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ก็คือ การเสียวฟันหลังจากฟอกสี แต่ประสาทฟันจะมีการป้องกันตัวเองโดยธรรมชาติและอาการก็จะค่อย ๆ ทุเลาลงและหมดไปเมื่อเราหยุดฟอกสี นอกจากนี้ทันตแพทย์ก็อาจเคลือบได้การเคลือบฟลูออไรด์ การฟอกสีฟันทั้งปากไม่ได้ทำให้ฟันสึกกร่อนหรืออ่อนแอลงแต่อย่างไร


ถ้าทำการรักษาเรียบร้อยแล้วจะต้องทำอีกหรือไม่ มีการทำแบบถาวรหรือไม่
การฟอกสีฟันเมื่อฟอกแล้วสีกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสภาพก่อนฟอก ถ้า เดิมสีค่อนข้างคล้ำ โอกาสคืนกลับสู่สีเดิมจะเป็นไปได้สูง ในเวลา 1-2 ปี แต่การฟอกสีฟันที่สีเหลืองอ่อน จะขาวได้นานประมาณ 3-4 ปี ทั้งนี้ต้องขึ้นกับความระมัดระวังป้องกันการติดสีจากคราบอาหารด้วย และเมื่อสีฟันคล้ำลงอีกก็สามารถใช้ยาฟอกสีฟันซ้ำได้อีก


ส่วนวิธีอื่น ๆ ที่จะทำแบบถาวรก็มี เช่น
- การทำเคลือบฟัน โดยทันตแพทย์จะกรอแต่งผิวเคลือบฟันด้านหน้าออกเล็กน้อย แล้ว ปิดทับด้วยวัสดุอุดสีขาว หรือสีเหมือนฟัน ตบแต่งให้ได้รูปร่างสวยงาม ซึ่งวิธีนี้ จะทำให้ฟันขาวค่อนข้างถาวรกว่าการฟอกสี แต่ก็ยังมีโอกาสเสื่อมได้ คือ อาจจะมีรอยแตก กะเทาะของวัสดุที่ทำเคลือบเมื่อใช้ไม่ระมัดระวัง แต่สามารถซ่อมแซมหรือทำใหม่ได้ไม่ยากนัก แต่วิธีนี้โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายก็จะแพงกว่าการฟอกสีฟัน นอกจากนี้ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่ง คือ


- การทำครอบฟัน ทันตแพทย์จะกรอแต่งผิวเคลือบฟันออกทั้งซี่ ให้เหลือเป็นแกนแล้ว ทำฟันปลอมครอบทับลงไปติดแน่นด้วยซีเมนต์ทันตกรรม ฟันที่ดำหรือแตก บิ่น สารมารถทำครอบที่มีสีและรูปร่างให้สวยงามได้ดี จึงถือว่าเป็นการเปลี่ยนสีฟันได้อย่างถาวร แต่ค่าใช้จ่ายจะแพงกว่าการทำเคลือบฟัน และการฟอกสีฟัน


ในเด็กสามารถทำได้หรือไม่
ในเด็กก็สามารถทำได้ แต่ไม่มีความจำเป็นต้องทำ ปกติเด็กก็จะมีฟันแท้ขึ้น อายุประมาณ 6-7 ปี ฟันแท้ที่ขึ้นมามักจะมีฟันเหลืองกว่าฟันน้ำนมอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็เป็นสีที่เป็นธรรมชาติจึงไม่จำเป็นต้องฟอกสีฟัน นอกจากรายที่มีความปกติจริง ๆ เท่านั้น


ในกรณีใดบ้างที่ไม่สามารถทำได้ มีข้อห้ามบ้างหรือไม่
ข้อห้ามนั้นไม่มี แต่บางทีการจะตัดสินใจว่าจะฟอกสีฟันใหม่หรือไม่นั้น ก็จะขึ้นอยู่กับ ความจำเป็นด้วย บางคนคิดว่าตัวเองมีฟันสีเหลือง แต่จริง ๆ แล้วก็เป็นสีโทนปกติของฟัน


การฟอกสีฟันด้วยตนเองที่มีขายตามท้องตลาดนั้น สามารถทำเองได้หรือไม่
ยาฟอกสีฟันชนิดที่วางขายตามร้านค้า บุคคลทั่วไปสามารถซื้อไปฟอกเองที่บ้านได้ และ ยาสีฟันที่ทำให้ฟันขาวก็มีออกมาสู่ท้องตลาดมากขึ้น ซึ่งเป็นประเภทที่นอกเหนือจากการดูแลของทันตแพทย์ จึงยังไม่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป


ข้อแนะนำ
ขอแนะนำในเรื่องของการแปรงฟันให้สะอาดหลังอาหารทุกมื้อ ร่วมกับ การใช้ไหมขัดฟัน เพราะการทำความสะอาดโดยการใช้แปรงสีฟันอย่างเดียวจะทำได้ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะตามซอกฟัน ในเรื่องของการบริโภคอาหาร ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงการกินของหวานและของเหนียวที่ติดฟัน ไม่กินจุกกินจิก และที่สำคัญหมั่นไปพบทันตแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจสุขภาพช่องปาก หากมีฟันที่ผุ ทันตแพทย์ก็จะจัดการอุดให้เรียบร้อย และขูดหินปูน ขัดฟัน เท่านี้คุณก็จะสุขภาพช่องปากที่สมบูรณ์ ฟันขาว สะอาด และสวยงามได้อย่างแน่นอน

ใส่บราอย่างไร...ให้ทรงสวย

ใส่บราอย่างไร...ให้ทรงสวย





การเลือกสวมใส่ “บรา หรือ ชุดชั้นใน” เป็นอีกสีสันหนึ่งที่จะทำให้ผู้หญิงสนุกกับแฟชั่นชุดชั้นใน เพื่อเสริมบุคลิกให้ดูดีแฝงไว้ด้วยความเซ็กซี่ ซ่อนเสน่ห์ของสาวยุคใหม่ ที่ชวนหลงใหล แบบไม่หลุดเทรนด์

- บราถอดสายได้ สำหรับสาวๆ ที่ชอบใส่เสื้อเกาะอก หรือสายเดี่ยว ให้ได้อวดเนินอกเซ็กซี่ ส่วนสาวหน้าอกเล็กก็จะดูไม่โป๊ แต่หากจะให้ดูเนินอกเซ็กซี่เหมือนสาวอกใหญ่ ควรเลือกบราที่มีเสริมฟองน้ำดันทรง จะได้ความเซ็กซี่ไม่แพ้กัน แต่อย่าลืมว่าควรเลือกขนาดให้พอดีกับทรวงอก ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป เพราะหากไม่พอดีกับสรีระ เวลาสวมใส่แล้วจะเกิดความไม่สบายใจ อาจทำให้เสียบุคลิกไปเลย

- บราถอดไร้รอยตะเข็บ เหมาะสำหรับสาวๆ ที่ชอบใส่เสื้อยืดรัดๆ หรือเสื้อผ้าที่รัดรูป ซึ่งจะทำให้ไม่เห็นรอยเสื้อชั้นใน และช่วยลดปัญหารอยต่อของตะเข็บ ที่มักจะปรากฏให้เห็นเมื่อสวมใส่บราแบบมีตะเข็บ แถมลดปัญหาการเกิดรอยของบราบนเรือนร่าง ลดการเสียดสีและรอยด่างดำได้

- บราสไตล์สปอร์ต สาวๆ ที่รักการออกกำลังกาย หรือเข้าฟิตเนสต้องเลือกบราชนิดนี้ เพราะช่วยกระชับทรวงอกได้ดีเป็นพิเศษ เวลาที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายมากๆ การเลือกใส่บราสำหรับออกกำลังกาย บราต้องเก็บซับเหงื่อได้ดี ไม่ทำให้เกิดการหมักหมมของเชื้อราได้ เพราะเหงื่อจะทำให้บราเสียได้ง่าย ควรเปลี่ยนบราตัวใหม่ทุกครั้ง เวลาที่จะออกกำลังกาย

- บอดี้สูท สาวหลายคนที่มีรูปร่างท้วม คงไม่ปรารถนาในการใส่บอดี้สูทสักเท่าไหร่ เพราะเมื่อใดที่ใส่จะทำให้ขยับกายค่อนข้างลำบาก อีกทั้ง การดีไซน์ของบอดี้สูทเมื่อก่อนจะเสริมเหล็กด้านหน้าและหลัง เพื่อเพิ่มความกระชับ แต่อาจทำให้ร่างกายเกิดการไหลเวียนของเลือดไม่ดี เพราะความแน่นของบอดี้สูท

แต่ปัจจุบันการพัฒนาของบรามีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ผู้ใส่เกิดความสบายกระชับต่อรูปร่าง เน้นให้เห็นสรีระที่สวยงาม ไม่ควรสวมใส่บอดี้สูทขณะที่ร่างกายเปียกหรือชื้น เพราะจะทำให้ดึงรั้งบอดี้สูทขึ้นค่อนข้างยาก ดังนั้น ควรเช็ดตัวให้แห้ง หรือทาแป้งฝุ่นก่อน

- บราสายเสื้อกล้าม เหมาะสำหรับสาวๆ ที่ชอบใส่เสื้อกล้าม ช่วยให้ไม่เห็นสายเสื้อชั้นใน เป็นบราที่ใส่ง่ายเพราะส่วนใหญ่ตะขอจะอยู่ด้านหน้า ช่วยกระชับในการสวมใส่ สะดวกสบายทุกอิริยาบถ

เคล็ดลับขาสวย ของสาวออฟฟิศ

เคล็ดลับขาสวย ของสาวออฟฟิศ






สำหรับสาวออฟฟิศนั้น ส่วนใหญ่ จะใช้เวลาทั้งวันนั่งอยู่กับเก้าอี้ วางนิ้วอยู่บนคีย์บอร์ด และสายตาจับจ้องอยู่กับหน้าคอมพิวเตอร์ สาวๆ รู้หรือไม่คะว่า การนั่งเป็นเวลานานๆ โดยที่เราไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถเลยนั้น คือสาเหตุหลักของการเกิดเส้นเลือดขอด


เพราะการที่เรานั่งเป็นเวลานานๆ นั้น ทำให้เส้นเลือดที่ไหลลงมาหล่อเลี้ยงขาไม่สามารถไหลเวียนกลับขึ้นสู่หัวใจได้สะดวก ซึ่งอาการเช่นนี้จะส่งผลให้หลอดเลือดขาโป่งพอง หรือขอดขด จนอาจไปดันเซลล์และอวัยวะส่วนอื่นที่อยู่ใกล้เคียงเหตุนี้จึงทำให้คุณรู้สึกปวดเมื่อยขา และขาบวมขึ้น แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ล่ะ จะทำอย่างไร วันนี้เรามีวิธีการแก้อาการเส้นเลือดขอดสำหรับสาวออฟฟิศมาฝากกันค่ะ


ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร


สาเหตุที่สาวออฟฟิศต้องดื่มน้ำมากๆ ก็เพราะว่าป้องกันเลือดในร่างกายไม่เข้มข้นเกินไปจนไหลเวียนไม่สะดวก ทั้งนี้ในปริมาณ2 ลิตรของน้ำที่ดื่มอาจเป็นน้ำผลไม้ น้ำผักสมุนไพร น้ำนม หรอน้ำซุปก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำเปล่าธรรมดา แต่ก็ไม่ควรเป็นเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรือแอลกอฮอล์ เพราะเครื่องดื่มดังกล่าวจะยิ่งทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น


อย่านั่งทำงานนานเกิดเหตุ


คุณควรที่จะลุกเดินไปไหนมาไหน ยืดเส้นยืดสายซะบ้างนะคะ เพื่อเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่อ่อนล้า ไม่เช่นนั้นก็ควรบริหารเท้าด้วยท่าง่ายๆ ทุกๆ ชั่วโมง อย่างเช่น หมุนข้อเท้า หุบและยกนิ้วเท้าขึ้นลงไปมา ท่าบริหารแบบนี้ก็จะช่วยคุณผ่อนคลายได้เยอะเลยล่ะ ลองดูสิ


บอกลาเสื้อรัดติ้ว


สาวๆ ที่มีรูปร่างค่อนข้างจะอวบทั้งหลาย ประเภทที่ชื่นชอบการใส่เสื้อตัวเล็กๆ จนปลิ้นน่ะ .. ฟังทางนี้ คุณควรเปลี่ยนการแต่งตัวซะใหม่นะคะ เพราะการใส่เสื้อรัดติ้วนั้น จะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก รวมไปถึงการรัดเข็มขัดที่แน่นจนเกินไป ประมาณว่าอยากจะโชวืว่ามีเอวกับเค้าว่างั้นเถอะ .. อย่าเลย


นอนในท่าเหยียดตรง


สาวออฟฟิศที่ทำงานหนักมาตลอดทั้งวันเช่นคุณ ควรจะปรับเปลี่ยนท่านอนซะใหม่ คุณควรนอนในท่าที่ถูกต้อง ไม่ควรนอนตัวงอคุดคู้ ควรจะปล่อยให้ขาเหยียดตรงอย่างผ่อนคลายไปเลย


ถ้าคุณไม่อยากเป็นแม่สาวเส้นเลือดขอดล่ะก็ .. คุณควรจะปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวันซะใหม่นะคะ หากคุณทำได้ก็จะกลายเป็นเวิร์คกิ้งวูแมน ที่ทั้งเก่งและทั้งเป็นสาวขาสวยจนน่าอิจฉาอีกด้วยล่ะคะ ...


ที่มา : Woman’s Story

วิธี ถนอมริมฝีปากสวย

วิธี ถนอมริมฝีปากสวย






ริมฝีปากที่ดูสวยและชุ่มชื้น คงเป็นเสน่ห์อันน่าหลงใหลอีกหนึ่งอย่างบนใบหน้า ที่สามารถดึงดูดความสนใจจากชายหนุ่มผู้พบเห็น บางคนที่ยังคิดว่า ริมฝีปากของตนเองนั้นยังแลดูไม่สวยงามเพียงพอ วันนี้เรามีวิธีการถนอมริมฝีปากแบบง่ายๆมาฝากกันค่ะ


1. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 4-6 แก้ว เพื่อป้องกันการเกิดร้อนใน ซึ่งถ้าหากเป็นร้อนในแล้วจะทำให้ปากแห้งหรือ แตกลอกเป็นขุยได้ง่าย


2. สำหรับหลาย ๆ คนที่เคยเข้าใจว่า เมื่อรู้สึกว่าริมฝีปากแห้งนั้น ก็ใช้ลิ้นเลียริมฝีปากบ่อย ๆนั้น ขอแนะนำให้คุณเปลี่ยนความคิดและเลิกทำไปได้เลย เพราะในน้ำลายจะมีเอนไซม์ที่ทำให้ริมฝีปากของคุณแห้งกว่าเดิม แถมยังทำให้ริมฝีปากมีสีคล้ำขึ้นอีก


3. ก่อนนอนควรทาลิปกลอส หรือ ลิปมันเป็นประจำ เพื่อเป็นการเพิ่มความชุ่มชื้น และป้องกันริมฝีปากแตก หรือเป็นขุยได้


4. เวลาที่ริมฝีปากของคุณเป็นแผล ไม่ควรที่จะแกะสะเก็ดแผลเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้อาการของแผลแย่ลงแล้ว ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อและทำให้ปากที่ลอกหายยากขึ้นอีกด้วย


5. เมื่อต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง อย่าลืม !!.... ทาลิปสติกที่มีส่วนผสมป้องกันรังสียูวี


6. ระวัง!... ยางผลไม้บางชนิด เพราะเมื่อมันสัมผัสกับริมฝีปากของคุณแล้วจะทำให้ริมฝีปากมีสีคล้ำได้


7. หากมีปัญหาปากเป็นขุย หลังแปรงฟันเสร็จใหม่ ๆ ในขณะที่ริมฝีปากยังชุ่มชื้นด้วยน้ำอยู่ ให้ใช้แปรงสีฟันแปรงเบา ๆ ที่ริมฝีปากบนและล่าง เพื่อให้ขุยหรือสะเก็ดลอกออก จากนั้นจึงใช้ลิปมันทาบางๆ


เคล็ดไม่ลับทั้ง 7 ข้อ ที่บอกกันไป คงไม่ยากสำหรับสาว ๆ ที่อยากมีริมฝีปากสวย สะดุดตา ใช่ไหมหล่ะ

แก้ปัญหาการแต่งหน้าด้วยตัวเอง

แก้ปัญหาการแต่งหน้าด้วยตัวเอง






เมื่อถึงเวลาที่คุณจะต้องนั่งอยู่หน้ากระจก ใช้แปรงปัด ปลายนิ้ว หรือพู่กัน บรรจงวาดสีสันลงบนใบหน้าของตัวเอง คุณคงรู้สึกได้ว่าบางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะที่จะแต่งหน้าให้ออกมาสวยสมบูรณ์อย่างที่ต้องการ เพราะเกิดมีปัญหาซ้ำซากขึ้นมากวนอกกวนใจ แก้อย่างไรก็ไม่ตกสิน่า


หลังจากลองสอบถามสาวๆ หลายต่อหลายคน ก็พอจะรวบรวมปัญหายอดฮิตมาได้ดังนี้แถมด้วยวิธีแก้ไขอย่างง่ายๆ มาฝากกันด้วยละค่ะ


มาสคาร่าจับกันเป็นก้อน
ไม่ทราบว่าในรอบศตวรรษนี้ คุณเคยซื้อมาสคาร่าใหม่ให้ตัวเองบ้างหรือยังคะ ถ้าไม่ก็คงเป็นได้ที่ว่ามาสคาร่าของคุณน่ะมันหมดอายุใช้งานซะแล้ว เพราะการจับตัวเป็นก้อนคืออาการที่บ่งบอกว่ามาสคาร่านั้นเก่าเกินไป เคล็ดลับของผู้เชี่ยวชาญด้านเมคอัพในการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วนก็คือ ใช้น้ำฉีดแปรงปัดให้ชุ่ม หรือทำให้ลื่นด้วยน้ำยาล้างตา ( แต่วิธีนี้อาจใช้ไม่ได้ผลกับมาสคาร่าชนิดกันน้ำ )หรือถ้าหากมาสคาร่าจับตัวเป็นก้อนอยู่ที่แปรงปัดแล้ว คุณสามารถทำให้มันละลายออกได้โดยจุ่มแปรงลงในอาย-เมคอัพ รีมูฟเวอร์ ( น้ำยาที่ใช้สำหรับเช็ดเครื่องสำอางที่เปลือกตาโดยเฉพาะ ) เล็กน้อย


รอยคล้ำใต้ตาที่ดูน่าเกลียด
ก่อนอื่นต้องแน่ใจเสียก่อนว่าคุณนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพราะรอยคล้ำที่ไม่ได้เกิดจากการอดนอนนั้นสามารถจะทำให้จางลงได้ในบางกรณีเท่านั้น ซึ่งวิธีที่พอจะทำได้ก็คือ ทาด้วยครีมไลท์เทนนิ่ง ที่มีส่วนผสมของ ไฮโดรควิโนน เรตินอล หรือ กรดอัลฟา ไฮดร็อกซี่ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติทำให้ผิวขาวขึ้นทั้งสิ้น แต่บางครั้งผิวใต้ตาซึ่งเป็นส่วนที่บางกว่าผิวส่วนอื่นก็มักจะ


ปรากฎรอยเส้นเลือดให้เห็นได้ง่าย ในกรณีนี้ครีมลบริ้วรอยไม่สามารถช่วยได้ แต่คุณสามารถที่จะใช้คอนซีลเลอร์ทาเพื่อปกปิดได้


คอนซีลเลอร์ทำให้หน้าดูขาวเว่อร์
การพยายามที่จะใช้คอนซีลเลอร์ทาบนผิวที่แห้งรอบๆ ตาอาจทำให้หน้าของคุณมีรอยขาวเว่อร์เป็นวงอย่างเห็นได้ชัด ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นก็เพราะว่าโดยปกติแล้ว การทาคอนซีลเลอร์จะทำได้กลมกลืนกับผิวที่เนียนเรียบ ซึ่งบางครั้งผิวขรุขระก็อาจเกิดขึ้นได้จากการล้างหน้าที่รุนแรงเกินไป ดังนั้นคุณควรจะลองเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าอย่างอ่อนๆ ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม สีย้อมผ้า และลาโนลิน หรือจะทาด้วยม้อยซเจอไรเซอร์ก็ช่วยได้เหมือนกัน


รอยแตกของอาย แชโดว์
เมื่อสีของอาย แชโดว์ปรากฎเป็นรอยแตก คุณอาจจะคิดว่าสาเหตุมาจากผิวของคุณแห้งเกินไป แต่ที่พบส่วนใหญ่แล้ว ปัญหานี้มักเกิดเนื่องมาจากครีมที่ผสมอยู่ในอาย แชโดว์มากกว่าค่ะ วิธีแก้ไขก็ง่ายๆ ให้ใช้พัฟแห้งๆ กดลงไปเบาๆ ที่เปลือกตาหลังปัดอาย แชโดว์แล้ว พัฟจะดูดซับเอาน้ำมันส่วนเกินออกโดยยังคงสีสันของอาย แชโดว์เอาไว้เท่าเดิม


อาย เมคอัพ ที่ล้างออกยาก
มาสคาร่าชนิดกันน้ำจำเป็นต้องใช้รีมูฟเวอร์ ที่ทำขึ้นสำหรับรอบตาโดยเฉพาะ หรือที่เรียกว่า อาย เมคอัพ รีมูฟเวอร์ จึงจะสามารถเช็ดเครื่องสำอางออกได้หมดจด ซึ่งอาย รีมูฟเวอร์จะแตกต่างกับคลีนเซอร์ทั่วไปที่ใช้กับส่วนอื่นของใบหน้าตรงที่ว่า มันจะมีน้ำมันเป็นส่วนผสมหลักที่ช่วยให้เช็ดคราบเครื่องสำอางออกได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องถูหน้าแรงเกินไป และแน่นอนที่ว่าน้ำมันสามารถจะทำให้รูขุมขนอุดตันได้ ดังนั้นเวลาใช้อาย รีมูฟเวอร์ จึงควรระวังอย่าให้มีคราบน้ำมันตกค้างอยู่บนใบหน้า หากยังมีมาสคาร่าติดอยู่ตรงปลายๆ ของขนตา ก็ให้ใช้คอตต็อน บัด จุ่มน้ำยาค่อยๆ ปัดออก


คราบลิปสติกติดฟัน
วิธีแก้คงจะมีอยู่อย่างเดียวก็คือ ใช้ทิชชูเช็ดออกนั่นละค่ะ แต่ครั้งต่อไปใช้วิธีป้องกันคงจะดีกว่า นั่นก็คือเวลาทาลิปสติก อย่าทาเข้าไปจนลึกนัก และเมื่อทาเสร็จแล้ว เม้มปากด้วยกระดาษทิชชู ก็จะช่วยไม่ให้สีของลิปสติกเลอะติดฟันของคุณอีกต่อไป


รอยขอบปากที่ไม่น่าพิศมัย
อุตส่าห์จะเขียนขอบปากทั้งที แทนที่จะเสริมรูปปากให้ดูสวยเซ็กซี่ขึ้น กลับเห็นเป็นรอยไม่น่าดูสักนิด คราวหน้าลองแก้ตัวใหม่ เลือกใช้ลิป ไลเนอร์โทนสีกลางๆ เข้าไว้ และอย่าวาดให้เกินออกมานอกขอบปากจริงของคุณเข้าล่ะ ทางที่ดีควรจะวาดขอบปากซะก่อน แล้วค่อยบรรจงทาลิปสติกอย่าให้เกินขอบปากที่วาดไว้ เสร็จแล้วใช้พู่กัน หรือค็อตตอน บัด หรือใครจะถนัดใช้ปลายนิ้วก็ย่อมได้ เกลี่ยเส้นขอบปากให้กลมกลืนไปกับสีลิปสติกข้างใน เท่านี้ก็จะไม่มีรอยแตกต่างปรากฎให้เห็นเลยค่ะ


ลิปสติกเลือนหาย
บรรจงทาลิปสติกเสียดิบดี แต่ 5 นาทีต่อมากลับไม่เหลือสีให้สวยอีกต่อไป ปัญหานี้มักเกิดกับลิปสติกชนิดที่มีความมันวาวหรือ ลิป กลอส ซึ่งถ้าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบลิปสติกชนิดนี้ คุณก็ต้องคอยระมัดระวังเป็นพิเศษละค่ะ แต่ถ้ามันทำให้คุณต้องคอยพะวงอยู่กับปากของตัวเองตลอดเวลา ก็น่าจะลองเปลี่ยนมาใช้ลิปสติกชนิดสีด้านหรือ matte lipstic ซึ่งจะติดทนนานกว่า หรือใช้ดินสอทาปากผสมกับลิปสติกสีด้าน แล้วตบทับด้วยแป้งฝุ่นบางๆ ก็จะได้สีสวยที่ติดทนนานเช่นกัน


ลิปสติกเยิ้มออกมานอกปาก
ใครที่สูบบุหรี่ก็ควรจะเลิกได้แล้วค่ะ ถ้าคุณไม่สูบบุหรี่และขัดริมฝีปากเป็นประจำ ( โดยใช้แปรงสีฟันเด็กขนนุ่มขัดเบาๆ หรือใช้บาล์มผสมเม็ดขัดธรรมชาติ เช่น grainy balm ) รวมทั้งใช้ลิปสติกชนิดสีด้าน ก็จะช่วยแก้ปัญหาลิปสติกเยิ้มออกมานอกปากได้ นอกจากนั้นยังควรระมัดระวังการวาดเส้นขอบปากไม่ให้ชิดกับขอบปากจริงของคุณมากเกินไปด้วยนะคะ


รองพื้นที่ทำให้รูขุมขนดูหยาบกร้าน
รูขุมขนที่ใหญ่มักจะหมายถึงผิวที่ค่อนข้างมัน ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องทำก็คือดูดเอาความมันนั้นออก โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้รองพื้นชนิดที่เป็นแป้ง เพราะรองพื้นชนิดนี้คุณทาตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น และจะไม่ไหลย้อนเข้าไปอุดตันในรูขุมขนหรือตามรอยย่นของผิวเหมือนกับชนิดครีมหรือน้ำ


ม้อยซเจอไรเซอร์ที่จับอยู่บนผิวหน้า
เหตุที่ม้อยซเจอไรเซอร์ไม่ซึมเข้าสู่ผิวก็เพราะว่าผิวของคุณมีน้ำมันมากเกินไปนั่นเองค่ะ การจัดการกับปัญหานี้จึงอยู่ที่การขจัดน้ำมันส่วนเกินบนผิวหน้าให้ลดน้อยลงโดยใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้าที่มีส่วนผสมของกรดอัลฟา ไฮดร็อกซี่ และควรทาม้อยซเจอไรเซอร์ทันทีหลังอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ ขณะที่ผิวยังมีความชื้นอยู่ นอกจากนี้แล้วคุณต้องดูด้วยว่าม้อยซเจอไรเซอร์ที่คุณใช้นั้นเป็นชนิดครีมซึ่งเข้มข้นเกินไปหรือเปล่า ถ้าคิดว่าใช่ ก็ลองเปลี่ยนมาใช้ชนิดโลชั่นซึ่งเนื้อจะเบากว่า จึงช่วยให้ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ง่ายกว่าด้วย


ด้วยเคล็ดลับอย่างง่ายๆ เหล่านี้ คงจะช่วยแก้ปัญหาของคุณให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี หวังว่าครั้งต่อไป คุณคงจะสนุกกับการใช้ศิลปะหน้ากระจกมากขึ้นนะคะ

สาเหตุที่ทำให้เกิดสิว

สาเหตุที่ทำให้เกิดสิว






สิว นี่นับว่าปัญหาโลกแตกสำหรับสาว ๆ หรือหนุ่ม ๆ ทุกคนเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าเราจะรับมือ หรือพยายามป้องกันยังไงก็แล้วแต่ สิวก็ยังตามมาก่อกวนให้เราหงุดหงิดรำคาญใจได้เสมอทีเดียว


เกร็ดความงามเดือนนี้ก็เลยไปรวบรวมสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวมาบอกเล่าเก้าสิบกัน เพื่อจะได้ช่วยให้ทุกคนป้องกันตัวเองได้มากขึ้นกว่าเดิม ถ้าอย่างนั้นไปเริ่มกันที่สาเหตุแรกกันเลยดีกว่าค่ะ



อาหารที่มีไขมัน
อาหารกับมนุษย์เป็นของคู่กันอยู่แล้ว ครั้งจะให้เรางดทานอาหารเพื่อไม่ให้สิวขึ้นเห็นจะเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าเราสามารถหลีกเลี่ยงอาหารบางประเภทได้ โดยเฉพาะ อาหารมัน ๆ ที่มีไขมันมาก ๆ เช่น ของทอด หรืออาหารที่มีเนยเป็นส่วนผสม แต่ข้อนี้ก็ยังไม่ได้มีการยืนยันทางการแพทย์นะคะว่าอาหารจะมีผลต่อการเกิดสิวหรือเปล่า แต่เราก็สามารถป้องกันไว้ก่อนได้



เครื่องสำอาง
การเลือกใช้เครื่องสำอางก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเครื่องสำอางบางชนิดอาจทำให้ต่อมไขมันใต้ผิวขยายตัว เกิดการอุดตันได้ง่าย เพราะฉะนั้นจึงควรเลือกใช้รองพื้นที่เขียนไว้ว่าเป็น Oil Free หรือเครื่องสำอางที่เขียนไว้ว่า Non Comedogenic เพื่อป้องกันการเกิดสิวนะคะ



การล้างหน้า
การล้างหน้าของคนเราจะทำให้เกิดสิวได้ยังไง หลายคนอาจจะงง ไม่ต้องงงค่ะ เพราะว่าการล้างหน้าที่บ่อยเกินไปจะทำให้เกิดการเสียดสีผิวหน้าอย่างรุนแรง ทำให้ผิวเกิดความระคายเคือง ดังนั้นจึงควรล้างหน้าไม่เกินวันละ 2 ครั้ง แต่ถ้าผิวมันมากก็อนุญาตให้เป็น 3 ครั้ง ก็พอแล้วค่ะ



เหงื่อ
จัดว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดสิวเลยก็ว่าได้ เพราะความชื้นนี่เป็นตัวการทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่คับเกินไป ทำให้ไม่มีการระบายที่ดี หรือเมื่อเกิดเหงื่อแล้วก็ควรรีบทำความสะอาด ก็จะช่วยลดสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวขึ้นได้ค่ะ



ยา
โดยเฉพาะยาที่มีฮอร์โมนสูง สังเกตุง่าย ๆ เวลาก่อนผู้หญิงจะมีประจำเดือนมักจะเกิดสิวเยอะกว่าปกติ เพราะระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ดังนั้นยาที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน ก็อาจเป็นสาเหตุได้เช่นกัน แต่ในทางกลับกันยาที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงก็จะช่วยควบคุมอาการสิวได้ด้วย



ความเครียด
ถึงแม้จะไม่มีรายงานทางการแพทย์มายืนยัน แต่เราก็สามารถสังเกตุได้ง่าย ๆ ว่าเวลาที่ใกล้ช่วงสอบ หรือว่าเป็นช่วงที่งานรัดตัวมาก ๆ สิวก็พร้อมผุดออกมาเฉิดฉายบนใบหน้าทันที นั่นอาจเป็นเพราะความเครียดมากเกินไปจะทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกตินั่นเองนะคะ
เมื่อเรารู้ถึงสาเหตุเหล่านี้แล้ว ก็จะสามารถเตรียมการรับมือได้อย่างมั่นใจแล้วใช่ไหมคะ

หยุดวิธี... ที่จะทำร้ายเส้นผมให้แตกปลายเสียที

หยุดวิธี... ที่จะทำร้ายเส้นผมให้แตกปลายเสียที




สวัสดีค่ะ สาว ๆ ทั้งผมสั้นและผมยาวทั้งหลาย คุณคงจะเคยประสบกับปัญหาผมแตกปลายกันมาแทบจะทุกคนแล้วใช่มั๊ยคะ แก้ยังไงก็ไม่หายสักที ถึงขนาดลงทุนตัดผมที่แตกปลายทิ้งไปก็แล้ว ตัดผมสั้นแล้วก็ตาม พอผมยาวขึ้นมาหน่อย ก็ไม่วาย หนีไม่พ้นปัญหาผมแตกปลายกันอีกใช่มั๊ยล่ะ ไม่ต้องกังวลใจไปหรอกค่ะ คุณสาว ๆ ทุกคนก็สามารถมีผมที่สวยได้ เพียงแต่ถ้าคุณรู้วิธีในการหยุด... ที่จะทำร้ายเส้นผมของคุณ วันนี้นำวิธีในการหยุด... ที่จะทำร้ายเส้นผมมาฝากกันค่ะ


1.อย่าหวีผมมากเกินไป โดยเฉพาะสาว ๆ ที่ชอบการหวีผมในขณะที่ผมยังเปียกอยู่ ซึ่งจะทำให้เส้นผมของคุณขาดง่ายมากขึ้น เพราะในขณะที่ผมเปียกเป็นช่วงเวลาที่เส้นผมอ่อนแอที่สุด ทางที่ดี คุณควรปล่อยให้ผมแห้งก่อนแล้วจึงค่อยหวีผมจะเป็นการดี แต่ถ้าคุณอยากที่จะหวีผมตอนผมเปียกมาก ๆ แล้วล่ะก็ หมวยza ขอแนะนำให้คุณใช้หวีซี่ห่าง ๆ หวีผมแทนแปรงหรือหวีซี่เล็ก ๆ ค่ะ ซึ่งการใช้หวีซี่ห่าง ๆ หวีผมตอนผมเปียก จะไม่เป็นการทำลายเส้นผมมากค่ะ




2.อย่าใช้ไดร์เป่าผม หรือหนีบผมให้ตรงบ่อยเกินไป รวมทั้งการทำผมให้เป็นเกลียวด้วยความร้อนจากแท่งทำความร้อน เพราะความร้อนจะเข้าไปทำลายความชุ่มชื่นของเส้นผม และทำให้ผมแตกปลายได้ง่าย ๆ แต่ถ้าคุณนิยมที่จะทำให้ผมแห้งไว ๆ แล้วล่ะก็ อาจจะใช้วิธีการเป่าผมหน้าพัดลม หรือใช้ไดร์เย็นเป่าห่าง ๆ จากเส้นผม ก็ได้ค่ะ



3. หาอาหารบำรุงเส้นผม อย่างเช่น การหมักผม หรือการอบไอน้ำ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ก็จะดีค่ะ เพื่อเป็นการช่วยให้เส้นผมมีความนุ่ม และชุ่มชื้นมากขึ้น ลดการแตกปลายจากเส้นผมได้อีกด้วยค่ะ



4. หมั่นเล็มผมที่แตกปลายเป็นประจำ คุณควรเล็มผมที่แตกปลายออกไปเสียบ้าง เพื่อลดจำนวนเส้นผมที่แตกปลาย และช่วยให้เส้นผมที่ขึ้นมาใหม่มีสุขภาพดีขึ้น วิธีที่ดีที่สุดคือ คุณควรหมั่นเล็มปลายผมทุก ๆ เดือน



5. อย่ารวมผมให้ตึงจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการรวบมัดผมให้แน่น ๆ หรือการมัดผมทรงสูงให้เป็นหางม้า แล้วล่ะก็ ล้วนแล้วแต่เป็นวิธีการทำลายเส้นผมทั้งนั้น ลองเปลี่ยนมาปล่อยผมให้เป็นธรรมชาติดูบ้าง ก็จะไม่เป็นการทำลายเส้นผมของคุณแล้วล่ะคะ



6. หลีกเลี่ยงการทำสีผม เพราะการทำสีผมที่บ่อยครั้งจนเกินไป จะทำให้เส้นผมขาดความชุ่มชื่น และถ้าหากคุณบำรุงไม่ดีหรือใช้น้ำยาในการทำสีผมที่ไม่ดีแล้วล่ะก็ ผมคุณจะแห้งและแตกปลาย กลายเป็นผมเสีย ถึงขนาดต้องตัดทิ้งกันเลยทีเดียวนะคะ



7. ควรใช้น้ำยาดัดผมหรือยืดผมที่มีคุณภาพ สำหรับสาว ๆ ที่รักการดัดผมหรือยืดผมเป็นชีวิตจิตใจแล้วล่ะก็ ควรเลือกสักนิดนะคะ สำหรับน้ำยาที่ทางร้านทำผมจะนำมาดัดผม หรือยืดผมของคุณ คุณควรสังเกตุให้ดีว่า น้ำยาหมดอายุหรือยัง หรือมีมาตรฐานมากแค่ไหน เพราะถ้าใช้น้ำยาในการดัดผมหรือยืดผมที่ไม่มีคุณภาพแล้วล่ะก็ นอกจากจะดัดผมหรือยืดของคุณออกมาไม่เป็นลอนหรือตรงแล้ว ยังทำให้ผมของคุณแห้งกรอบ แตกปลายและผมเสียไปเลยนะคะ ทางที่ดี คุณอาจจะหาน้ำยาดัดผมหรือน้ำยายืดผมที่มีคุณภาพ แล้วไปให้ทางร้านดัดหรือยืดให้ก็ได้ค่ะ



8.หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดนาน ๆ เพราะแสงแดดนอกจากจะทำลายเส้นผมอ่อนแอแล้ว ยังทำให้เส้นผมแห้งกรอบ ขาดความชุ่มชื้นและเปลี่ยนสีได้อีกด้วย



9. สระผมทุกครั้งที่มีการว่ายน้ำ คุณควรจะสระผมทุกครั้งหลังจากการว่ายน้ำเสร็จ เพราะน้ำคลอรีนหรือน้ำทะเล มีส่วนในการทำให้ผมเสียได้ง่าย ๆ นอกจากจะทำให้สีผมจางแล้ว ยังทำให้เส้นผมอ่อนแอและหยาบกระด้าง อีกด้วย การสระผมจะช่วยชำระล้างคราบคลอรีนและน้ำเค็มจากทะเลที่ติดอยู่ตามเส้นผมให้ออกไปจนหมดได้



10. หลีกเลี่ยงการใช้แชมพูที่แรงต่อเส้นผมของคุณ ซึ่งการใช้แชมพูที่แรงต่อเส้นผมในการสระผมของคุณนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการนำสารเคมีมาใส่บนเส้นผมของคุณ ซึ่งไม่ได้ช่วยให้เส้นผมของคุณสุขภาพดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการทำลายเส้นผมของคุณทางอ้อมไปในตัวด้วยค่ะ



เป็นอย่างไรบ้างคะ กับวิธีที่จะหยุดทำร้ายเส้นผมของคุณเอง เป็นเรื่องใกล้ ๆ ตัวคุณเองเลยใช่มั๊ยล่ะ แต่คุณอาจจะมองข้ามไป หรือไม่ได้ให้ความสนใจใส่ใจอย่างเพียงพอ เส้นผมของคุณเลยต้องออกมาประท้วง เพื่อที่จะให้คุณได้หันมาสนใจดูแลมันบ้างยังไงล่ะคะ เพียงแค่คุณปฏิบัติตามเพียงแค่นี้ ผมสวย ๆ ของคุณก็จะยังคงอยู่กับคุณไปอีกนานค่ะ

เคล็ดลับ...แต่งหน้าให้สวยใส... ใช้เวลาแค่ 10 นาที

เคล็ดลับ...แต่งหน้าให้สวยใส... ใช้เวลาแค่ 10 นาที






ในปัจจุบันนี้ ในเวลาเร่งรีบแบบนี้ สาว ๆ ทั้งหลายคงจะไม่มีเวลามากพอที่จะมาแต่งหน้าให้สวยใสกันได้นานสักเท่าไหร่หรอกจริงมั๊ยคะ แต่ความสวยมันไม่เข้าใครออกใครอยู่แล้ว ถ้าคุณต้องการที่จะสวยซะอย่าง ใครก็ห้ามไม่ได้ค่ะ วันนี้ หมวยza มาแนะนำวิธีการแต่งหน้าให้ดูสวยใสได้ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ค่ะ แค่นี้คุณก็สวยพร้อมที่จะออกนอกบ้านได้แล้วล่ะคะ


เริ่มต้นที่การทารองพื้น การแต่งหน้าให้สวยใสแบบธรรมชาติ ควรใช้รองพื้นแบบบางเบา แต้มบริเวณหน้าผาก แก้มทั้งสองข้าง จมูกและปลายคาง จากนั้นใช้ฟองน้ำเกลี่ยให้ทั่วใบหน้า แล้วใช้พัฟหรือแปรงแตะแป้งฝุ่นชนิดโปร่งแสง ลูบไล้เบา ๆ ให้ทั่วใบหน้า



คิ้ว เลือกใช้อายแชโดว์เฉดสีเดียวกันกับสีผม เขียนคิ้ว ถ้าจะให้รูปคิ้วสวยเป็นธรรมชาติ ควรใช้ Eye Brow Brush ไล้จากหัวคิ้วไปตามแนวคิ้วเพียงบาง ๆ โดยให้หางคิ้วเข้มกว่าหัวคิ้ว ส่วนคนที่คิ้วดกอยู่แล้ว ใช้มาสคาราใส ปัดลูบคิ้วก็เพียงพอแล้วค่ะ



ตา เลือกใช้อายแชโดว์โทนน้ำตาลหรือน้ำตาลอมส้ม หรือถ้าใครชอบเฉดสีชมพูก็ให้เริ่มจากเฉดสีอ่อนสุดก่อน โดยเริ่มทาจากบริเวณหางตา แล้วค่อย ๆ เรื่อยมายังบริเวณหัวตา แต่บริเวณหางตาควรเน้นให้มีสีเข้มกว่า เกลี่ยให้กลมกลืนกัน แล้วใช้ดินสอสีน้ำตาลเข้ม เขียนขอบตาเป็นเส้นบาง ๆ ทั้งบนและล่าง โดยเขียนให้ชิดขอบตามากที่สุด แล้วลงมือปัดมาสคาร่า โดยปัดลงก่อน แล้วค่อยย้อนปัดขึ้น จากนั้นให้ใช้แปรงเล็ก ๆ ปัดอีกครั้ง เพื่อไม่ให้ขนตาติดกันเป็นแพ



แก้ม เติมสีสันให้กับพวงแก้ม โดยเริ่มที่โหนกแก้ม ถ้าไม่รู้ว่าโหนกแก้มอยู่ตรงไหน ให้ยิ้มเพียงเล็กน้อยกับกระจก แล้วคุณจะเห็นโหนกแก้มของคุณค่ะ จากนั้น ค่อย ๆ ไล้แปรงบริเวณโหนกแก้มไปจนถึงบริเวณหู โดยคุณควรไล้ให้สีดูกลมกลืนกัน ไม่ควรให้เป็นรอยของสีเป็นแถบ ๆ บริเวณใบหน้า



ปาก ใช้ดินสอเขียนขอบปากระบายสี ตามรูปปากก่อนที่จะทาลิปสติค ถ้ารู้สึกว่า ปากสีเข้มเกินไป ใช้ลิปกลอสทาทับจะเบรคสีให้ดูอ่อนลง และยังช่วยให้เรียวปากดูโดดเด่น มีชีวิตชีวาขึ้น แค่นี้ใบหน้าของคุณก็สวยใส เป็นธรรมชาติ และดูอ่อนเยาว์อีกด้วยค่ะ



เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับเคล็ดลับ... แต่งหน้าให้สวยใส... ใช้เวลาแค่ 10 นาที ลองฝึกให้ชำนาญนะคะ แล้วคุณจะรู้ว่าความสวยจริง ๆ แล้วง่ายนิดเดียวค่ะ แรก ๆ คุณอาจจะยังไม่คล่อง ต้องใช้เวลานานสักนิดนึง แต่ไม่เป็นไรหรอกคะ พอคุณเริ่มชินและชำนาญในการแต่งหน้าแล้ว คุณอาจจะแต่งหน้าให้สวยได้ ด้วยเวลาไม่ถึง 5 นาทีด้วยซ้ำไปค่ะ

เลือกสีลิปสติกให้เข้ากับสีปาก

เลือกสีลิปสติกให้เข้ากับสีปาก






เนื้อสเตนหรือทินท์
ลิปสติกประเภทนี้ไม่ค่อยมาในรูปลักษณ์แท่งหมุนเหมือนลิปสติกเนื้อครีมและเนื้อเชียร์ ด้วยความที่เนื้อ stain ซึ่งมีลักษณะกึ่งน้ำผสมสี (หรือจะว่าคล้ายกับสีเมจิกก็ได้) เมื่อทาลงบนเรียวปาก เนื้อสีจะซึมไปตามผิวชั้นนอกของริมฝีปาก ทำให้สีติดทนนาน และเพราะลิปประเภทนี้มีสีให้เลือกไม่หลากหลายนัก ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางสีแดงสดและสีโทนเข้มซะมากกว่า ถ้าคุณใช้ร่วมกับลิปกลอสใส หรือกลอสสีอ่อนๆจะเลิศมาก


เนื้อแมตต์
ถ้าต้องการลุคในแบบเรียบนุ่ม แม้ไม่เป็นประกายเฉิดฉาย แต่ดูสวยเฉี่ยวแบบหนักแน่นแน่นอนคุณต้องหยิบลิปสติกเนื้อแมตต์นี้ขึ้นมาระบายบนริมฝีปาก เพราะเนื้อแมตต์นั้นปราศจากความมันวาวโดยสิ้นเชิง ให้สีด้านอย่างมีสไตล์ ถ้าคุณไม่เห็นว่าความมันวาวบนริมฝีปากจะดูมีเสน่ห์ตรงไหน เลือกใช้ลิปสติกเนื้อแมตต์ไม่ผิดหวังแน่


เนื้อครีม
เมื่อใดที่อยากรู้สึกคล่องแคล่วกระฉับกระเฉงและเสริมสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง ด้วยสีสันบนใบหน้าแล้วล่ะก็ หยิบลิปสติกเนื้อครีมขึ้นมาใช้ได้เลย เพราะลิปเนื้อครีมนั้นมีเนื้อเนียนนุ่มสนิทแนบไปกับเรียวปาก ทั้งยังให้สีได้เด่นชัด ชนิดที่ว่าเลือกใช้สีแดงก็ออกแดงเต็มที่ ใช้ชมพูก็เห็นสีชมพูหวานจับใจ ลิปสติกเนื้อครีมนี้นอกจากใช้ทาปากแล้ว ยังปรับใช้เป็นครีมบลัชออนช่วยเพิ่มสีให้พวงแก้มคุณได้ด้วยนะ


ลิปไลเนอร์
เหมาะมากกับวันที่คุณต้องการความเนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว ไม่เว้นแม้แต่ขอบปากที่จะต้องลงเส้นให้ดูคมชัดราวกับตีกรอบล้อมไว้ เพื่อไม่ให้ลิปสติกที่ทาเลอะออกนอกขอบปากได้ ลิปไลเนอร์ที่ดีต้องมีเนื้อนุ่มกำลังดี ไม่นิ่มจนเละเขียนไม่เป็นเส้น แต่ก็ไม่แข็งจนขูดขอบปากเป็นรอยแดง


เนื้อบางใส
อยากได้ริมฝีปากที่มองดูแล้วบางใสและมันวาว (Sheer) แต่ไม่ถึงขนาดมันเยิ้ม ต้องเลือกลิปสติกเนื้อบางใสมาเติมแต้มริมฝีปาก เพราะถ้าเทียบกับเนื้อครีมแล้ว เนื้อเชียร์จะสีเข้มชัดประมาณ 60 -70 เปอร์เซ็นต์ อีกประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือจะเป็นความมันใส ริมฝีปากจึงดูอวบอิ่ม ชุ่มชื่น แวววาวเป็นประกาย


ลิปกลอส
สาวใสวัยสะรุ่นมักจะชมชอบและพึ่งพาลิปกลอสเพิ่มความงามเป็นประจำ ด้วยเนื้อที่ใสไม่ค่อยออกสี แต่ให้ความชุ่มฉ่ำบนริมฝีปากได้ดี คุณจึงเป็นสาวใสได้อย่างเป็นธรรมชาติ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีลิปกลอสรสชาติอร่อย กลิ่นหอมหวานด้วยแล้ว คุณจะเพลินทาไปชิมไปอย่างสนุกสนานเชียวล่ะ


ติดทนนาน
เหมาะกับใครก็ตามที่ชีวิตวุ่นวายตลอดเวลา ตารางเวลาแน่นเอี๊ยดตลอดทั้งวัน จนไม่มีเวลานั่งกังวลว่ายังมีลิปสติกเหลืออยู่บนเรียวปากรึเปล่า ลิปสติกแบบ Long-lasting นี้จะให้สีที่ชัดเจนเหมือนลิปสติกเนื้อครีม แต่จะมีความแห้งยิ่งกว่าเพื่อให้เนือ้ลิปติดบนริมฝีปากของคุณได้นานยิ่งขึ้น


ขอบคุณข้อมูลจาก ladymodern คะ

ทาครีมบำรุงอย่างไร.... ให้ถูกวิธี

ทาครีมบำรุงอย่างไร.... ให้ถูกวิธี






ทุกคนคงทาครีมบำรุงผิวกันทุกคน แต่ละคนมีวิธีแตกแต่งกัน มารู้จักขั้นตอนการทาครีมบำรุงผิวว่าทาอย่างไรผิวจะสวย


1. ทำความสะอาดผิวหน้าให้หมดจด แล้วเลือกปริมาณครีมที่ต้องใช้ให้พอเหมาะตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม เพราะถ้าน้อยเกินไป ก็จะไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร หรือถ้ามากเกินไป ก็จะทำให้ผิวหน้ามันเกินไป และก็เปลืองโดยใช่เหตุ ซึ่งส่วนใหญ่จะประมาณ 1 ข้อมือหรือ 1 ลูกเชอรี่



2. เริ่มแต้มครีมที่บริเวณ 5 จุด ของใบหน้า คือ หน้าผาก จมูก แก้มทั้งสองข้าง และคาง



3. ใช้นิ้วกลางและนิ้วนาง ในการเกลี่ยบริเวณที่กว้างที่สุดก่อน เช่น โหนกแก้ม โดยเริ่มจากส่วนกลางไปยังส่วนข้างๆ โดยทางด้านซ้ายออกซ้าย และทางด้านขวาออกขวา แล้วตามด้วยแนวสันจมูก ใต้โพรงจมูก คาง และหน้าผาก โดยเว้นบริเวณรอบดวงตาไว้ เพราะอาจจะต้องใช้ครีมชนิดเฉพาะรอบดวงตาทาแทน



4. การลงน้ำหนักนิ้ว ควรจะเบาที่สุด เพราะผิวหน้าเป็นผิวที่บอบบาง ควรได้รับการทะนุทะนอม ถ้าลงน้ำหนักแรงเกินไป อาจจะทำให้เกิดรอยย่นในภายหลังได้



5. การทาครีมรอบดวงตา ควรใช้ปริมาณเนื้อครีมประมาณ 1 เมล็ดถั่วเขียว แล้วใช้นิ้วนางเพียงนิ้วเดียวในการทา เพราะจะน้ำหนักกดเบาที่สุด แล้วทาครีมไล่ตามแนวโครงกระดูกเบ้าตา อาจจะเริ่มที่หัวตาหรือหางตาก่อนก็ได้ แล้ววนครีมรอบๆ ดวงตาจะวนเข้าหรือวนออกก็ได้ตามถนัด แต่ต้องวนไปในทิศทางเดียวกันทั้งสองข้าง



6. การทาครีมบริเวณลำคอ ควรใช้ปริมาณเนื้อครีมเท่ากับที่ใบหน้าประมาณ 1 ข้อมือ โดยเริ่มจากบิรเวณที่กว้างที่สุดของลำคอก่อนคือ บริเวณฐานลำคอแล้วใช้ปลายนิ้วทั้งหมดค่อยๆ ลูบไล้ขึ้น ไม่ควรทาลงนะครับ เพราะจะทำให้ผิวบริเวณลำคอหย่อนยานไปตามแนวโน้มถ่วงของโลก ทำให้เกิดรอยย่นภายหลังได้



7. การทาครีมบริเวณหน้าอก อาจจะใช้ครีมที่เหลือจากลำคอ ทาลูบไล้ในช่วงอกต่อไปได้ โดยการใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบาๆ และวนให้ทั่วแผ่นอก เพื่อการซึมซับของเนื้อครีมสู่ผิว แล้วค่อยไล่ทาไปที่หน้าท้องและส่วนหลัง



8. การทาครีมบริเวณแขน จะใช้ครีมปริมาณมาก ประมาณ 2-3 ข้อมือ โดยเริ่มต้นที่ต้นแขนด้านท้องแขนก่อน แล้วทาวนขึ้นหลังแขน โดยการใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบาๆ เพื่อการซึมซับของเนื้อครีมสู่ผิว



9. การทาครีมบริเวณขาและเท้า จะใช้ครีมปริมาณมากเช่นกัน ประมาณ 2-3 ข้อมือ โดยเริ่มต้นที่ต้นขาก่อน แล้วทาวนจากด้านต้นขาไปปลายขา โดยการใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบาๆ เพื่อการซึมซับของเนื้อครีมสู่ผิว โดยควรจะเน้นบริเวณหน้าแข้งสองข้างให้มาก เพราะบริเวณนี้จะแห้งได้ง่าย ส่วนบริเวณเท้าควรทาทั้งสองด้าน คือ หลังเท้าและฝ่าเท้า พร้อมทำการนวดไปทั่วอุ้งเท้า เพื่อผ่อนคลายและเพิ่มการไหลเวียนโลหิต

ผอม สดใส อ่อนวัย ด้วยการกินมังสวิรัติ

ผอม สดใส อ่อนวัย ด้วยการกินมังสวิรัติ






About the Vegetarian


ในแวดวงคนรักสุขภาพที่ไม่ต้องการมีน้ำหนักเกินพอดี เราเคยคุยเรื่องกินยังไงให้ผอมกันในหลายประเด็น ตั้งแต่การอด(เพื่อล้างพิษ) กินตามโปรแกรมลดน้ำหนัก กินพร่องแป้งแบบโลว์คาร์บ


คราวนี้จะขอพูดถึงการกินอีกแบบที่แม้จะไม่ช่วยให้คุณผอมเร็วเป็นคนละคน แต่จะช่วยให้ร่างกายของคุณค่อยๆ กำจัดส่วนเกินที่สะสม พร้อมๆ กับขจัดสารพิษตกค้างในร่างกาย คืนความสดใส อ่อนเยาว์ และสร้างสุขภาพสมดุลอย่างยั่งยืน หรือที่เราเรียกติดปากกันว่าการกิน “มังสวิรัติ” ไงคะ



ละเนื้อ ละอย่างไร
คนที่หันมากินแบบละหรืองดเนื้อแบบมังสวิรัตินั้น ไม่ได้มีเหตุผลจากความเชื่อทางศาสนาหรือไม่อยากเบียดเบียนชีวิตสัตว์ เพราะการละเนื้อโดยสิ้นเชิงทำได้ยากในชีวิตปกติ ด้วยเหตุนี้การกินมังสวิรัติจึงมีหลายระดับ ตั้งแต่ยังกินเนื้อสัตว์บางประเภท ไปจนถึงไม่กินอะไรเลยนอกจากพืชผัก


* Pollovegetarians คือกลุ่มที่ไม่กินเนื้อแดง แต่กินเป็ด ไก่ และอาหารจากพืช
* Pescovegetarians คือกลุ่มที่กินปลาเพิ่มขึ้นมาจากกินผักอย่างเดียว
* Lacto-Ovo-Vegetarians คือกลุ่มที่กินนมและไข่เพิ่มจากการกินพืช
* Lacto-Vegetarians คือกลุ่มที่กินเฉพาะนม และผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด ร่วมกับการกินพืช
* Vegans คือกลุ่มที่กินอาหารจากพืชล้วนๆ ไม่กินเนื้อสัตว์ แม้กระทั่งไข่ ผลิตภัณฑ์จากนม และน้ำผึ้ง


นอกจาก 5 กลุ่มข้างบน ยังมีการละเว้นเนื้อสัตว์เก๋ๆ อีก 3 แบบ คือ
* Sproutarians คือกลุ่มที่นิยมบริโภคหน่อต้นอ่อนของพืช อันได้แก่เห็ด ถั่วงอก ต้นอ่อน ก้านใบอ่อนของพืช ถั่วโตเร็ว ซึ่งว่ามีพลังและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง


* Fruitarians คือกลุ่มที่บริโภคผลไม้เป็นหลัก กินผลไม้ทุกชนิด โดยเฉพาะพวกเบอร์รี่ นิยมดื่มน้ำผลไม้คั้นสด รวมทั้งผลไม้เปลือกแข็งอย่างลูกนัต เมล็ดพืช และถั่วต่างๆ


* Raw Foodism คือกลุ่มที่นิยมบริโภคอาหารไม่ผ่านความร้อน หรือใช้ความร้อนไม่เกิน 48 องศาเซลเซียส เนื่องจากเชื่อว่าความร้อนจะทำลายเอนไซม์และคุณค่าทางโภชนาการในอาหารไป นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าในอดีตพระเยซูคริสต์ก็บริโภคอาหารในลักษณะนี้เช่นกัน



สิ่งดีที่ได้จากการกินมังสวิรัติ
ลองกินมังสวิรัติสักอาทิตย์ คุณจะพบความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหลายอย่าง อาทิ


* หลับสบาย- ถ่ายคล่อง
กระเพาะของเราย่อยผักผลไม้ได้ง่าย และใช้เวลาในการย่อยน้อยกว่าเนื้อสัตว์มากนัก การกินมังสวิรัติจึงช่วยลดภาระให้กับระบบย่อยอาหารไปในตัว นอกจากนี้ผักผลไม้ยังมีไฟเบอร์หรือเส้นใย ในขณะที่เนื้อสัตว์แทบไม่มีเลย เส้นใยมี 2 ประเภท คือกลุ่มไม่ละลายน้ำ ซึ่งจะไปเพิ่มจำนวนอุจจาระ ทำให้ไม่มีของเสียตกค้างในร่างกาย จึงช่วยป้องกันอาการอึดอัด ไม่สบายท้อง และการดูดซึมของเสียในลำไส้กลับเข้าไปอีก


อีกกลุ่มละลายน้ำได้ จะไปจับตัวกับน้ำดีและคอเลสเตอรอลในลำไส้แล้วขับออกมาทางอุจจาระ การกินผักจึงช่วยให้หลับสบายแบบไร้อาการท้องอืด ตื่นเช้าขึ้นมาก็ยังถ่ายคล่องอีก และถ้ายิ่งรู้จักเลือกกินให้ดี ไม่เน้นแป้งและน้ำตาล น้ำหนักตัวก็ยังลดอีกแน่ๆ



* ล้างพิษ
ลำไส้ของคนเรามีความยาวถึง 20 ฟุต เป็นลักษณะเดียวกับสัตว์กินพืชชั้นสูง ซึ่งต่างจากร่างกายของสัตว์กินเนื้อที่ถูกสร้างให้ย่อยและขับเนื้อที่กินออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด ร่างกายมนุษย์ไม่อาจดูดซึมโปรตีนจากสัตว์ได้ทั้งหมด โปรตีนที่ร่างกายเราดูดซึมไว้ได้มากที่สุดคือ ไข่- ร้อยละ 94 ส่วนโปรตีนที่ดูดซึมได้น้อยที่สุดได้แก่ เนื้อวัว-เพียงร้อยละ 67 เท่านั้น อีกร้อยละ 33 ที่ไม่อาจดูดซึมได้จะเหลืออยู่ในลำไส้ซึ่งในที่สุดก็จะเกิดการหมักบูด เปลี่ยนไปเป็นสารเคมีกลิ่นเหม็น เช่น มีเทน แอมโมเนีย และซัลเฟอร์ไดออกไซด์(ก๊าชไข่เน่า)


เมื่อเดินทางถึงลำไส้ใหญ่ กระบวนการดูดซึมน้ำกลับสู่ร่างกายจะพาสารพิษเหล่านี้กลับมาด้วย สารเหล่านี้เองที่เป็นสาเหตุของอาการหืดหอบ ภูมิแพ้ ไปจนถึงมะเร็งในลำไส้ใหญ่ การงดกินเนื้อ หันมาเน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชมากขึ้นจึงช่วยเคลียร์ลำไส้ให้สะอาด เป็นการล้างพิษกลายๆ นั่นเอง



* หน้าใส-ผิวสวย
นอกจากช่วยล้างพิษแล้ว การเน้นกินผัก-ผลไม้ทำให้ร่างกายได้วิตามินซีและอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยให้เซลล์ของร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณสดใส โดยเฉพาะวิตามินซีมีหน้าที่สำคัญในการสังเคราะห์เส้นใยคอลลาเจนส่วนใหญ่ ซึ่งทุกเซลล์ในร่างกายต้องมีเส้นใยนี้ร้อยรัด เสริมสร้างความแข็งแรงเสมือนบ้านต้องมีรั้ว หากรั้วไม่แข็งแรงหรือบุกรุกง่ายก็จะเปิดโอกาสให้เชื้อโรคเข้าโจมตีได้ การได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอจึงช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง



* สุขภาพดี
ทราบหรือไม่ว่าในเนื้อสัตว์มีสารพิษจำนวนไม่น้อย ซึ่งจะเพิ่มภาระให้กับระบบย่อยอาหาร และขัดขวางการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเป็นต้นว่าฮอร์โมน ยาปฏิชีวนะ ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท สารปรุงแต่ง สารถนอมอาหาร ยาฆ่าแมลง และอีกจิปาถะ สารเหล่านี้อาจอยู่ในน้ำและอาหารสัตว์ และจะไปสะสมอยู่ตามเซลล์ต่างๆ ของสัตว์ ยิ่งกินเนื้อสัตว์มาก


สารเหล่านี้จะเปลี่ยนถ่ายเข้ามาสะสมในตัวเรา จนอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ในที่สุด การกินเนื้อสัตว์มากๆ ยังเป็นสาเหตุของโรคอย่างหลอดเลือดอุดตัน ผนังหลอดเลือดแข็งตัว และโรคหัวใจ จากไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลที่มีมากในเนื้อและไขมันสัตว์อีกด้วย ยิ่งกินน้อยลงเท่าไรจะยิ่งช่วยป้องกันโรคเหล่านี้ได้มากเท่านั้น



* หน้าตาแจ่มใส
ข้อนี้เป็นผลพลอยได้จากความรู้สึกดีๆ จากการไม่เบียดเบียนชีวิตอื่น เมื่อสุขภาพจิตดีหน้าตาก็พลอยแจ่มใส บุคลิกเมตตาอารียังดึงดูดผู้คนให้อยากคบหาสมาคมอีกด้วย



ก้าวแรกสู่การกินมังสวิรัติ
อย่าเพิ่งสร้างภาพวิถีแห่งการเป็นมังสวิรัติว่าเป็นถนนที่แห้งแล้งและขมขื่น ขอแค่อยากเริ่มต้นละเนื้อจริงๆ คุณจะพบว่ามีทางเลือกในการกิน(อร่อยด้วย) มากมาย


* ข้าวกับน้ำพริก กินเรียบง่ายแบบคนไทยสมัยก่อน จะเป็นน้ำพริกปลาร้า กะปิ ปลาทู หรือน้ำพริกหนุ่ม เต้าเจี้ยวหลน ฯลฯ เลือกได้ตามชอบ อาจกินแกล้มไข่ต้ม ปลาทอด นึ่ง หรือย่างก็ได้ ถ้าจะให้ดีควรกินกับข้าวกล้องซึ่งจะให้วิตามินบีและไฟเบอร์สูงกว่าข้าวขัดขาว ส่วนผักแนมน้ำพริกควรเน้นความหลากหลายเข้าไว้ ถ้าอยากลดหุ่นลองจัดสัดส่วนให้บริโภคผักมากกว่าข้าว


* อาหารญี่ปุ่น นอกจากหน้าตาน่ากิน รสชาติอร่อย และหากินไม่ยากแล้ว อาหารญี่ปุ่นยังมีความหลากหลายของส่วนผสมจากธรรมชาติ ทั้งผัก เห็ด และถั่ว มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูงมาก เพราะใช้ปลาทะเลและสาหร่าย ทั้งยังเสิร์ฟพร้อมชาเขียวซึ่งเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศ


* กินหลากหลาย อย่าจำกัดอาหารมังสวิรัติอยู่แค่จับฉ่ายหรือสลัดผัก พืชผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการยังมีอีกมากมาย ไล่ตั้งแต่ข้าวไม่ขัดขาว ธัญพืชอย่างลูกเดือย ข้าวโพด ถั่ว ถั่วงอก อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วพิตาชิโอ เมล็ดฟักทอง งา เมล็ดทานตะวัน ถั่วเหลือง ไปจนถึงเห็ดสดต่างๆ นอกจากนี้เมืองไทยเรายังมีผลไม้สดตามฤดูกาลมากมาย แค่ขยันเลือกกินให้เหมาะสมและหลากหลายก็ได้รับทั้งคุณค่าทางอาหารและวิตามินเพียบแล้ว


* นมถั่วเหลือง คนเอเชียส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดมาพร้อมเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยแลคโตสในนมวัว กินแล้วเลยมีอาการไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ ลองเปลี่ยนจากดื่มนมสดมาเป็นน้ำนมถั่วเหลืองดู


ถั่วเหลืองมีคุณค่ามากที่สุดในบรรดาถั่ว เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูก เป็นแหล่งของวิตามินบี เกลือแร่ และกรดไขมน เลซิทินที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกายก็มีอยู่มากเช่นกัน



หากยังหวั่นไหวกับความเชื่อเดิมๆ เรื่องกินมังสวิรัติแล้วจะขาดอาหาร เพราะขาดกรดอมิโนที่จำเป็นสำหรับร่างกายซึ่งหาได้จากเนื้อสัตว์ ผลวิจัยชิ้นหนึ่งจะช่วยขจัดความคลางแคลงใจนี้ได้ เพราะมีการพบว่าร่างกายของเราสามารถหากรดอมิโนจำเป็นที่ขาดหายไปจากอาหารมื้อหนึ่งๆ ได้เองจากแบคทีเรียนานาพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้หรือเซลล์ในลำไส้นั่นเอง ด้วยเหตุนี้นักมังสวิรัติที่รู้จักเลือกกินอย่างหลากหลายและเหมาะสมจึงไม่เพียงมีหน้าใส หุ่นสวย สุขภาพดี แต่ยังแข็งแรงและอายุยืนกว่าคนกินเนื้อสัตว์ด้วย


ลองเริ่มกินสักอาทิตย์ แล้วดูว่าพอไหวไหม ถ้าทำได้ลองทำต่อให้ครบเดือน บางทีเมื่อถึงวันนั้น คุณอาจรู้สึกดีจนไม่นึกอยากกลับมากิน “ทุกอย่าง” อย่างที่เคยกินอีกก็ได้



รู้จักนักมังสวิรัติตัวยง
มังสวิรัติกำลังเป็นเทรนด์ใหม่ของการบริโภคเพื่อสุขภาพ บรรดาดาราฮอลลีวูดหลายรายก็กลายมาเป็นนักมังสวิรัติตัวยง ที่น่าสังเกตคือไม่มีใครเจ็บป่วยเพราะขาดอาหาร แต่กลับสวยงาม เซ็กซี่ แข็งแรง และอ่อนเยาว์ อย่างน่าแปลกใจ มาดูกันดีกว่าว่ามีใครบ้าง...


โทบี้ แมคไกวร์ ไอ้แมงมุมกล้ามงามเลิกกินเนื้อตั้งแต่ปี 2535 (เห็นไหมว่าไม่กินเนื้อก็มีกล้ามล่ำๆ ได้)


คริสเตียน เบล แบตแมนเนื้อแน่นนั้นเลิกกินเนื้อสัตว์มาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ หลังจากอ่านเรื่องของหมูน้อยวิลเบอร์ในหนังสือแมงมุมเพื่อนรัก(Charlotte’s Web) ส่วน ลินดา แบลร์ เจ้าของบทเด่นใน ดิ เอ็กโซซิส ยืนยันว่าตั้งแต่เลิกกินเนื้อสัตว์เธอไม่เคยมีปัญหาน้ำหนักตัวอีกเลย


นอกจากนั้นยังมี โจอาควิน ฟินิกซ์, พาร์เมล่า แอนเดอร์สัน ลี, นาตาลี พอร์ตแมน, กวินเน็ต พัลโธรว์, มาดอนน่า, จอช ฮาร์ทเน็ต, เดมี่ มัวร์และเคท วินสเล็ต นักแสดงไทยเราก็ไม่น้อยหน้า หมิว-ลลิตา ปัญโญภาส เจ้าของผิวสวยละเอียดเหมือนเซรามิกเนื้อดีก็กินมังสวิรัติมานานแล้ว รวมถึง ป้าจิ๊-อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ ในวัยใกล้ 60 ก็ยังคงดูสาวและสดใสกว่าอายุจริงเป็นสิบปี

ทรงผมกับรูปหน้า

ทรงผมกับรูปหน้า






A. คุณที่มีใบหน้ารูปหัวใจ



4975


ต้องการทรงผมที่จะช่วยทำให้ส่วนคางดูกว้างขึ้น ควรทำทรงผมที่ผมดูมีปริมาณมากขึ้น อาจจะเป็นทรงที่ดัดอ่อน ๆ ช่วงปลายผม


B. ใบหน้ารูปลูกแพร



4976


ตรงกันข้ามกับใบหน้ารูปหัวใจ คือ มีส่วนคางกว้างหน้าผากแคบ จึงต้องการทรงผมที่เน้นความกว้างของหน้าผาก ผมบ๊อบสั้นตัดตรงก็ช่วยลดใบหน้ายาวให้ดูสั้นลง และช่วยให้ส่วนคางดูแคบลงได้ค่ะ


C. ทรงผมที่ช่วยให้ใบหน้ายาว



4977


ดูสั้นลงได้ น่าจะลองไว้ผมบ๊อบสั้น ๆ และเปิดผมด้านข้างหู ช่วยให้ใบหน้าดูผ่องใส กว้างขึ้น ไม่ดูยาวจนเกินไปค่ะ


D. รูปหน้าสี่เหลี่ยม



4978


มีปัญหาอยู่ตรงส่วนคางที่กว้างมาก ทรงผมที่จะช่วยลบส่วนที่เป็นมุมของใบหน้า คือ ผมทรงปล่อยดัดอ่อน ๆ เพื่อเปิดด้านข้างแก้มให้ใบหน้าดูเรียวยาวขึ้นได้ค่ะ


E. สำหรับสาวหน้ากลม



4979


ควรจะเป็นทรงผมที่ไม่เพิ่มความกว้างให้กับใบหน้าอีก จึงควรเป็นผมทรงตรง ผมตัดตรงระดับเดียว หรือผมหยิกหยักศกตรงส่วนหน้าผาก จะทำให้ใบหน้าดูมีความยาวขึ้นค่ะ และที่น่าอิจฉาที่สุด คือ คุณสาว ๆ ที่มีใบหน้ารูปไข่ จะไว้ผมทรงอะไรก็ส่วนเก๋ไปหมดเลยล่ะค่ะ

ลูก กับ สุขภาพจิตของคุณ เกี่ยวข้องกันอย่างไร

pic_no_540_parent03.jpg แป๋มอ่านเจอบทความของคุณหมอท่านหนึ่งที่เคยเขียนลงใน นิตยสาร เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ยุคปัจจุบัน
เกี่ยวกับการดูแลลูก ๆ วัยรุ่น ท่ามกลางสังคม ที่น่ากลัว โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด....


มีจดหมายจากคุณน้ำค้างถามเข้ามาสั้นๆว่า มีลูกชายอายุ 16 ปี ชอบกลับบ้านค่ำๆดึกๆ กลัวว่าเขาจะไปคบเพื่อนไม่ดี แล้วจะไปติดยาเสพติดทำให้โมโห ต้องว่าต้องเตือนกันอยู่เรื่อย ลูกก็เถียงและก้าวร้าวใส่แม่จะทำอย่างไรดี และทำอย่างไรจึงจะควบคุมความโกรธของเราได้

ผมเรียนคุณน้ำค้างนะครับว่า ดีใจที่คุณมองเห็นทางออกที่สำคัญของปัญหาทางหนึ่ง คือ การควบคุมความโกรธของตัวเราเอง ถ้าหากคุณทำได้สำเร็จ ผมเชื่อว่าความสัมพันธ์กับลูกจะดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ลูกต่อต้านเราน้อยลง และยังจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคนรอบข้างทุกๆคนดีขึ้นด้วย ชีวิตจะมีความสุขขึ้นครับ

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นฝ่ายผิด จึงเสนอว่า การแก้ที่ตัวคุณจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นจริงๆ แล้วทุกคนต้องเกี่ยวข้องหมด แต่การเริ่มที่เราง่ายกว่า และสามารถทำให้อีกฝ่ายพบปรากฏการณ์ใหม่ จากเดิมที่เขาจะตอบโต้อย่างรุนแรงทันทีที่เห็นเราโกรธ

แต่ในบรรยากาศใหม่ เขาไม่เห็นเราโกรธ เขาก็ไม่สามารถโกรธได้ หรือแม้โกรธก็จะโกรธไม่มากเท่าเดิม หรือเขาโกรธมาแล้วเห็นเราสงบลง ความโกรธของเขาก็จะสงบลงเร็วกว่าเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมหมายถึงบรรยากาศโดยรวมจะดีขึ้นนั่นเอง ผมขอบตอบตรงจุดเริ่มต้น ที่การควบคุมความโกรธของตัวเองก่อนเลยนะครับ

ทำใจว่างๆอย่าคาดหวังมากเกินไป

เช่น ต้องการเห็นเขากลับบ้านก่อนค่ำทุกวันและอ่านหนังสือให้เห็นเสมอๆ เรียกว่าเรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้วทุกวัน ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก อย่าคาดหวังจุกจิกไปหมดทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเรียน การคบเพื่อนไปจนทุกๆเรื่อง อาทิ เรื่องการพักผ่อน การแต่งตัว การกิน การจัดห้องนอน เป็นต้น

เพราะความผิดหวังเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของความโกรธ ควาดหวังมากก็ผิดหวังมาก ผิดหวังมากก็โกรธมาก โกรธมากทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ หลายครั้งๆที่เริ่มจากเรื่องนิดเดียว แต่จบลงด้วยการวิ่งหนีออกจากบ้านไป

ให้นึกถึงข้อดีของลูกเวลาที่เรากำลังโกรธลูก

จะทำให้ความโกรธลดลง ปกติเวลาที่เรากำลังโกรธใครคนหนึ่ง ความผิดเกี่ยวกับข้อเสียของเขาจะผุดขึ้นมากใน สมองเราเรื่อยๆ เช่น ลูกขอเงินไปดูคอนเสิร์ต เราอาจจะโกรธว่าลูกชอบเที่ยว ไม่สนใจการเรียน ขณะนั้นเราอาจนึกเลยไปถึงว่า ลูกเรียนตกวิชานั้นวิชานี้ย้อนหลังไปตั้งแต่ประถม หรือคิดว่าลูกใช้เงินเปลือง ลูกเก็บข้าวของไม่เรียบร้อย ลูกตื่นสาย ลูกตื่นไม่ตรงเวลา ฯลฯ ซึ่งจะยิ่งทำให้โมโหมากขึ้น

พยายามนึกถึงข้อเสียของความโกรธให้มาก

ถ้าเราโกรธแล้วจะทำให้เสียหน้า น้ำเสียง ไม่น่าคุยด้วย และอาจหลุดคำพูดที่ทำให้เสียใจ ภายหลังออกไป ทั้งที่จริงไม่คิดจะพูด ซึ่งจะทำให้สถานการณ์แย่ลง หรืออาจทำให้ฮอร์โมนความทุกข์ในร่างกายของเราหลั่งออกมาเยอะ ส่งผลกระทบต่อร่างกายมากมาย

พยายามข่อความโกรธโดยตรง

หากคิดโกรธก็อย่าพูดด้วยความโกรธ หากพูดด้วยความโกรธก็อย่าลงมือด้วยความโกรธ ซึ่งอาจทำได้โดยการขบฟัน เป็นต้น เพราะว่าการแสดงความโกรธบ่อยๆ ความโกรธจะเข้มแข็งขึ้น หากเราข่มความโกรธได้บ่อยๆ ความโกรธจะอ่อนแอลง

ระบายความโกรธอย่างสร้างสรรค์ จะทำให้ไม่เกิดการเก็บกด

ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น เล่นกีฬาที่ต้องออกแรงออกเหงื่อ เล่นดนตรี เดินเล่นในสวนสาธารณะ หรือเขียนระบายความโกรธลงบนกระดาษแล้วขยำทิ้งขยะ เป็นต้น หวังว่าวิธีการเหล่านี้พอจะทำให้คุณน้ำค้างลดความโกรธลงได้นะครับ

ส่วนเรื่องการเป็นห่วงว่าลูกจะคบเพื่อนไม่ดีและติดยาเสพติด ขอเรียนไว้อย่างนี้ครับว่า ผมเห็นใจคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยรุ่นจริงๆ บางคนบอกว่าวัยนี้อ่อนไหว ดูแลยาก จะต้องเอาใจอะไรกันนักกันหนา

มีความจริงอยู่อย่างหนึ่งว่า ลูกแต่ละวัยต้องการการดูแลด้วยวิธีที่ต่างกัน เป็นธรรมดาที่เราจะต้องยุ่งยากตามวัยของเขาไปด้วยเช่นกัน คิดเสียว่ามีเขามาแล้วนี่ ไม่ผ่านช่วงวัยรุ่นแล้ว เขาจะเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างไร

สำหรับลูกวัยรุ่นแล้ว การให้อิสระระดับหนึ่งเพื่อพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง การลองผิดลองถูกของเขาคือ การค้นพบตัวเอง และค้นพบความจริงของโลกที่เขาสัมผัสอยู่ เขาจึงจะเข้าใจโลกของตนเองอย่างแท้จริง ไม่มีใครสามารถเรียนรู้โลกนี้ได้ ด้วยตำราเพียงอย่างเดียว หน้าที่ของพ่อแม่คือการดูแลห่างๆ ให้เขาลองผิดลองถูกบ้าง หกล้มบาดเจ็บบ้างแต่ไม่ถึงกับพิการ

ดังนั้นการให้อิสระภายใต้ขอบเขตจึงเป็นเรื่องสำคัญครับ พ่อแม่ควรให้อิสระบ้างในเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ไม่เป็นอันตรายต่อตัวเขาและคนอื่น เช่น การฟังเพลง อย่าไปบ่นว่า “ฟังเพลงอะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นเพราะเลย” มันเป็นสิทธิ์ของเขาที่เขาจะเลือกฟังเพลง แต่อาจจะบอกว่า เขาไม่ควรเปิดเพลงเสียงดังรบกวนคนอื่น หรือหากต้องฟังร่วมกัน อาจผลัดกันเปิดเพลงที่ชอบ เป็นต้น

เมื่อเราไม่จุกจิกกับเรื่องเล็กๆแล้ว เวลาเราพูดเรื่องใหญ่ๆ เขาจะฟังเพราะเขาจะรู้ว่าที่เราพูดนี้เป็นเรื่องจริงจังแล้วนะ แต่หากเราพูดบ่นไปเสียทุกเรื่อง เขาจะแยกไม่ออกว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องไหนเล็ก

ส่วนเรื่องการคบเพื่อนหรือติดยาเสพติดนั้น ขึ้นอยู่กับความรู้สึกผูกพันและความรับผิดชอบต่อพ่อแม่ ส่วนใหญ่แล้วเด็กที่ใช้ยาเสพติดนั้นรู้อยู่ว่าไม่ดี รู้ว่าทำให้พ่อแม่เสียใจ แต่ที่ใช้เพราะว่าเขาเหล่านั้นไม่รู้สึกรักพ่อแม่ ไม่ได้รู้สึกเป็นห่วงความรู้สึกของพ่อแม่ เขารู้สึกแต่ว่าพ่อแม่คอยแต่จะสร้างความเจ็บปวดให้เขา

ดังนั้นหากคุณสามารถควบคุมความโกรธของเราเองได้ รู้ธรรมชาติของเด็ก วัยรุ่น สามารธที่จะไม่พูด บ่น ดุไปหมดทุกเรื่อง ให้อิสระในเรื่องเล็กๆเช่นเรื่องส่วนตัวของเขา ควบคุมห้ามปรามในเรื่องใหญ่ๆ เช่นเรื่องการใช้ยาเสพติด จะทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นต้นทุนในการพูดคุยต่อรองกันได้ระหว่างแม่ลูก เพราะความต้องการที่ไม่ตรงกัน ของแม่ลูกต่างวัยเป็นเรื่องธรรมดา แต่การคุยกันภายใต้บรรยากาศที่สร้างสรรค์ เป็นปัจจัยสำคัญ จะทำให้ปัญหาทุกอย่างแก้ไขไปได้ด้วยดี







ที่มา : น.พ.บัณฑิต ศรไพศาล (นิตยสารแพรว ปีที่ 20 ฉบับที่ 462)

สังคมของวัยรุ่น


pic_no_601_teen28.jpg เมื่อเด็กย่างเข้าสู่วัยรุ่น เด็กจะเริ่มมีบทบาทในสังคมมากขึ้น และโดยเหตุที่วัยรุ่นกำลังอยู่ในระหว่างเปลี่ยนแปลงใหม่ๆทั้งทางร่างกายและจิตใจ ตลอดจนทางอารมณ์ด้วย ฉะนั้น ในสังคมที่เด็กคลุกคลีอยู่ก็พลอยเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ดังนั้น การที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมจึงมักจะก่อปัญหาต่างๆขึ้นแก่ผู้ใหญ่และตัวเด็กเองอยู่เสมอ

และอีกประการหนึ่ง ผู้ใหญ่บางคนก็ยอมรับว่าวัยรุ่นนั้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว จึงให้อิสระเสรีแก่วัยรุ่นเหมือนผู้ใหญ่ทุกประการ แต่ในทางตรงกันข้ามผู้ใหญ่บางคนก็เห็นว่าวัยรุ่นนั้นยังเป็นเด็กอยู่ จึงให้การรับรองแก่เด็กแตกต่างกันออกไป ทำให้วัยรุ่นวางตัวลำบาก และเป็นช่องทางให้เกิดปัญหาต่างๆอยู่เสมอ

สังคมที่วัยรุ่นเกี่ยวข้อง

สังคมที่วัยรุ่นเกี่ยวข้องด้วยนั้นพอจะแยกกล่าวเป็นข้อๆได้ดังนี้

spacer023 mydot022 บ้าน

spacer023 เด็กเกิดมาและเจริญเติบโตอยู่ภายในบ้านหลายปี ก่อนที่จะเข้าโรงเรียนและยังคงอยู่ในบ้านอีกหลายปีก่อนที่จะแยกออกไป เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น เด็กพยายามปลีกตนออกจากสังคมภายในบ้าน และหันไปสมาคมกับเพื่อนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ในระยะนี้ความคิดเห็นต่างๆของเด็กก็คล้อยตามเพื่อนฝูงมากกว่าที่จะเห็นตามบิดามารดาหรือญาติพี่น้องภายในครอบครัว เด็กเริ่มมีความสนิทสนมกับบิดามารดาน้อยกว่าวัยที่ผ่านมา บางครั้งทำให้เด็กคิดไปว่าตนกับบิดามารดาไม่สามารถที่จะทำความเข้าใจกันได้ ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้วัยรุ่นไม่กล้าปรึกษาเรื่องส่วนตัวกับบิดามารดา ปกปิดมารดาเมื่อกระทำความผิด และในที่สุดก็รู้สึกว่าตนเองเป็นภาระที่บิดามารดาต้องเลี้ยงดู จากทัศนคติของเด็กที่มีต่อบิดามารดาเช่นนี้ ทำให้เด็กรู้สึกว่าบิดามารดาเป็นปัญหาที่ตนไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ ด้วยเหตุนี้ บิดามารดาจึงควรช่วยเหลือวัยรุ่นในปกครองของตน โดยอาจจะถือแนวทางปฏิบัติต่อเด็กดังนี้

spacer023 สร้างความสัมพันธ์อันดีภายในบ้าน บิดามารดาควรมีความรักใคร่ปรองดองซึ่งกันและกัน ควรหลีกเลี่ยงการแยกกันอยู่หรือการหย่าร้าง หรือการทะเลาะเบาะแว้งกันภายในบ้าน รวมทั้งการให้หลักประกันแก่ครอบครัวในด้านการเงินและสังคม บิดามารดาควรประกอบอาชีพเป็นหลักฐานเป็นตัวอย่างอันดีแก่บุตรธิดา

spacer023 นอกจากนี้ ควรให้ความรักแก่บุตรเท่าเทียมกัน และไม่ควรทอดทิ้งบุตรมากเกินไป ควรหาเวลารับประทานอาหารภายในบ้านพร้อมกัน เด็กๆจะได้ไม่เที่ยวจนค่ำมืด ในระหว่างที่รับประทานอาหาร ควรสนทนากันถึงเรื่องที่แต่ละคนได้ประสบมาวันหนึ่งๆ เมื่อบุตรและบิดามารดามีความสนิทสนมกันเช่นนี้ เด็กก็จะเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนให้บิดามารดาฟังจะได้ช่วยแก้ปัญหาเสียก่อนที่จะลุกลามต่อไป

spacer023 นอกจากนั้น บิดามารดาและบุตรควรมีกิจกรรมที่สนใจร่วมกัน เช่น การทำงานอดิเรก ปลูกต้นไม้ เป็นต้น เด็กที่มีความสุขพอจะไม่เป็นเด็กที่เที่ยวเกะกะอยู่ตามถนนหรือสถานที่อันไม่สมควร

spacer023 บิดามารดาหรือผู้ปกครองควรถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานของตนบิดามารดาไม่ควรหวังพึ่งครูด้านเดียว ทั้งนี้เพราะปัจจุบันครูไม่อาจตามไปดูแลเด็กได้ทั่วถึง เมื่อเด็กพ้นรั้วโรงเรียนไปแล้ว เด็กอาจจะเถลไถลไปไกลที่อื่นหรือมั่วสุมกับอบายมุขต่างๆได้ บิดามารดาจึงควรให้ความร่วมมือและถือเป็นหน้าที่อันสำคัญที่จะต้องเอาใจใส่ดูแลความเป็นอยู่ของวัยรุ่นของตนให้มาก

spacer023 บิดามารดาควรให้เด็กรู้สึกเสมอว่าตนเป็นสมาชิกที่สำคัญคนหนึ่งของบ้าน ให้เด็กรู้จักรับผิดชอบในกิจการบ้านเรือนบ้าง ให้เด็กได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของครอบครัว เช่น รายได้ รายจ่าย เพื่อให้เด็กได้คิดว่าตนควรใช้เท่าใดจึงจะทำให้ครอบครัวไม่ลำบาก ควรให้เด็กรู้จักรับผิดชอบในการเงินของตน เช่น จ่ายเงินให้เด็กใช้เป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือน พยายามอบรมให้เด็กรู้จักตัดสินใจด้วยตนเอง เริ่มจากสิ่งง่ายๆเช่น รู้จักเลือกเสื้อผ้าสิ่งของเครื่องใช้ เลือกคบเพื่อน เลือกวิชาเรียน และการเลือกคู่ในที่สุด โดยมีผู้ปกครองคอยเป็นผู้แนะแนวทางให้

spacer023 mydot022 โรงเรียน

spacer023 ชีวิตของเด็กครึ่งหนึ่งต้องอยู่ภายในโรงเรียน เกี่ยวข้องกับการเรียนการศึกษาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้เด็กคลุกคลีอยู่ในโรงเรียนมากขึ้น วัยรุ่นทุกคนอยากเรียนอยากศึกษาทั้งนั้น แต่บางคนไม่ได้ศึกษาต่อ ก็เป็นเพราะความจำเป็นบางประการหรือความบีบคั้นทางเศรษฐกิจ หรือความสามารถทางสมองมีน้อย การที่เด็กต้องคลุกคลีอยู่กับโรงเรียนมากย่อมมีช่องทางที่จะสร้างปัญหาต่างๆภายในโรงเรียนได้มาก เช่นเดียวกับภายในครอบครัว

spacer023 ปัญหาที่สำคัญของเด็กเกี่ยวกับโรงเรียนก็คือ ปัญหาเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กเอง และปัญหาเกี่ยวกับการเรียนวิชาต่างๆเช่น เด็กบางคนกังวลเรื่องวิชาคำนวณ บางคนก็กลัดกลุ้มเรื่องความจำไม่ดี และปัญหาใหญ่ก็คือ เด็กส่วนมากลัวสอบไล่ตก นั่นคือกลัวความไม่สำเร็จนั่นเอง ทั้งนี้เป็นเพราะเด็กขาดทักษะในกาเรรียน หรือเด็กเข้ากับครูและเพื่อนฝูงไม่ได้ เป็นต้น ฉะนั้น โรงเรียนจึงควรหาทางช่วยเหลือเด็ก ซึ่งอาจจะอาศัยวิธีการดังต่อไปนี้ได้

spacer023 ครูทุกคนควรมีความรู้พื้นฐานจิตวิทยาวัยรุ่น โดยเฉพาะครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มี่ส่วนเกี่ยวข้องกับวัยรุ่นมาก เพื่อจะได้ศึกษาให้ซึ้งถึงธรรมชาติและจิตใจของเด็ก ที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมต่างๆขึ้นมา แทนที่ครูจะพร่ำว่าศิษย์ของตนเป็นคนเลวไม่เอาถ่าน และคงจะเรียนดีไม่ได้เหล่านี้ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าครูไม่เข้าใจเด็ก นักการศึกษาเชื่อว่า ถ้าครูมีความเข้าใจเด็กจะช่วยแก้ไขอบรมเด็กให้เป็นคนดีได้มาก ครูในปัจจุบันจึงเห็นความสำคัญในจิตวิทยามากขึ้น เพื่อที่จะได้เข้าใจเด็กของตนได้ดีขึ้นนั่นเอง

spacer023 ครูควรสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเด็ก เมื่อครูมีความเข้าใจถึงจิตใจของเด็กแล้ว ครูยังต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเด็กอีกด้วย เด็กบางคนไม่สามารถปรึกษาปัญหาบางอย่างกับบิดามารดา เพราะบิดามารดาไม่มีเวลาว่าง หรือไม่มีความรู้พอที่จะให้คำแนะนำในปัญหาบางประการได้ เด็กก็จะเข้าหาครูซึ่งเป็นผู้ที่มีความเข้าใจและมีความรู้พอที่จะช่วยแก้ไขปัญหาให้เด็กได้ เด็กที่มีทั้งพ่อแม่ครูที่มีความเข้าใจ จึงนับว่าเป็นเด็กโชคดีที่สุด

spacer023 หลักสูตร วิชาที่จัดสอนขึ้นในโรงเรียนมัธยม ควรจัดขึ้นเพื่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อชีวิตนักเรียน ในขณะที่วิชาต่างๆได้เพิ่มแขนงขึ้นอย่างมากมาย โรงเรียนก็ควรจัดวิชาเลือกขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้เลือกเรียนตามความสนใจ ตามความถนัด และเพื่อเตรียมตัวเด็กสำหรับเลือกอาชีพด้วย เด็กวัยนี้แทนที่จะให้เป็นผู้รับฝ่ายเดียว ครูควรสอนให้เด็กรู้จักแสดงออก ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมบุคลิกภาพของเด็กไม่ให้เป็นคนขี้อาย นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเสริมหลักสูตร เช่น กีฬา ดนตรี การสังคม ฯลฯ การให้เด็กมีกิจกรรมทำมากๆในโรงเรียน จะช่วยให้เด็กไม่ไปเกะกะอยู่ในสถานที่อันไม่สมควรอีกด้วย

spacer023 การแนะแนว ซึ่งนับว่าเป็นพัฒนาการใหม่ในวงการศึกษา แม้ว่าจะยังไม่มีอยู่ทั่วไป โรงเรียนทีดีย่อมมีการบริการแนะแนวให้แก่เด็ก ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือเด็กเป็นรายบุคคล ทั้งในปัญหาในด้านต่างๆ โรงเรียนที่มีบริการแนะแนว จะช่วยลดจำนวนปัญหาของเด็กและการลงโทษเด็กให้น้อยลงด้วย

spacer023 สมาคมผู้ปกครองและครู มีจุดประสงค์เพื่อความเข้าใจระหว่างกันและกัน รวมทั้งหาทางส่งเสริมเด็กและหาทางป้องกันปัญหาซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ การปฏิบัติดังกล่าวถ้าได้รับความร่วมมือทั้งสองฝ่าย จะช่วยลดปัญหาวัยรุ่นได้มาก

spacer023 mydot022 เพื่อนฝูง

spacer023 เด็กวัยนี้รู้สึกว่าการคบเพื่อนเป็นสิ่งสำคัญมาก ฉะนั้น อิทธิพลของกลุ่มจึงมีต่อเด็กมากเช่นเดียวกัน การคบเพื่อนเป็นความต้องการประการหนึ่งของวัยรุ่น และต้องการคบเพื่อนต่างเพศด้วย การเลือกเพื่อนของวัยรุ่นโดยมากมักเลือกผู้ที่มีรสนิยมตรงกัน มีทัศนคติคล้ายคลึงกัน และขนาดร่างกายเท่าๆกัน เด็กชายจะรวมกลุ่มกับเด็กชายด้วยกันก่อน ในทำนองเดียวกันเด็กหญิงก็จะรวมกลุ่มและมีกิจกรรมต่างๆร่วมกัน

spacer023 mydot022 สื่อมวลชนต่างๆ

spacer023 เช่น หนังสือพิมพ์ หนังสืออ่านเล่นหรือที่เรียกว่านวนิยาย วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ สิ่งเหล่านี้จัดเป็นเครื่องชักจูงความประพฤติของเด็กให้เป็นไปในทางที่ดีและในทางที่เสียหาย ฉะนั้น เพื่อที่จะได้ร่วมมือกันสร้างบุคลิกภาพที่ดีให้แก่เด็ก ควรจะได้มีการควบคุมสื่อมวลชนดังนี้

spacer023 หนังสือพิมพ์ควรเสนอเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา และถูกต้องตามหลักวิชาการเสนอเรื่องราวถูกต้องตาม ความเป็นจริงและใช้ภาษาสุภาพ
หนังสืออ่านเล่น บทละครภาพยนตร์ ละครวิทยุโทรทัศน์ ตลอดจนรายการดนตรี ควรให้อรรถรสทางศิลปะวรรณคดีและวัฒนธรรมในด้านต่างๆ

spacer023 การควบคุมภาพยนตร์และการแสดงต่างๆที่มาจากต่างประเทศอันอาจเป็นภัยต่อจิตใจของเด็ก ควรแยกประเภทไปว่าภาพยนตร์ประเภทใดเด็กดูแล้วไม่เป็นภัยต่อจิตใจของเด็ก และประเภทใดที่อนุญาตให้ดูเฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น นอกจากนี้ ควรจะได้มีการควบคุมสิ่งตีพิมพ์ต่างๆที่เห็นว่าจะเป็นภัยต่อจิตใจของเด็กอย่างจริงจัง

spacer023 mydot022 ตัวเด็ก

spacer023 จัดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของปัญหาวัยรุ่น วัยรุ่นไม่ใช่เด็กเล็กที่ช่วยตัวเองไม่ได้ แต่อยู่ในวัยที่กำลังจะเป็นผู้ใหญ่ และเริ่มรับผิดชอบในพฤติกรรมของตนเองได้แล้ว นอกจากนี้ เด็กวัยนี้ยังมีปัญญาเฉลียวฉลาด ได้รับการศึกษาดีกว่าแต่ก่อน ย่อมเข้าใจดีว่าระบอบประชาธิปไตยนั้นสิทธิย่อมควบคู่มากับความรับผิดชอบเสมอ เด็กได้รับความรักใคร่เอ็นดูจากบิดามารดา และบิดามารดาก็ได้ส่งเสียบุตรให้เล่าเรียนจนประสบความสำเร็จ ด้วยความร่วมมือของโรงเรียนและสังคมสมัยนี้ ก็มีส่วนช่วยให้เด็กได้รับความสุขขึ้น ฉะนั้น เด็กจึงควรคิดว่าตนมีความรับผิดชอบต่อบิดามารดา ครูอาจารย์ สังคมและตนเองเพียงใด

การเลือกคู่ของเด็กวัยรุ่น

การเลือกคู่ของเด็กวัยรุ่น


pic_no_606_womens_directory.jpg
กายและบทบาททางสังคมที่เขาได้รับในช่วงนี้ ความสนใจของวัยรุ่นแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับ เพศ สติปัญญา สภาพแวดล้อม โอกาสในการเรียนรู้ ความสนใจของกลุ่มเพื่อน ความสนใจของครอบครัว ความสามารถที่มีมาแต่กำเนิด และองค์ประกอบอื่นๆอีกหลายอย่าง


เฮอร์ลอก (Hurlock, E.B.) ได้แบ่งความสนใจของวัยรุ่นออกได้ดังนี้ คือ


spacer022 mydot021 ความสนใจทางสังคม (social interests)
ความสนใจทางสังคมมักจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และบุคคลในสังคม เช่น งานเลี้ยงต่างๆและการพบปะสนทนากัน เด็กวัยนี้จะมีความสนใจในกิจกรรมทางสังคมทั้งที่เป็นกลุ่มใหญ่และในหมู่เพื่อนสนิท ซึ่งขึ้นอยู่กับความพอใจของเขาที่จะเลือกกิจกรรม และการมีโอกาสที่จะเข้าร่วมกิจกรรมได้

ในระยะวัยรุ่นตอนต้น เพศหญิงจะมีความสนใจในงานเลี้ยง และการพบปะ สนทนากันมากกว่าเพศชาย ทั้งนี้เพราะการเข้าสู่วัยรุ่นของเพศหญิงเร็วกว่าเพศชายประมาณ 1-2 ปี

การพบปะสนทนากันเป็นกลุ่มระหว่างเพื่อนสนิท เป็นกิจกรรมที่วัยรุ่นชอบทำ เรื่องที่เขาพูดคุยกันก็ขึ้นอยู่กับเพศ กล่าวคือ วัยรุ่นหญิงมักคุยเกี่ยวกับเรื่องงานเลี้ยง การมีนัดเพศตรงข้าม เรื่องตลกขบขัน หนังสือ ภาพยนตร์ ดนตรี กีฬา เรื่องของครูอาจารย์ และเพื่อนที่โรงเรียน

ส่วนวัยรุ่นชายจะชอบพูดคุยเรื่องกีฬา ภาพยนตร์ การมีนัดเพศตรงข้ามและเรื่องการเมือง นอกจากนี้ วัยรุ่นทั้งชายและหญิงยังให้ความสนใจในชีวิตความเป็นอยู่ของบุคคลในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถูกกดขี่จากสังคม หรือไม่ได้รับความยุติธรรม ซึ่งความสนใจเหล่านี้จะแสดงออกโดยการเข้าร่วมในกิจกรรมของ โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย ตลอดจนในที่ชุมชนที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้

spacer022 mydot021 ความสนใจส่วนบุคคล (Personal Interests) ซึ่งอาจแบ่งออกเป็นลักษณะต่างๆได้ดังนี้

spacer022 mydot021 ความสนใจการแต่งกาย
วัยรุ่นมีความเอาใจใส่เสื้อผ้า พิถีพิถันในการแต่งกาย ทรงผม พยายามดูแฟชั่นเพื่อให้ทันสมัยและเป็นที่ยอมรับของเพื่อนฝูง โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิงจะเห็นความสำคัญของการแต่งกายเป็นพิเศษ การแต่งกายที่เหมาะสมจะทำให้วัยรุ่นมีความมั่นใจในการปรากฏกายในงานสำคัญๆ วัยรุ่นมักคิดว่าเสื้อผ้าสวยงามเป็นสิ่งจำเป็น ทำให้เขามีความสุข เสื้อผ้าที่ผิดส่วนไม่เหมาะสมกับรูปร่างหรือล้าสมัย จะทำให้วัยรุ่นขาดความมั่นใจในการปรากฏตัวตามสถานที่ต่างๆ เขาจะเลือกเสื้อผ้าที่คิดว่าเป็นที่ดึงดูดใจของเพศตรงข้ามมากกว่าเพศเดียวกัน และขณะเดียวกันก็พยายามแต่งกายให้เหมือนกับเพื่อนๆเพื่อให้กลุ่มเพื่อนยอมรับเขา

spacer022 mydot021 ความสนใจเรื่องสุขภาพ
วัยรุ่นจะสนใจและเอาใจใส่เกี่ยวกับเรื่องรูปร่าง สัดส่วน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างรวดเร็ว เขาจะระมัดระวังในเรื่องการกิน การนอน ความสะอาดและการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

spacer022 mydot021 ความสนใจเรื่องเพศ
วัยรุ่นจะสนใจเพศตรงข้าม จึงพยายามปรับปรุงตัวให้เข้ากับเพื่อนต่างเพศ การปฏิบัติต่อเพศตรงข้าม การเลือกเพื่อนต่างเพศ

วัยรุ่นจะแสวงหาความรู้และบทบาทเกี่ยวกับเพศจากแหล่งความรู้ต่างๆ เพราะความรู้เกี่ยวกับเพศเป็นสิ่งจำเป็น และสำคัญต่อการปรับตัวทางเพศ ก่อนที่เขาจะรับผิดชอบต่อชีวิตการมีครอบครัวในวัยผู้ใหญ่ แหล่งความรู้เรื่องเพศก็คือ พ่อแม่ ญาติพี่น้อง กลุ่มเพื่อน หนังสือ และสื่อมวลชนต่างๆ

สำหรับกิจกรรมทางเพศที่วัยรุ่นชอบกระทำ คือ การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง (Masterbation) คอนเจอร์ (Conger, 1973) ได้สรุปผลการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เด็กชายที่สำเร็จความใคร่ด้วยตนเองเมื่ออายุ 12 ปี มีประมาณ 21% อายุ 15 ปี มีประมาณ 82% และอายุ 20 ปี มีประมาณ 92%

สำหรับวัยรุ่นไทย ก็พบว่าทั้งนักเรียนชายและนักเรียนหญิงต่างเคยสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง โดยเพศชายเคยทำมากกว่าเพศหญิง นักเรียนชายที่เรียนในโรงเรียนชายเคยทำจำนวนใกล้เคียงกับนักเรียนชายที่เรียนในโรงเรียนสหศึกษา และนักเรียนหญิงที่เรียนในโรงเรียนหญิงก็เคยทำจำนวนใกล้เคียงกับนักเรียนหญิงที่เรียนในโรงเรียนสหศึกษา นอกจากนี้ ยังพบความคิดเห็นเกี่ยวกับการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองของนักเรียนชายที่ใกล้เคียงกับนักเรียนหญิงก็คือ การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองเริ่มกระทำเพราะค้นพบด้วยตนเอง และมักจะทำในห้องน้ำหรือห้องส่วนตัวภายในบ้าน ขณะสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง จะนึกคิดจินตนาการถึงเรื่องการร่วมเพศ และหลังจากเสร็จแล้วจะชำระล้างอวัยวะเพศทันที โดยจะมีอาการทางร่างกายเป็นปกติหรืออ่อนเพลียเพียงเล็กน้อย

มีข้อสังเกตว่าในปัจจุบันวัยรุ่นที่มีการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองจะมีความวิตกกังวล ความขัดแย้งในใจ หรือความรู้สึกว่าตนกระทำผิดน้อยลงไปกว่าแต่ก่อน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากวัยรุ่นมีความรู้ในเรื่องเพศดีขึ้น และข้อมูลต่างๆที่วัยรุ่นได้รับมานั้นมีเหตุผลมากขึ้นนั่นเอง






ที่มา : หนังสือจิตวิทยาวัยรุ่น โดย รศ.สุชา จันทน์เอม

สอนลูกเรื่องเพศศึกษา

สอนลูกเรื่องเพศศึกษา


pic_no_685_teen20.jpg spacer021 การสอนเรื่องเพศให้กับลูก หรือการให้เพศศึกษากับลูกเป็นเรื่องที่พ่อแม่ทั่วไปมีความรู้น้อยมาก ว่าควรทำอย่างไรหรือควรจะทำหรือไม่ คนส่วนใหญ่จึงละเลยไม่ทำเสียเลย ปล่อยให้เด็กไปเรียนรู้เองอย่างถูกๆ ผิดๆ ซึ่งอาจเกิดผลที่ไม่ดีกับตัวเด็กเองได้มาก ทั้งจากความไม่รู้และจากการรู้มาผิดๆ แล้วเกิดทัศนคติผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศ ฉะนั้นพ่อแม่จึงควรสอนลูกเรื่องเพศ


spacer021 ก่อนอื่นพ่อแม่ต้องถามตัวเองก่อนที่จะสอนลูกว่า พ่อแม่เองมีทัศนคติหรือมีความคิดเกี่ยวกับเรื่องเพศอย่างไรบ้าง พ่อแม่เองที่มีความคิดว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องไม่ดี เป็นเรื่องน่าอดสู เป็นเรื่องน่าอาย หรือเป็นเรื่องสัปดน เป็นเรื่องไม่สุภาพที่จะพูดถึง หรือบางคนถึงกับคิดว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องน่าขยะแขยงหรือสกปรก ถ้าคิดแบบนี้พ่อแม่ ไม่ควรสอนเอง เพราะจะทำให้เด็กมีทัศนคติที่ไม่ดีกับเรื่องเพศไปด้วย พ่อแม่ต้องเปลี่ยนทัศนคติให้ได้ก่อนว่า เรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ ที่มนุษย์เกิดมามีสองเพศ ความต้องการทางเพศเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนๆ กับที่เราต้องการความรัก ต้องการความสุข พ่อแม่ควรมีความคิดว่าการมี เพศสัมพันธ์นั้นเป็นการแสดงออกซึ่งความรักระหว่างหญิงและชาย การถ่ายทอดความคิดเรื่องเพศที่ถูกต้องนี้จะเป็นการป้องกันการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่เลือกหรือป้องกันการมีพฤติกรรมสำส่อนทางเพศของลูกได้เป็นอย่างดี


spacer021 การสอนเรื่องเพศให้กับลูก ควรเริ่มตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ โดยสอดแทรกไปในชีวิตประจำวันที่พ่อแม่เลี้ยงดูเขา ดังนี้

spacer021 mydot020 การสอนลูกเรียนรู้เกี่ยวกับอวัยวะเพศ
ให้เริ่มสอนตั้งแต่ตอนเริ่มสอนลูกเรียกส่วนอื่นๆของร่างกาย โดยใช้ช่วงเวลาอาบน้ำให้ลูก ให้สอนเรียกชื่อของอวัยวะเพศเหมือนกับที่เราสอนลูกว่า นี่เรียกว่า ตา หู ปาก จมูก ไม่ใช่เลี่ยงไปไม่เอ่ยถึงบริเวณนี้ ของร่างกายเลย ให้ใช้ชื่อที่เด็กเข้าใจ พ่อแม่เรียกเอง (เพราะในสังคมไทยไม่มีชื่อที่เป็นทางการที่คนทั่วไปยอมใช้อย่างแพร่หลายเหมือนของต่างประเทศ) เช่น พ่อแม่อาจเรียกอวัยวะเพศชายว่า จู๋ หรือ เจี๊ยว เพราะชื่อทางการจะเรียกยากกว่าสำหรับเด็ก คือชื่อ องคชาต อัญฑะ ส่วนอวัยวะเพศหญิงพ่อแม่อาจเรียกว่า ปิ๊ หรือ จิ๋ม แต่ส่วนที่มีชื่อแล้วก็ควรเรียกให้ถูกต้อง เช่น ช่องคลอด แคมเล็ก แคมใหญ่ เป็นต้น และพ่อแม่ควรจะสอนให้ลูกดูแลทำความสะอาดอวัยวะเพศเหมือนกับทำความสะอาดส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ทำให้ลูกรู้ว่าอวัยวะเพศนั้นมีคุณค่า มีความสำคัญ รู้จักทำความสะอาดให้ดีเท่าเทียมกับอวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

spacer021 mydot020 สอนโดยการเปิดให้ลูกถามคำถามตั้งแต่เด็ก
การให้ลูกถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องเพศตั้งแต่เด็กจะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติมาก พ่อแม่ เป็นฝ่ายเริ่มต้นกระตุ้นให้เด็กอยากถาม โดยให้คนพี่ช่วยแม่อาบน้ำน้อง แม่อาจเริ่มพูดถึงลูกสมัยที่ยังอยู่ในท้องของแม่ เช่น “ เมื่อตอนหนูอยู่ในท้องแม่ หนูดิ้นเก่งกว่าน้องนะ น้องเค้านอนนิ่งกว่าไม่ค่อยดิ้นเลย “ เมื่อฟังแล้วเด็กจะสนใจอยากรู้ต่อไปเกี่ยวกับตัวเอง เด็กมักจะถามคำถามพื้นฐานเหล่านี้ คือ หนูมาจากไหน?, หนูเข้าไปอยู่ในท้องแม่ได้อย่างไร?, หนูออกมาจากท้องแม่ทางไหน?

spacer021 คำถาม “ หนูมาจากไหน “ ให้ตอบว่า “ หนูมาจากในท้องแม่เอง โตในท้องแม่ จนตัวโตแข็งแรงแล้วถึงมาโตข้างนอกไงคะ “ แล้วถ้าลูกต้องการรู้ต่อว่าออกจากท้องแม่ได้อย่างไรให้ตอบว่า
“ พอหนูตัวโตแม่ก็คลอดหนูออกมาโดยหมอเค้าช่วย “ ถ้าลูกถามต่อว่าคลอดออกมาทางไหน ให้ ตอบว่า “ แม่ทุกคนจะมีช่องคลอดเป็นช่องทางพิเศษให้ลูกออกมาซึ่งอยู่ใกล้ๆ ช่องปัสสาวะและทวารหนัก แต่ไม่ปะปนกันไม่เลอะเถอะ “

spacer021 ถ้าเด็กเกิดอยากรู้ต่อและขอดูช่องนั้นหน่อย ให้บอกลูกว่า “ ช่องนี้จะเปิดเฉพาะเวลาเด็กออกเท่านั้น เวลานี้จะปิดแล้วมองไม่เห็น “
ส่วนคำถาม “ หนูเข้าไปอยู่ในนั้นได้ยังไง “ ให้ตอบง่ายๆ ที่เด็กเข้าใจได้ “ หนูอยู่ในตัวแม่อยู่แล้ว โดยเป็นไข่เล็กๆ แต่จะไม่โตเป็นเด็กจนกว่าไข่จะได้ตัวอสุจิจากพ่อมาผสม ไข่จะเริ่มโตเป็นเด็ก ฉะนั้นเด็กทุกคนจึงต้องมีพ่อด้วย “ ถ้าเด็กยังเล็กมักต้องการรู้แค่นี้

spacer021 ถ้าเด็กโตขึ้นอีกเขาอาจอยากรู้มากขึ้น เช่น อาจถามว่า “ แล้วตัวอสุจิของพ่อไปผสมกับไข่ของแม่ ได้อย่างไร? “ ให้พ่อแม่ตอบว่า “ ผู้ชายและผู้หญิงที่รักกันเหมือนกับพ่อและแม่จะอยากอยู่ใกล้ชิดกัน จึงกอดกัน ใกล้ชิดกันเพื่อให้อวัยวะเพศของทั้งสองคนสอดรับกัน (อาจทำมือประกอบ) แล้วตัวอสุจิจากพ่อจะเข้าไปในตัวแม่ไปผสมกับไข่ ซึ่งการแสดงความรักแบบใกล้ชิดแบบนี้เขาเรียกว่า เพศสัมพันธ์ “

spacer021 เด็กที่ฉลาดบางคนอาจถามต่ออีกว่า “ หนูขอดูได้ไหมว่าทำยังไง “ ซึ่งพ่อแม่อาจจะตกใจ พ่อแม่ไม่ ต้องตกใจ เพราะเด็กเป็นคนอยากรู้อยากเห็นเป็นสิ่งที่ดี เขาใฝ่รู้ และเป็นการดีที่เขากล้าถามไม่มีความทะลึ่งหรือหยาบโลนอะไรทั้งสิ้น พ่อแม่ควรตอบว่า “ การแสดงความรัก เช่น การกอดจูบยังถือเป็นเรื่องที่ ต้องทำในที่ส่วนตัว หนูจึงไม่ค่อยเห็นพ่อแม่กอดจูบกันตามที่นอกบ้าน ส่วนเพศสัมพันธ์ยิ่งเป็นการแสดงความรักที่ใกล้ชิดพิเศษที่ไม่ต้องการให้ใครเห็นเลย แม่แต่หนูก็ไม่ต้องการให้เห็น “


spacer021 mydot020 ถ้าเด็กโตแล้วไม่ถามคำถามเอง
เมื่อไม่ได้สอนลูกตั้งแต่ยังเล็กลูกจะไม่ถาม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเขาไม่สนใจเรื่องเพศ แต่เขาจะไปพยายามเรียนรู้ด้วยวิธีอื่นๆ เช่น จากเพื่อน จากหนังสือลามก จากภาพยนตร์ แล้วอาจเข้าใจผิดได้ มาก ในกรณีนี้พ่อแม่ต้องกระตุ้นให้ถามคำถามเรื่องพวกนี้ในการพูดคุยกัน ในชีวิตประจำวัน เช่น เวลาทานอาหารด้วยกัน ให้เด็กรู้ว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องที่พูดคุยกันได้ ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดแต่เป็นเรื่องที่ต้องรู้ เป็นเรื่องธรรมชาติ


spacer021 mydot020 เมื่อลูกเป็นวัยรุ่น ปัจจุบันทางโรงเรียนส่วนใหญ่จะสอนเด็กทางด้านกายภาพที่แตกต่างกันของผู้หญิงและผู้ชายให้แล้ว ลูกวัยรุ่นจะรู้ว่าระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิงและของผู้ชายประกอบไปด้วยอะไรบ้าง อวัยวะเพศหญิงและเพศชายแตกต่างกันอย่างไร แต่มักไม่ค่อยสอนว่าหญิงหรือชายมีความแตกต่างกันอย่างไรเกี่ยวกับความต้องการหรือความคาดหวังที่จะได้จากเพศตรงข้าม จึงทำให้ไม่เข้าใจกันมาก ความเป็นจริงในความแตกต่างของทั้งสองเพศคือ โดยทั่วไปแล้วผู้หญิงต้องการความรักความสนใจจากเพศชายมากกว่ามีความต้องการทางเพศโดยตรง ผู้หญิงต้องการความใกล้ชิดอบอุ่นรักใคร่ ซึ่งฝ่ายชายอาจเข้าใจว่าผู้หญิงต้องการเพศสัมพันธ์เหมือนกับตน ซึ่งฝ่ายชายมีแรงผลักดันทางเพศมากอยู่แล้วจึงอาจนำพาไปสู่เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เพราะยังไม่สามารถรับผิดชอบต่อเพศสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้ หรือไม่ได้มีการป้องกันผลเสียต่างๆ ที่จะตามมาจากการมีเพศสัมพันธ์ เช่น การติดโรคเอดส์ การมีท้องโดยยังไม่ได้แต่งงาน ลูกจึงควรรู้ว่าเป็นการไม่เหมาะสมที่จะอยู่กันตามละพังสองต่อสองในที่ลับตาคนอื่นๆ เพราะอาจเสียการควบคุมตัวเองได้ง่าย

spacer021 วัยรุ่นควรจะรู้ว่ามีทางออกเรื่องความต้องการทางเพศของตน เช่น ทำกิจกรรม เล่นกีฬา หรือแม้ แต่การสำเร็จความใคร่เป็นครั้งคราวนั้นเป็นเรื่องปกติที่ทำได้ ถ้าไม่หมกหมุ่น หรือทำมากจนเกินไป






ที่มา : บทความ เลี้ยงลูกถูกวิธี ชีวีเป็นสุข โดย ศาสตราจารย์แพทย์หญิง นงพงา ลิ้มสุวรรณ