<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296</id><updated>2011-05-19T08:54:52.777-07:00</updated><category term='บทความคลายเครียด (อย่าคิดมากขำๆ นะ)'/><category term='บทความทั่วไป'/><category term='บทความสุขภาพจิต'/><category term='บทความยาเสพติด'/><category term='บทความการออกกำลังกาย'/><category term='บทความเซ็กซ์กับวัยรุ่น'/><category term='บทความอาหารการกิน'/><category term='บทความความสวยความงาม'/><category term='บทความร่างกายและจิตใจ'/><title type='text'>เรื่องตลกเบาสมอง เรื่องสุขภาพ ความสวย ความงาม ทุกเรื่องราวที่คุณสนใจ เรามีให้คุณได้อ่าน</title><subtitle type='html'>บทความตลกเบาสอมง บทความสุบภาพ ความสวยความ งาม และอีกมากทายที่นี้ เราหามาให้คุณ...........</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default?start-index=101&amp;max-results=100'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>291</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-8449781368249673477</id><published>2009-03-24T07:19:00.000-07:00</published><updated>2010-01-26T02:44:51.543-08:00</updated><title type='text'>เป็นสิว ........... บอกอะไรได้มากกว่าที่คิด </title><content type='html'>สิวผุดขึ้นมาแต่ละเม็ด แต่ละเม็ด ก็ทำให้หนุ่มสาวหน้าใสที่ห่วงสวยห่วงหล่อแทบคลั่ง วิ่งหาวิธี delete สิวออกไปจากใบหน้ากันให้วุ่นวาย แต่จะมีซักกี่คนที่จะรู้ว่าเป็นสิวไม่ใช่แค่บอกว่าสุขภาพผิวหน้าเราไม่ดี แต่ยังบอกถึงสุขภาพทั่ว ๆ ไปอีกด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเร็ว ๆ นี้ สถาบัน Leonard Drake ได้คิดค้นวิธีการวิเคราะห์ผิวลงไปลึกลงไปอีก ด้วยการผสานความรู้ในการดูแลผิวหน้าแบบตะวันตกเข้ากับศาสตร์การอ่านใบหน้าแบบจีน ซึ่งสามารถบอกได้ว่าสิวที่ขึ้นตามตำแหน่งต่าง ๆ ของใบหน้าหรือร่างกาย บอกความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนในบ้าง ว่าแล้วก็ไปหยิบกระจกมาส่องหน้าดูซิว่า อวัยวะส่วนใดผิดปกติกันบ้าง ....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;++++++++++++++++++++++++ +++++++++++++++++++++&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โซนที่ &amp;gt; ตำแหน่งของสิว &amp;gt; อวัยวะที่เกี่ยวข้อง &amp;gt; สาเหตุของอาการที่ผิดปกติ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1 &amp;gt; หน้าผากด้านซ้าย &amp;gt; การย่อยอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ต่อมหมวกไต &amp;gt; มีความเครียดสูง ล้างหน้าไม่สะอาด เพราะทารองพื้นหรือแต่งคิ้วมากไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2 &amp;gt; หว่างคิ้ว &amp;gt; ตับ อาจมีปัญหาในการย่อยแลคโทส (ดื่มนมไม่ได้) &amp;gt; กินอาหารรสจัดหรือกินอาหารดึกเกินไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3 &amp;gt; หน้าผากด้านขวา &amp;gt; การย่อยอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ต่อมหมวกไต &amp;gt; มีความเครียดสูง ล้างหน้าไม่สะอาด เพราะทารองพื้นหรือแต่งคิ้วมากไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4,10 &amp;gt; ใบหูทั้ง 2 ข้าง ไต ล้างแชมพูหรือสบู่ออกไม่หมด ใช้โทรศัพท์มือถือมากเกินไป &amp;gt; ดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์หรือกินเนื้อสัตว์มากเกินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5,9 &amp;gt; แก้มทั้ง 2 ด้าน - แก้มส่วนบน &amp;gt; ไซนัสและปอด - แก้มส่วนล่าง &amp;gt; เหงือก และฟัน &amp;gt;สูบบุหรี่จัด หรือแพ้ควันบุหรี่ ภูมิแพ้ เป็นหวัดเรื้อรัง หรืออาจใช้บลัชออนและรองพื้นไม่เหมาะสม ถ้าเป็นริ้วรอยลึกบริเวณโหนกแก้มอาจบ่งบอกถึงปัญหาเรื่องปอดหรือการหายใจ ถ้ามีสิวแบบเป็น ๆ หายๆ ที่แก้มด้านล่างอาจมีปัญหาเรื่องเหงือกและฟัน หรือโทรศัพท์มือถือไม่สะอาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6, 8 &amp;gt; รอบดวงตาทั้ง 2 ข้าง &amp;gt; ไต &amp;gt; ปัญหาภูมิแพ้ เครื่องสำอางทีใช้อาจไม่เหมาะ หรือใส่แว่นตาที่เสียดสีมาก รอยคล้ำอาจเกิดจากการมีสารพิษตกค้างในร่างกายมาก หรือผักผ่อนน้อย เปลือกตาหากมีความระคายเคืองอาจมาจากการเป็นภูมิแพ้ หรือขาดสารอาหาร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7 &amp;gt; จมูก และเหนือริมฝีปาก &amp;gt; หัวใจ และระบบสืบพันธุ์ หากมีผิวสีแดงเข้มที่จมูก &amp;gt; อาจบ่งบอกถึงโรคความดันโลหิตสูง การอุดตันหรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ บอกถึงผลกระทบจากฮอร์โมน เช่นกำลังมีประจำเดือน วัยทอง การใช้ยาคุมกำเนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;11,13 &amp;gt; ใต้ริมฝีปากด้านซ้าย และขวา &amp;gt; รังไข่ &amp;gt; อาจทำความสะอาดได้ไม่พอ หรือมาจากความสมดุลทางฮอร์โมน หากมีปัญหาการอุดตันช่วงใบหู อาจแสดงว่าฟันกรามมีปัญหา หรือว่าเพิ่งผ่าตัดฟันมา หรืออาจเกิดจากการมีรอบเดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;12 &amp;gt; ปลายคาง &amp;gt; กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก &amp;gt; อาจกินอาหารรสจัดเกินไปจนลำไส้มีปัญหาในการดูดซึม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;14 &amp;gt; ลำคอ และหน้าอก &amp;gt; ความเครียด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-8449781368249673477?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/8449781368249673477/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/03/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/8449781368249673477'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/8449781368249673477'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/03/blog-post.html' title='เป็นสิว ........... บอกอะไรได้มากกว่าที่คิด '/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-4643471771240941277</id><published>2009-03-24T07:15:00.000-07:00</published><updated>2010-01-26T02:44:51.547-08:00</updated><title type='text'>ปั้นหุ่นด่วน 3 สัปดาห์ </title><content type='html'>สัปดาห์ที่ 1&lt;br /&gt;วันที่ 1&lt;br /&gt;     กินอาหารตามปกติ 2  มื้อ มื้อเย็นกินผัดผักหรือแกงจืดไม่กินข้าว&lt;br /&gt;วันที่ 2&lt;br /&gt;     กินอาหารตามปกติ  2  มื้อ มื้อเย็นกินผลไม้แทนข้าว&lt;br /&gt;วันที่ 3&lt;br /&gt;     กินอาหารมื้อเช้า กลางวันและเย็นกินผัก-ผลไม้ งดข้าว&lt;br /&gt;วันที่ 4-5&lt;br /&gt;     ล้างพิษ (detox) กินแต่ผัก-ผลไม้ทั้งวัน&lt;br /&gt;วันที่ 6&lt;br /&gt;     กินโยเกิร์ตหรือกล้วยมื้อเช้า กลางวันและเย็นกินข้าวต้มหรือก๋วยเตี๋ยว&lt;br /&gt;วันที่  7&lt;br /&gt;     กินข้าวมื้อเช้าและกลางวันเย็นกินผักหรือผลไม้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สัปดาห์ที่  2&lt;br /&gt;วันที่ 1&lt;br /&gt;     กินข้าวมื้อเช้า  กลางวันและเย็นกินก๋วยเตี๋ยว&lt;br /&gt;วันที่ 2&lt;br /&gt;     กินโยเกิร์ตหรือกล้วยมื้อเช้า  กลางวันและเย็นกินข้าวต้มหรือก๋วยเตี๋ยว&lt;br /&gt;วันที่ 3-4&lt;br /&gt;     ล้างพิษ (detox) กินแต่ผัก-ผลไม้ทั้งวัน&lt;br /&gt;วันที่ 5&lt;br /&gt;     เช้ากินนมหรือน้ำเต้าหู้ กลางวันก๋ยวเตี๋ยว เย็นกินผลไม้&lt;br /&gt;วันที่ 6&lt;br /&gt;    เช้ากินไข่ต้ม  กลางวันกินข้าว  เย็นกินผลไม้&lt;br /&gt;วันที่ 7&lt;br /&gt;    เช้ากินกล้วยหรือโยเกิร์ต  กลางวันกินข้าว  เย็นกินเกาเหลา&lt;br /&gt;สัปดาห์ที่ 3&lt;br /&gt;วันที่ 1 &lt;br /&gt;    เช้า-กลางวันกินข้าว    เย็นกินแอปเปิลเขียวหรือฝรั่ง&lt;br /&gt;วันที่ 2&lt;br /&gt;    เช้ากินไข่ต้ม   กลางวันกินข้าว  เย็นกินโยเกิร์ตหรือกล้วย 1 ลูก&lt;br /&gt;วันที่ 3-4&lt;br /&gt;    ล้างพิษ (detox)  กินแต่ผัก-ผลไม้ทั้งวัน&lt;br /&gt;วันที่ 5&lt;br /&gt;    เช้ากินโยเกิร์ต  กลางวันกินก๋วยเตี๋ยว  เย็นกินเกาเหลา  งดข้าว&lt;br /&gt;วันที่ 6&lt;br /&gt;    เช้า-กลางวันกินข้าว  เย็นกินแอปเปิ้ลเขียวหรือฝรั่ง&lt;br /&gt;วันที่ 7&lt;br /&gt;    เช้าและเย็นกินไข่ต้ม  กลางวันกินก๋วยเตี๋ยวหรือข้าว&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-4643471771240941277?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/4643471771240941277/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/03/3.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/4643471771240941277'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/4643471771240941277'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/03/3.html' title='ปั้นหุ่นด่วน 3 สัปดาห์ '/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-5570649978047595263</id><published>2009-02-15T04:56:00.000-08:00</published><updated>2009-02-15T04:58:59.097-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความร่างกายและจิตใจ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพจิต'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความความสวยความงาม'/><title type='text'>เคล็บลับการใส่ยีนส์ให้สวย</title><content type='html'>&lt;h3&gt;เคล็บลับการใส่ยีนส์ให้สวย&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0"&gt;&lt;br /&gt;&lt;tbody&gt;&lt;br /&gt;&lt;tr&gt;&lt;br /&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;"กางเกงยีนส์" เชื่อแน่ว่าคุณสาวๆหลายๆคนคงต้องเคยใส่และยังใส่อยู่อย่างแน่นอน เพราะกางเกงยีนส์เป็นแฟชั่นที่ฮิตตลอดกาล และใส่ได้ในหลายๆโอกาสอีกด้วย แต่เราจะใส่ยีนส์ให้สวยและดูดีนั้นก็คงต้องอยู่ที่การเลือกใส่ที่เหมาะกับรูปร่างของเราด้วย เราจึงมีวิธีเลือกกางเกงยีนส์ให้เข้ากับรูปร่างคุณสาวๆมาให้ลองดูคะ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สาวบั้นท้ายใหญ่ - -&amp;gt;ไม่ควรใส่กางเกงยีนส์ไม่มีกระเป๋าหลังเด็ดขาด เพราะจะยิ่งเน้นบั้นท้ายให้แลดูใหญ่กว่าเดิม ข้อดีของกระเป๋าหลังคือจะช่วยบิดเบือนสายตา และควรเลือกยีนส์ที่มีตะเข็บหลังยาวลงมาซึ่งจะช่วยอำพรางบั้นท้าย ทำให้ดูผอมและช่วงขาเรียวยาวขึ้น&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สาวสะโพกผาย - -&amp;gt;ควรเลือกแบปลายขากว้าง หรือที่เรียกว่าขาม้า ขากระดิ่ง ควรมีความยาวคลุมถึงข้อเท้า เพื่อให้สมดุลกับสัดส่วนที่สำคัญคือไม่ควรเลือกยีนส์แบบขอบเอวสูง ขาตรง และมีรอยทแยงมุมกับตะเข็บกางเกงเด็ดขาด เพราะจะทำให้สะโพกแลดูผายเกินไป&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สาวรูปร่างแบน - -&amp;gt;ควรเลือกยีนส์ดีไซน์ผู้หญิง ตกแต่งด้วยการเดินเส้นโค้ง สีสว่าง และไม่ควรมีกระเป๋ากางเกงเยอะๆทั้งนี้เพื่อเป็นการเสริมรูปร่างที่แบนราบของคุณให้ดูมีน้ำมีนวลขึ้น ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงยีนส์ทรงตรงแบบผู้ชาย เพราะจะยิ่งเน้นรูปร่างให้ดูแบนราบ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สาวช่วงขาสั้น - -&amp;gt;ควรหลีกเลี่ยงยีนส์ที่ถูกออกแบบมาด้วยการนำเศษผ้าชิ้นเล็กๆมาเย็บปะติดปะต่อกัน เพราะจะทำให้รูปร่างยิ่งดูสั้นและป้อมมากกว่าเดิม ควรเลือกกางเกงยีนส์ฟิตพอดีตัว และยาวเป็นเส้นตรงลงมา เพื่อช่วยพรางให้ช่วงขาดูยาวขึ้น&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;เคล็ดลับการใส่ยีนส์เอวต่ำให้สวย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;++ยีนส์เอวต่ำเหมาะกับคนไม่ค่อยมีสะโพก เพราะจะทำให้สะโพกดูผาย กางเกงยีนส์เอวต่ำจะดูดีและสวยเมื่อขากางเกงยาวเลยตาตุ่มออกไป ไม่ควรสวมแบบขาเต่อๆยกเว้นกางเกงเอวต่ำทรง 3 ส่วนหรือ 5 ส่วน&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;++หากริจะใส่ยีนส์เอวต่ำก็ควรต้องดูแลหน้าท้องไม่ให้พุงกะทิยื่นออกมาเป็นอันขาด&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;++สำหรับสาวหน้าท้องราบ ถ้าคิดจะสวมเสื้อโชว์สะดือกับยีนส์เอวต่ำ ก็ควรทำวคามสะอาดสะดือสักหน่อย อย่าปล่อยให้ดูสกปรก&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;++ควรใส่ยีนส์เอวต่ำกับเสื้อพอดีตัว หากอยากให้ดูน่ารักจริงๆควรใส่เสื้อที่มีชายเป็นรูปโค้งมน เปิดให้เห็นผิวข้างๆเอว&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;++และอย่าลืมเสื้อกางเกงในเอวต่ำมาใส่แทนกางเกงในธรรมดาที่ใช้อยู่ เพราะการปล่อยให้กางเกงในแลบออกมาเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;++สุดท้ายเมื่อใส่กางเกงยีนส์เอวต่ำที่ดีเมื่อนั่งแล้วไม่ควรมีช่องว่างข้างหลังจนสามารถมองเห็นบั้นท้ายของคุณอย่างชัดเจน&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-5570649978047595263?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/5570649978047595263/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_2674.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/5570649978047595263'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/5570649978047595263'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_2674.html' title='เคล็บลับการใส่ยีนส์ให้สวย'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-5678765282949750517</id><published>2009-02-15T04:55:00.000-08:00</published><updated>2009-02-15T04:58:16.552-08:00</updated><title type='text'> ปฏิวัติการแต่งหน้า..บอกลาข้อห้ามสุดเชย</title><content type='html'>&lt;h3&gt;ปฏิวัติการแต่งหน้า..บอกลาข้อห้ามสุดเชย&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0"&gt;&lt;br /&gt;&lt;tbody&gt;&lt;br /&gt;&lt;tr&gt;&lt;br /&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;เบื่อไหมคะ ที่ต้องแต่งหน้าตามสูตรสำเร็จ แถมแต่งออกมาก็ยังสวยไม่ถูกใจอย่างที่เขา อ้างถึง อย่างนี้เรายังจะไปเชื่อ &amp;rsquo;มาตรฐานระดับสากล&amp;rsquo; ที่เขานิยามได้อย่างไรกัน การปฏิวัติและโบกมือลาสูตรเก่าเท่านั้น ที่จะทำให้เราสวยใสแบบถูกยุคถูกสมัยมากที่สุด&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;เพราะเดี๋ยวนี้มีเครื่องสำอางให้สาวๆ เลือกใช้มากมาย ไหนจะเทรนด์การแต่งหน้าที่เปลี่ยนไปตามกระแส แฟชั่นนั่นอีกล่ะ &amp;rsquo;การดัดแปลงตามความเหมาะสม&amp;rsquo; จึงเป็นหนทางใหม่ ที่เราไม่จำเป็นต้องเดินตามบทบัญญัต ิเชยๆ อีกต่อไป ฉบับนี้เราจึงนำทริกดีๆ มาให้สาวๆ ลองนำไปเป็นเคล็ดลับ และอย่าลืมเชียวว่า ความคิดสร้าง สรรค์เป็นสิ่งสำคัญในการเนรมิตวงหน้าให้สวยงาม และสูตรใครก็สูตรคนนั้น จะมาตามๆ กันเป็นไม่ได้เชียว &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;01 สูตรเก่า : เครื่องสำอางแบบชิมเมอร์ไม่เหมาะสำหรับกลางวัน (แถมอายุมากกว่า 30 ไม่ควรใช้) &lt;br /&gt;ปฏิวัติใหม่ : สวยด้วยชิมเมอร์ ทั้งกลางวันยันกลางคืน (แถมสวยได้ทุกวัย อีกต่างหาก!)&lt;br /&gt;เพราะความหรูหราเป็นของควรค่าสำหรับผู้หญิง ที่สำคัญ ชิมเมอร์ยังช่วยทำให้ผู้หญิงอย่างเราๆ ดูสวย แบบลดวัย ปรับผิวให้ดูสดใส และยังทำให้ใบหน้าดูเรืองรองวาววับ น่าจับจ้องอีกต่างหาก นับข้อดีได้ครบสาม ประการเช่นนี้แล้ว เรายังจะรีบปาของดีทิ้งก่อนอายุขึ้นเลข 3 ได้อย่างไร หากแต่เคล็ดลับอยู่ที่การเลือกเฉดสีที่ เหมาะกับสภาพผิว และเลือกเน้นความมันวาวบนใบหน้าไม่เกินสองตำแหน่ง เช่น หากต้องการเน้นดวงตาและ ริมฝีปาก ก็ควรปล่อยให้ พวงแก้มเป็นสีแมทท์ เท่านี้ก็สวยกลางวันยันกลางคืนได้แล้ว&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;02 สูตรเก่า : เลือกสีลิปสติกให้เหมาะกับการแต่งหน้าโดยรวม&lt;br /&gt;ปฏิวัติใหม่ : แม็ทช์สีลิปสติกให้เหมาะกับสีผิว&lt;br /&gt;อย่าเพิ่งด่วนสรุป ว่าการเลือกลิปสติกต้องเลือกเฉพาะเฉดสีที่ชอบ หรือสีที่เข้ากับเครื่องสำอางที่มีอยู่ แต่ เราขอแนะนำให้คุณทำตัวเจ้าเล่ห์นิดๆ โดยการเลือกสีลิปสติกที่เข้ากับสีผิวของคุณจริงๆ เช่น เลือกมาสักหนึ่ง สีที่เข้ากับสีปากของคุณเด๊ะๆ เช่น สีชมพูอมนู้ด และสีแดงกุหลาบที่ ค่อนข้างจะเหมาะกับหลายสีผิว จากนั้น เลือกอีกสักสีที่สว่างกว่าสีผิว (ในหมวดสีเดียวกัน) เพื่อนำไปผสม หรือใช้โดดๆ เพื่อทำให้ใบหน้าดูสว่างขึ้น&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;03 สูตรเก่า : นวลเนียนด้วยการใช้ครีมรองพื้น&lt;br /&gt;ปฏิวัติใหม่ : ใช้ครีมรองพื้นปกปิดเฉพาะตำหนิและรอยแผล&lt;br /&gt;รู้หรือเปล่าว่าครีมรองพื้นนี่ล่ะ คือตัวเร่งการเสื่อมสภาพของผิวหน้า เพราะฉะนั้นจะดีสักแค่ไหน ถ้าปล่อย ให้ผิวหายใจบ้าง และนำเจ้าครีมหนาหนักตัวนี้มาทำหน้าที่ปกปิดจุดด่างดำ และรอยตำหนิต่างๆ บนใบหน้า แบบเฉพาะที่แทน ยกตัวอย่างเช่น แต้มครีมรองพื้นบนบริเวณที่มีรอยแดง เช่น จมูก แก้ม หรือคาง แล้วใช้ฟอง น้ำเกลี่ยไล้ไปทางไรผม จากนั้นใช้แป้งฝุ่นกดซับบนใบหน้าอีกครั้ง แล้วใช้เครื่องสำอางอื่นๆ ตามปกติ แค่นี้ใบ หน้าก็เบาสบาย ไม่ต้องกังวลเรื่องสิวอุดตันอีกต่อไป&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;04 สูตรเก่า : วาดลิปไลเนอร์ก่อนลงลิปสติกทุกครั้ง&lt;br /&gt;ปฏิวัติใหม่ : ใช้ลิปไลเนอร์เฉพาะโอกาสพิเศษก็พอ&lt;br /&gt;จริงอยู่ว่าดินสอเขียนขอบปากจะทำให้รูปปากดูชัดและสวยคมยิ่งขึ้น แต่หากให้นึกดูอีกที ก็ดูออกจะจริง จังในการแต่งหน้ามากไปสักหน่อย ยิ่งเทรนด์สมัยนี้ที่เน้นความสวยแบบธรรมชาติด้วยแล้ว เราจึงขอแนะนำ ให้คุณหยิบใช้เฉพาะวันสำคัญๆ ก็พอ ส่วนในวันธรรมดา ลองมองหาพู่กันปลายแหลมที่สามารถวาดขอบปาก ได้มาแทนที่ แม้จะไม่คมกริบเท่าดินสอ แต่เชื่อเถอะว่าจะทำให้คุณดูเป็นธรรมชาติมากกว่า และหากรอย ลิปสติกจางไปก็ยังสามารถ เติมได้ ไม่ดูน่าขันเหมือนตอนที่เหลือเฉพาะรอยดินสออย่างเดียวสักนิด&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;05 สูตรเก่า : เลือกอายแชโดว์ให้เข้ากับสีดวงตา&lt;br /&gt;ปฏิวัติใหม่ : ยิ่งเป็นอายแชโดว์ ยิ่งต้องตรงกันข้าม&lt;br /&gt;เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะหากยังเลือกสีที่เข้ากับสีตาเด๊ะๆ เช่น ถ้าดวงตาสีดำ หรือน้ำตาลก็เลือกสีเอิร์ธ โทน หรือถ้าดวงตามีสีสัน (ชาวตะวันตก) ก็เลือกสีที่เข้ากับสีตานั้นๆ การเลือกสีแบบนี้จะยิ่งทำให้คุณดูไม่น่า สนใจเข้าไปอีก จึงดีกว่าเป็นไหนๆ หากจะเลือกสีสันที่ตรงกันข้ามกับดวงตาเพื่อให้คุณดูเด่นเด้งขึ้นบ้าง ขอ แนะนำสำหรับสาวไทยที่มีตาสีดำถึงน้ำตาล ในการเลือก สีเขียวมรกต ไปจนถึงสีฟ้าเข้ม เพราะจะช่วยขับสีสัน ให้สดใสมากขึ้นกว่าเก่า (แต่อย่าลืมดูสีผิวตัวเองด้วยล่ะ)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;06 สูตรเก่า : เติมอายแชโดว์หลังการแต่งหน้า&lt;br /&gt;ปฏิวัติใหม่ : เติมอายแชโดว์เป็นอย่างแรก&lt;br /&gt;เหตุที่ช่างแต่งหน้ามักเติมอายแชโดว์หลังสุด ก็เพราะไม่ต้องการให้สีสันเปรอะเปื้อนใบหน้า และหากผิด พลาดไป ก็ทำให้ต้องลบและลงครีมรองพื้นใหม่อีกครั้ง คำแนะนำจากเราคือลง อายแชโดว์เป็นอย่างแรก โดย เริ่มจากการลงรองพื้นทั่วใบหน้า เติมแป้งฝุ่น แล้วลงสีสันบริเวณ ดวงตาตามที่ต้องการเขียนอายไลเนอร์ และ ปัดมาสคาร่าให้เสร็จสรรพ จากนั้นจึงไล่กลับไปที่การลงคอนซีลเลอร์ ปัดแก้ม และลงลิปสติกตามปรกติ โดย หลีกเลี่ยงบริเวณดวงตา หรือการเติมซ้ำ แค่นี้ก็จะประหยัดเวลา และพลังงานไปได้เยอะ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;07 สูตรเก่า : ใช้แปรงให้เหมาะกับการแต่งหน้า&lt;br /&gt;ปฏิวัติใหม่ : นิ้วนี่ล่ะ สุดยอดแปรงชั้นดี&lt;br /&gt;ไม่ปฏิเสธค่ะ ว่าแปรงแต่ละประเภทที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อการแต่งหน้า ต่างก็ช่วยให้การเติมเต็มสีสันเป็นไปอย่างง่ายดาย และทำให้การแต่งหน้าดูสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น แต่ผู้หญิง อย่างเราๆ ใช่ว่าจะแต่งแบบฟูลออพชั่น ประหนึ่งช่างแต่งหน้ามืออาชีพในทุกวันซะที่ไหน การลงทุนเรื่อง อุปกรณ์เสริมจึงควรทุ่มทุนแต่พอเหมาะ ส่วนที่เหลือก็ปล่อยให้นิ้วเรียวๆ ของเราทำหน้าที่นี้ไปเถอะค่ะ เช่น การใช้นิ้วกลางในการเกลี่ยอายแชโดว์สีหลักให้ทั่วเปลือกตา ก่อนที่ จะใช้นิ้วนางทาสีเข้มบริเวณหางตาเพื่อ ลงแสงเงา และใช้นิ้วกลางในการลงไฮไลต์อีกครั้งบริเวณ เปลือกตาที่นูนที่สุด ส่วนการลงลิปกลาสแบบทินท์ การใช้นิ้วแตะเบาๆ ก็ยังช่วยเกลี่ยให้ดู มันวาวได้ดีกว่าการใช้แปรงที่ทำให้ดูขาดมิติ รู้อย่างนี้แล้วก็ช่วย ประหยัดได้เยอะ จริงมั้ย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ที่มา  ผู้หญิงวันนี้&lt;/p&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-5678765282949750517?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/5678765282949750517/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_3362.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/5678765282949750517'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/5678765282949750517'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_3362.html' title=' ปฏิวัติการแต่งหน้า..บอกลาข้อห้ามสุดเชย'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-7426216860254659974</id><published>2009-02-15T04:54:00.000-08:00</published><updated>2009-02-15T04:58:16.570-08:00</updated><title type='text'> สูตรลดความอ้วน เห็นผลใน 3 เดือน!!</title><content type='html'>&lt;h3&gt;สูตรลดความอ้วน เห็นผลใน 3 เดือน!!&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0"&gt;&lt;br /&gt;&lt;tbody&gt;&lt;br /&gt;&lt;tr&gt;&lt;br /&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ให้เวลากับตัวเองในเวลา 3 เดือน ตามตารางที่ดิฉัน กำหนดให้คุณ รับรองว่าเห็นผลแน่ ในการมีรูปร่าง หน้าตาที่สวยกว่าเดิม แต่ขอย้ำนะคะว่าคุณจะต้อง ซื่อตรง ต่อตารางที่ ดิฉันกำหนดให้ ดิฉันจะกำหนดตารางเป็น 4 อาทิตย์ต่อเดือน ทั้งหมดก็จะเป็น 12 อาทิตย์ ในแต่ละอาทิตย์จะมีกิจกรรม ให้คุณทำครบ ถ้วน กระบวนความเป็นการดูแลตัวเองล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็นการกิน การดูแลผิวพรรณ การออกกำลังกายไปจนถึงการเสริมความงามให้กับตัวเอง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;     ขอบอกไว้ก่อนว่า ไม่ยากหรอกค่ะ เพียงแต่คุณต้องจัดระเบียบให้กับตัวเอง มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ไม่อีลุ่ยฉุยแฉก ปล่อยชีวิตให้กระจัดกระจายไปตามอารมณ์ ไร้ระเบียบแบบแผน พร้อมหรือยังคะ ที่จะทำตัวให้สวยภายในเวลา 3 เดือน ถ้าพร้อมแล้ว เริ่มอ่านตารางที่ดิฉันจัดให้ ขอให้ละเอียดหน่อยนะคะในการอ่าน และพึงปฏิบัติด้วยล่ะ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เริ่มเดือนแรก อาทิตย์ที่ 1&lt;br /&gt;1.. .เปลี่ยนนิสัยตัวเองให้ดื่มน้ำมากๆวันละ 8-10 แก้ว&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;2.. หันมารับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เป็นพวกโยเกิร์ตหรือนมที่มีแคลลอรี่ต่ำก็ได้ มีการจำกัด หารับประทานเนื้อดิบที่มีไขมันสูง เลือกรับประทานเฉพาะปลา หรือเป็ดไก่ที่ไร้หนัง เนยก็รับประทานได้ แต่ต้อง Low-Fat นะคะ และทั้งหมด ควรรับประทานพอประมาณ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;3.. .เริ่มที่จะขัดผิวกายของคุณก่อนการอาบน้ำเป็นประจำทุกวัน เพื่อช่วยให้มีการระบาย น้ำเหลืองให้หมุนเวียนไปตาม โครงสร้างของผิวทำให้ ทั่วร่าง เริ่มจากเท้าและฝ่าเท้าของคุณ ไปจบตรงแผ่นหลัง ให้แน่ใจเสมอว่า ทั่วถึงทั้งเรือนร่างทุกครั้งที่ทำ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;4.. .เริ่มว่ายน้ำอาทิตย์ละครั้ง ครั้งละ 20 นาที อย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อาทิตย์ที่ 2&lt;br /&gt;1.. รับประทานผลไม้ให้มากขึ้น รับประทานผลไม้สดวันละ 2-4 มื้อ จะรับประทานเป็นผลหรือคั้นน้ำก็ได้ จำพวกผลไม้ผลเล็กๆ หรือองุ่นให้ได้จำนวนปริมาณน้ำ 2 ช้อนโต๊ะใหญ่ต่อวัน&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;2.. .เริ่มหัดเดินให้ไกลๆบ้าง อย่าเวลาคุณไปทำงาน ถ้าระยะทางจากบ้านไปที่ทำงานไกลเกิน ก็ให้นั่งรถครึ่งเดินครึ่ง แต่ต้องเดินในที่ที่สบายเพื่อการผ่อนคลาย มิฉะนั้นก็มีทางเลือกอย่างอื่น คือเดินสัก 20 นาทีหลังมื้อเที่ยง ทำเช่นนี้สัก 3 วัน ใน 1 อาทิตย์ และทุกครั้งควรเดินอย่างคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;3.. นัดช่างผมกรรไกรทองสำหรับ การเปลี่ยนทรงผมใหม่ หรือจะเล็มผมที่ยาวแล้วก็ได้ และตั้งใจไว้เลยว่าคุณต้องทำเช่นนี้ทุกๆ 3 เดือน&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;4.. เคลียร์ตู้กับข้าวของคุณซะใหม่ ให้ทิ้งสิ่งต่างๆ ที่เป็นส่วนของการเพิ่มไขมัน ให้มีแผนการสำหรับการกินอาหารเพื่อสุขภาพเท่านั้น อย่างเช่น เนื้อปลาทะเลชิ้นบางๆ น้ำ หรือน้ำมันมะกอก ถ้าเป็นไปได้ ในตู้กับข้าว ตู้ใหม่ของคุณจะต้องมีอาหารหรือเครื่องดื่ม ที่มีปริมาณ น้ำตาลต่ำ หรือไร้น้ำตาลไปเลย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อาทิตย์ที่ 3&lt;br /&gt;1.. .เริ่มดูแลผิวพรรณ โดยการเข้าร้านเสริมสวยซะ โดยกรรมวิธีที่จะทำให้ผิวพรรณ คุณ ดูนุ่มนวลดุจธรรมชาติ อย่างเช่นเอาพืชทะเล มาพันร่าง เพื่อทำให้ผอม พร้อมกับ ครีมที่มีกลิ่นหอมมานวดร่างคุณ หรือไม่ก็ขัด ผิวคุณด้วยพืชพรรณตามธรรมชาติ ผิวคุณก็จะดูผุดผ่องขึ้นมาทันตา&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;2.. อาทิตย์นี้ก็อย่าลืมให้เวลากับการเดิน อาจจะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ตามสวนสาธารณะ หรือออกไปนอกเมืองไกลๆ แล้วใช้การเดินระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;3.. ตรวจดูการรับประทานคาร์โบไฮเดรตจำพวกแป้ง อย่างขนมปัง ธัญพืชหรือผลไม้อย่างมะเขือเทศ คุณควรที่จะควบคุมการรับประทานอาหารอย่างตั้งใจวันละ 6-8 มื้อ ขนมปังหั่นแผ่นบางๆสักชิ้น จะปิ้งหรือไม่ก็ได้ พวกธัญพืชสัก 3 ช้อนโต๊ะ ข้าวสัก 1 ช้อนโต๊ะ เส้นก๋วยเตี๋ยว หรือเส้น พาสต้า พร้อมใส่ไข่สัก 2 ฟอง กำลังดี พยายามเลือก ข้าวซ้อมมือ ขนมปัง หรืออาหารจำพวกเส้นที่มีคุณภาพ ควรรับประทานเป็น อาหารบำรุง หรืออาหารเสริม เพื่อให้ร่างกาย มีพลังงานใช้อย่างเต็มที่&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อาทิตย์ที่ 4&lt;br /&gt;1.. .ทำการบริหารหน้าท้อง เพื่อให้กล้ามเนื้อกระชับ โดยใช้วิธีง่ายๆแต่ทำเป็นประจำตลอดอาทิตย์&lt;br /&gt;a.. เริ่มด้วยการนอนราบไปบนแผ่นยางหนาสักหน่อย เพื่อกัน กระดูก ทิ่มพื้นชันเข่าขึ้น ให้เท้าราบไปกับพื้น มือประสาน กันไว้ที่ท้ายทอยแล้วยกส่วนก้นขึ้นเนื้อพื้นพอประมาณ พร้อมทั้งกดเกร็งหน้าท้อง แล้วหายใจออกอย่างช้าๆ โดยหลังยัง ติดกับพื้นอยู่ หลังจากนั้นก็ค่อยๆวางลงแล้วหายใจเข้าเป็น การผ่อนคลาย&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;b.. ยังอยู่ในท่าเดิม แต่มือประสารกันไว้ที่ท้ายทอยเพื่อ พยุงคอ เอาไว้ยกลำตัวขึ้น กดหน้าท้อง โดยการเกร็ง แล้วหายใจ ออกช้าๆ วางตัวนอนดังเดิมพร้อมหายใจเข้า ท่านี้เขาเรียกว่า sit up&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;c.. ในท่าเดียวกัน ยืดขาขวาให้ตรงกับลำตัว ในขณะที่ขาซ้ายยังชัน เข่าอยู่แล้วงอเข่าขวามาที่หน้าอก พร้อมยกลำตัวขึ้นบิด ไปทาง ขวาโดยให้ข้อศอกซ้ายแตะเข่าขวา เกร็งหน้าท้องไว้ อย่าลืม หายใจ ออกด้วย ทำสัก10-15 ครั้ง แล้วเปลี่ยนกลับไปทำอีกข้าง&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;2.. ตรวจดูการดื่มแอลกอฮอล์ของคุณว่าอย่ามีมากกว่า 15 หน่วยต่ออาทิตย์เพื่อความปลอดภัยสำหรับลูกผู้หญิงอย่างเรา 1 หน่วยเท่ากับไวน์ 1 แก้วหรือเบียร์ครึ่งเหยือก แค่นี้กำลังงามค่ะ ภายใน 1 อาทิตย์&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;3.. เลิกล้มความฝันสำหรับชุดว่ายน้ำหรือบิกินี่ คุณจะดูวิเศษที่สุดก็ต้องหลังสองเดือนไปแล้ว &lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;อาทิตย์ที่ 5&lt;br /&gt;1.. เริ่มดื่มน้ำที่คั้นมาจากพืชชนิดที่มีใบ อย่างเช่นน้ำยี่หร่าผสมน้ำเพื่อทำการกระตุ้นระบบการย่อยอาหารของคุณ จะดื่มหลังจากอาหารค่ำ ก็ได้(ไม่ควรดื่มขณะตั้งครรภ์) ดื่มชาผลไม้ เพื่อทำให้การหมุนเวียน ของเลือดดีขึ้น การทำงานของไตก็จะดีขึ้นไปด้วย การดื่ม มิ้นต์ (peppermint) จะช่วยในเรื่องระบบการย่อยอาหารเช่นกัน&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;2.. อาทิตย์นี้เดินให้มากขึ้นสัก 20-30 นาที ตลอดอาทิตย์ เพิ่มระยะทางและความเร็วในการเดินให้มากขึ้นด้วย ก้าวแต่ละก้าวควรให้นุ่มนวล และเยือกเย็น เรียกว่า &amp;quot;มีสมาธิในการเดิน&amp;quot;&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;3.. รับประทานผัก 3-5 มื้อต่อวัน เป็นผักรวมจานเล็กๆ ถ้าเป็นไปได้ควรเป็นผักสด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;วิธีทำสลัด (วิธีทำสลัดสไตล์คุณม้า)&lt;br /&gt;หอมใหญ่ 1 หัว (ขาวหรือแดงก็ได้) ผัดขม ผักกาดหอม ผักชีฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง 1 กำ ( ล้างและลอกเปลือกอย่างสะอาด)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นำผักมาล้าง หั่นหอมใหญ่เป็นแว่นๆ แล้วตกแต่งให้สวยงามด้วยหน่อไม้ฝรั่งกับผักชีฝรั่ง &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;น้ำสลัด อย่างง่ายๆ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;1 ช้อนโต๊ะสำหรับน้ำผึ้ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;1-2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พริกไทยป่น นิดหน่อย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; ริกหยวก บดละเอียด ผสมให้เข้ากัน แล้วราดลงบนผักสลัด ที่จัดเตรียม ไว้ รับรองอร่อยแน่&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;อาทิตย์ที่ 6&lt;br /&gt;1.. ต่อสู่เซลส์ผิวหนังด้วยการนวดตัวทุกวัน อันนี้เข้สถานบริการนวดตัวจะดีที่สุด อย่านวดด้วยตัวเองเลยค่ะ ลำบาก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;2.. ยังคงออกกำลังกายอยู่นะคะ และอย่าลืมยกน้ำหนักด้วยเวทข้างประมาณ 1-2 กิโล สองวันต่ออาทิตย์ บริหารหน้าท้องยังคงต้องทำอยู่สม่ำเสมอ นอนราบชันเข่ามือถือที่ยกนำหนักเอาไว้ ยกลำตัวขึ้น พร้อมกับยก น้ำหนักไว้ด้านหน้าให้สุดแขนและเมื่อเอาตัววางนอนลง ให้ค่อยๆวาง แขนลงช้าๆเหนือศรีษะ ทำสัก 8-15 ครั้งอาทิตย์ที่ 6 แล้ว คงต้องทำให้มัน หนักหน่อย คิดว่าคุณๆก็คงจะชินแล้วในการซิทอัพ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ยืนตัวตรง ยื่นขาขวาไปข้างหน้าพร้อมงอเข่า ยกน้ำหนักขึ้นโดยการ งอข้อศอกแล้วย่อตัวลง เก็บขากลับมา ยืนไว้ในท่าแรก จากนั้นสลับมาทำเหมือนเดิมกับขาข้างซ้ายบ้าง ท่านี้จะได้ทั้งกล้ามเนื้อขนด้านหน้า และขา&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ท่าลดต้นแขน ยืนตัวตรง มือทั้งสองข้างถือที่ยกน้ำหนักไว้ แล้วยกขึ้นเหนือศรีษะค่อยๆวางลงไปด้านหลังศรีษะ โดยให้ข้อศอก ชิดใบหูทั้ง สองข้าง ยกขึ้น ยกลงกล้ามเนื้อบริเวณแขนด้านในจะกระชับ ไม่หย่อน ยาน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;3.. อาจจะเต้นแอโรบิกหรืออกกำลังกายตามส่วนต่างๆของร่างกาย ตามวิดีโอ การบริหารร่างกายก็ได้นะคะ เลือกอันที่ดีๆหน่อยหรือไม่เช่นนั้น ก็ไปเต้น ตามสถานบริหารร่างกาย ดิฉันว่าจะสนุกกว่า&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;4.. เข้าเซาน่าหรือห้องอบไอน้ำ หลังจากนั้นก็นวดตัวซะด้วยเลย คุณๆลองทำ ตาม ตารางที่ดิฉันกำหนดให้ภายใน 6 อาทิตย์ดูสิคะ ว่าร่างกายคุณเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงขนาดไหน แต่การทำตามตารางต้องซื่อสัตย์ ต่อตัวเอง นะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกิน การออกำลังกาย การดูแลผิวพรรณ รวมไปถึงทั้งตัวตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า ตามที่ได้บอกไว้ข้างต้น รับรองว่า เห็นผลแน่&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อาทิตย์ที่ 7&lt;br /&gt;1.. ออกกำลังกายอย่างมุมานะด้วยเครื่องมือการออกกำลังกาย เช่น การถีบจักรยานอยู่กับที่สม่ำเสมอ การเดินในระยะทางไกลๆ หรือการเต้นแอโรบิก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;2.. จัดเตรียมนำผลไม้และน้ำผักสดไว้ดื่ม พร้อมกับการกินวิตามิน ผู้เชี่ยวชาญของโลกเขาบอกว่า การลดน้ำหนักที่ดีที่จะให้เห็นผลถึง 70 เปอร์เซนต์นั้นก็คือ การดื่มน้ำผลไม่หรือน้ำผักสด เพราะจะทำให้ย่อยง่าย และดูดซึมภายในเวลาเพียงแค่ 10-15 นาที ควรดื่มเป็นประจำทุกวัน วันละ 1 แก้ว ถ้าเยื่อก็ลองน้ำแอปเปิ้ล น้ำกล้วย น้ำมะละกอ และน้ำลูกพรุน หรือจะทำเป็นผลไม้รวมแบบค๊อกเทลอย่างองุ่น(เป็นลูก) มะละกอ (เป็นชิ้น) แอปเปิ้ล แครนเบอร์รี่ แล้วใส่น้ำส้มกับน้ำมะนาว ลงไป ก็จะทำให้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น สำหรับน้ำผักสด ผสมกันระหว่าง แครอท หัวผักกาดแดง&lt;br /&gt;และแตงกวา หรือขึ้นฉ่าย ผักกาดหอม และผักโขม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;3.. ออกกำลังกายในน้ำ โดยการยืนอยู่ในน้ำ หันหน้าเข้าขอบสระ เอามือจับขอบสระไว้ แล้วเตะขาไปข้างหลังสัก 30 วินาที แล้วเปลี่ยนอีกขาหนึ่งทำเช่นนี้สัก 10 ครั้งต่อข้าง เดินในน้ำสัก 3 นาที จากด้านหนึ่งของขอบสระไปอีกด้านหนึ่ง แล้วเหสี่ยงแขนไปด้วยพร้อมๆกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อาทิตย์ที่ 8&lt;br /&gt;1.. ถึงเวลาของการปรับปรุงการวางท่าทาง โดยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญทาง ด้านการออกกำลังกาย ในหนึ่งครั้งต่อวัน ยืนกางขาเล็กน้อย งอเข่าพอ ประมาณ แผ่นหลังตรง น้ำหนักอยู่ที่ส้นเท้า ทั้งสองข้าง หายใจออกและยืดส่วนท้องบริเวณสะดือและส่วนของกระดูกสันหลังขึ้น แขม่วส่วนกระดูกเชิงกรานเข้า แล้วเก็บก้น โดยให้รู้สึกว่า สองแก้มก้น ชิดสนิท แนบแน่น หายใจออกยาวๆ ทำเช่นนี้หลายๆครั้งเพื่อบริหาร กล้ามเนื้อ บริเวณ ท้องและก้น หายใจเข้า ออกในขณะ ที่คุณหมุนหัวไหล่เป็น รูปวงกลม และประสานมือยืดแขนขึ้นเหนือศรีษะ เป็นการยืดกล้าม เนื้อส่วนหลังทั้งหมดหลังจากนั้นก็ยืนตรงสบายๆ เป็นการผ่อนคลาย กล้ามเนื้อ บริเวณก้นสัก 30 วินาที แล้วเริ่มทำใหม่&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;2.. เอ๊กเซอร์ไซด์ระบบหายใจด้วยการยืนตรงหรือนั่งเอานิ้วมือทั้งสองกดเข้าหากันให้อยู่ระดับจมูก หายใจออกช้าๆ พร้อมกับกดนิ้วมือเข้าหากันอย่างแน่น ทิ้งไว้สัก 10 นาที แล้วหายใจออก พร้อม ผ่อนคลาย จึงกลับมาทำใหม่สัก 10 ครั้ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อาทิตย์ที่ 9&lt;br /&gt;1.. การเหยียบ step up เป็นกิจวัตรประจำวัน โดยถือที่ยกน้ำหนักด้วย สัก 21 ปอนด์ เริ่มต้นด้วยการก้าวยาวๆ ก้าวขาขวาขึ้นสเต็ป เหยียดแขนซ้ายออกไปข้างหน้า แขนขวาวงไว้ขางลำตัวแล้วสลับข้าง ทำอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 15 นาที แล้วค่อยๆช้าลง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;2.. ตรวจดูการรับประทานโปรตีนของคุณ ควรให้มีอาหารประเภทเนื้อวัว เนื้อเป็ด เนื้อไก่ ถั่วแห้ง ไข่ และถั่วลิสง 2-3 ชนิด ต่อวัน เนื้อหรือไก่ไร ้หนัง 2-3 ออนซ์ ปลาเนื้อขาว ไม่ทอด 4-5 ออนซ์ ไข่ 2 ฟอง สุกปานกลาง เนย 11/2 ออนซ์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;3.. การรักษาด้วยกระแสน้ำ ในการอาบน้ำของแต่ละวัน ให้น้ำอุ่นกรทบ ตัวโดยเร็ว แล้วเปลี่ยนเป็นน้ำเย็นสัก 20 วินาที กลับไปเป็นน้ำอุ่นอีกสัก 1-2 นาที จบด้วยการอาบน้ำเย็น เริ่มให้น้ำฉีดไปบนบริเวณหน้า เรื่อง ลงไปยังบริเวณแขนและขา รวมทั้งบริเวณหน้าอกและท้อง จบด้วย ส่วนหลัง ของคุณเพื่อเป็นการนวดตัวด้วยกระแสน้ำ แล้วเช็ดตัว ให้แห้ง ก่อนคลานขึ้นเตียง นอนพักสัก 20 นาที เป็นการพักฟื้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อาทิตย์ที่ 10&lt;br /&gt;1.. ปรับปรุงการออกกำลังกายของคุณให้ดีขึ้น โดยำสม่ำเสมอทุกวัน เป็นประจำแยกเท้าออกจากกันให้กว้างพอประมาณ โดยยืนอยู่ด้าน หลังก้าวอี้ มือขวาจับพนักเก้าอี้ไว้เป็นการพยุงตัว ใช้มือซ้ายแตะไว้ ตรงต้นคอ งอข้อศอกให้อยู่ระดับหลัง เอียงตัวไปทางซ้ายพร้อมงอเข่า บิดตัวลงให้&lt;br /&gt;ข้อศอกแตะเข่าด้านหน้า แล้วกลับมายืนในท่าเดิม เริ่มทำใหม่ แต่ตอนนี้บิดและเอียงตัวลงให้ข้อศอกแตะเข่าขวาด้านหน้า จึงกลับไป ทำอีกข้าง ทำข้างละ 20 ครั้งเป็นการบริหารเอว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;2.. อาทิตย์นี้ลงมือทำเล็บมือและเล็บเท้า พร้อมทั้งแต้มสีสันลงไปบนเล็บซะให้สวยบาดใจไปเลย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;3.. ขัดตัวด้วยเกลือ โดยเอาเกลือทะเลผสมกับน้ำมันโอลีฟนวด ไปบนตัวที่ยังชื้นอยู่แล้วค่อยล้างออก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อาทิตย์ที่ 11&lt;br /&gt;1.. สำหรับสุขภาพผิวที่เปล่งปลั่งหลังจากที่เราได้ทะนุบำรุงดูแล มาจนถึงอาทิตย์ นี้แล้ว เรามาเริ่มแต่งหน้ากันสักหน่อย จะดีกว่า ใช้รองพื้นสีที่เป็นธรรมชาติ เข้ากับสีผิว หรือจะใช้สีแทนสักหน่อยก็ได้ แต่ถ้าไม่ชอบสีแทนก็ให้ใช้ สีขาวกว่าผิวก็ได้เช่นกัน เพื่อเพิ่มความผุดผ่อง เป็นยองใย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;2.. บางครั้งอาจจะทดลองแต่งให้เข้ากับฤดูร้อน สิ่งจำเป็นที่สุดตัวครีมรองพื้น ควรจะมีมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ผสมอยู่ให้มากหน่อยเพื่อทำให้ผิวคุณดู สดใส ปัดแก้มเบาๆ ปัดมาสคารา ทาลิปมันและลิปสติก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สีอ่อนๆให้ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด คุณก็จะดูเป็นคนสวยที่มีสุขภาพดี 3..ควรจะเล่นกีฬานะคะ อาจะไปเรียนตีเทนนิส หรือไปร่วมเล่นซอฟท์บอลกับเขาในสวนสาธารณะก็ได้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อาทิตย์ที่ 12&lt;br /&gt;1.. จัดเตรียมชุดว่ายน้ำ จะวันพีซหรือทูพีซก็ได้แล้วแต่ตามใจชอบ แต่อย่าลืมแว็กซ์ขนบริเวณขอบบิกินี่ด้วยล่ะ ตามร้านเสริมสวยเขา ก็มีบริการ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;2.. ปกป้องแสดงแดดด้วยครีมกันแดด ใช้ครีมที่มีสาร SPF คุณสามารถมี ผิวสีแทนได้ แต่อย่าไหม้ ที่จริงแล้วก็มีครีมหลายตัวสำหรับกันแดด คุณเลือกหาเอาเองก็แล้วกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; 3.. สวยเห็นผล เอาละค่ะ ถ้าคุณทำครบตามตารางที่ว่าไว้ภายในสามเดือนแล้ว ไม่เห็นผล&lt;br /&gt; ดิฉัน(คุณม้า อรนภา) ยินดีคืนเงินให้ทันที แต่ถ้าได้ผลช่วยบอกดิฉันด้วยนะคะจะยินดีเป็นที่สุด&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-7426216860254659974?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/7426216860254659974/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/3_15.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/7426216860254659974'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/7426216860254659974'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/3_15.html' title=' สูตรลดความอ้วน เห็นผลใน 3 เดือน!!'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-3383407738043008928</id><published>2009-02-15T04:53:00.000-08:00</published><updated>2009-02-15T04:58:16.601-08:00</updated><title type='text'>จะทำอย่างไรให้ฟันขาว</title><content type='html'>&lt;h3&gt;จะทำอย่างไรให้ฟันขาว&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0"&gt;&lt;br /&gt;&lt;tbody&gt;&lt;br /&gt;&lt;tr&gt;&lt;br /&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ฟันเหลืองเกิดขึ้นจากสาเหตุใด &lt;br /&gt;ฟันคนเราปกติจะมีสีขาวเป็นมันวาว แต่บางคนจะมีฟันเหลือง หรือดำคล้ำ แลดูไม่สวยงาม โดยอาจจะเป็นเพียงบางซี่ หรือทุกๆซี่ก็ได้ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ฟันคนเราไม่ขาวก็จะมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน คือ &lt;br /&gt;1. การที่คนเรารับประทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีสี เป็นประจำ เช่น ชา กาแฟ &lt;br /&gt;การอมลูกอม สูบบุหรี่ ร่วมกับการที่เราแปลงฟันไม่สะอาดพอ จึงทำให้มีคราบอาหาร คราบแบคทีเรีย และหินปูน มาเกาะติดสะสมทีละน้อย ๆ จนเห็นเป็นสีเหลือง สีน้ำตาล หรือสีดำติดตามซอกฟัน &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;2. เกิดจากฟันผุ ซึ่งมักจะมีสีเหลืองเข้ม หรือสีน้ำตา โดยเฉพาะฟันที่อยู่ด้านหน้าทำให้ มองเห็นได้ชัดเจน&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;3. เกิดจากฟันตาย ซึ่งหมายถึง ฟันที่ไม่มีเลือด และประสาทฟันมาหล่อเลี้ยงทำให้ฟันมีสี ทึบ ไม่โปร่งเหมือนฟันที่มีชีวิตอยู่ ซึ่งจะเกิดขึ้นกับฟันที่ผุมาก ๆ และทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน จนฟันผุลุกลามถึงโพรงประสาทฟัน หรืออาจเกิดขึ้นกับฟันที่ได้รับอุบัติเหตุ หรือถูกกระแทกอย่างแรง จนมีการฉีกขาดของเส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงฟัน เมื่อทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่มีการดึงประสาทฟันออก ฟันจะยิ่งมีสีคล้ำมากขึ้น &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;4. ฟันมีสีผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด เนื่องมาจากโรคบางอย่าง หรือการได้รับยาบางชนิด มากเกินไป เช่น ยาเตตราซัยคริน ซึ่งการกินยาตัวนี้ จะมีผลต่อสีของฟัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการก่อตัวหรือสร้างฟันเท่านั้น คือ ฟันน้ำนม ในเด็กอายุ 3-9 เดือน และฟันแท้ในเด็กอายุ 3-12 ปี ทำให้ฟันแทบทุกซี่มีสีค่อนข้างเหลือง หรือเป็นสีเทาดำ นอกจากนี้อาจเกิดจากการได้รับฟลูออไรด์มากเกินไป จะมีจุดสีน้ำตาลบนฟัน ที่เรียกว่า ฟันตกกระ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;วิธีใดบ้างที่จะทำให้ฟันขาว มีกี่วิธี &lt;br /&gt;วิธีที่จะทำให้ฟันขาวนั้นมีอยู่หลายวิธี ขึ้นอยู่กับสาเหตุ และลักษณะของสีฟันที่ผิดปกติไป &lt;br /&gt;1. วิธีแรกที่ง่ายมากก็คือ การแปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึงหลังอาหารทุกมื้อร่วมกับการไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อขูดหินปูนและขัดฟัน ซึ่งการขัดฟันจะไม่ทำให้ฟันบางลงอย่างที่บางคนเข้าใจ ถ้าเกิดการมีฟันผุก็จัดการให้เรียบร้อย ในฟันหน้าทันตแพทย์จะกรอส่วนที่ผุ มีสีดำ หรือสีเหลืองออก แล้วอุดด้วยวัสดุที่มีสีเหมือนฟัน เท่านี้ ฟันก็จะมีสีขาวสะอาดได้เหมือนปกติ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;2. การฟอกสีฟัน คืออะไร &lt;br /&gt;การฟอกสีฟันในปัจจุบัน คือการฟอกสีฟันทั้งปาก ได้รับความนิยมจากบุคคลทั่วไป และ &lt;br /&gt;มีการวิวัฒนาการของยาที่ฟอกสีฟัน ทำให้ใช้ได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การฟอกสีฟันทั้งปาก ทำให้ 2 วิธี &lt;br /&gt;วิธีแรก เป็นวิธีที่จะต้องทำในคลินิก โดยทันตแพทย์จะเป็นผู้ทำ โดยใช้สารฟอกสี ซึ่งส่วนใหญ่ คือ สารประเภท Peroxide ที่มีความเข้มข้น 30-35 % ระยะเวลาในการทำในแต่ละครั้ง คือประมาณ 30 นาที - 1 ชั่วโมง &lt;br /&gt;วิธีที่สอง คือ คนไข้สามารถนำสารฟอกสีกลับไปทำเองได้ที่บ้าน โดยทันตแพทย์จะเตรียมอุปกรณ์ให้ แต่คนไข้ต้องกลับมาตรวจเป็นระยะตามที่ทันตแพทย์นัดสารฟอกสีที่ใช้ก็จะเป็นประเภทเดียวกับที่ทำในคลีนิค แต่จะมีความเข้มข้น น้อยกว่า คือ ประมาณ 2-10% ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย วิธีฟอกก็ไม่ยาก เพียงแต่บีบสารฟอกสีลงในถาดฟันยางที่ทันตแพทย์ทำเฉพาะไว้สำหรับแต่ละคน จำนวนน้ำยาที่ใส่ลงในถาดก็ประมาณเพียง 1 ใน 3 ของถาด แล้วสวมฟันยางไว้ วันละ 1-2 ชม. ทุกวันและจะต้องกลับไปพบทันตแพทย์ตามกำหนดนัด &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษามากน้อยแค่ไหน &lt;br /&gt;ระยะเวลาที่ใช้นั้นมักขึ้นอยู่กับสีและคราบคล้ำของฟัน ถ้าฟันมีสีเหลืองไม่มากก็อาจจะ ฟอกให้ขาวได้ในเวลา 2-3 สัปดาห์ แต่ถ้าหากฟันมีสีเหลืองเข้ม หรือสีเทาอ่อนก็อาจจะต้องฟอกให้ขาวได้นานพอสมควร แต่ใช้เวลาในการฟอกมากขึ้นเป็น 4-5 สัปดาห์ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สารฟอกสีมีอันตรายหรือผลข้างเคียงต่อเหงือกหรือฟันหรือไม่ &lt;br /&gt;อันตรายหรือผลข้างเคียงต่อเหงือกหรือฟัน ก็มีบ้างโดยเฉพาะชนิดที่ทำในคลินิกเพราะมี ความเข้มข้นสูง แต่ทันตแพทย์ผู้ทำเขาจะระมัดระวังและป้องกันเป็นอย่างดี ส่วนชนิดที่ทำที่บ้านนั้น จะต้องมีความเข้มข้นน้อย จึงไม่ค่อยมีอันตราย ถึงแม้ว่าเราอาจจะกลืนสารฟอกสีลงไปบ้างเล็กน้อย เพราะสารฟอกสีจะสลายตัวกลายเป็นน้ำได้ง่าย &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ส่วนอาการที่จะเกิดขึ้นก็อาจจะมีอาการแสบเหงือกและเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปาก เนื่องจากการระคายเคืองโดยตรงที่สัมผัสกับน้ำยา และอีกอาการหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ก็คือ การเสียวฟันหลังจากฟอกสี แต่ประสาทฟันจะมีการป้องกันตัวเองโดยธรรมชาติและอาการก็จะค่อย ๆ ทุเลาลงและหมดไปเมื่อเราหยุดฟอกสี นอกจากนี้ทันตแพทย์ก็อาจเคลือบได้การเคลือบฟลูออไรด์ การฟอกสีฟันทั้งปากไม่ได้ทำให้ฟันสึกกร่อนหรืออ่อนแอลงแต่อย่างไร &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ถ้าทำการรักษาเรียบร้อยแล้วจะต้องทำอีกหรือไม่ มีการทำแบบถาวรหรือไม่ &lt;br /&gt;การฟอกสีฟันเมื่อฟอกแล้วสีกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสภาพก่อนฟอก ถ้า เดิมสีค่อนข้างคล้ำ โอกาสคืนกลับสู่สีเดิมจะเป็นไปได้สูง ในเวลา 1-2 ปี แต่การฟอกสีฟันที่สีเหลืองอ่อน จะขาวได้นานประมาณ 3-4 ปี ทั้งนี้ต้องขึ้นกับความระมัดระวังป้องกันการติดสีจากคราบอาหารด้วย และเมื่อสีฟันคล้ำลงอีกก็สามารถใช้ยาฟอกสีฟันซ้ำได้อีก &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ส่วนวิธีอื่น ๆ ที่จะทำแบบถาวรก็มี เช่น &lt;br /&gt;- การทำเคลือบฟัน โดยทันตแพทย์จะกรอแต่งผิวเคลือบฟันด้านหน้าออกเล็กน้อย แล้ว ปิดทับด้วยวัสดุอุดสีขาว หรือสีเหมือนฟัน ตบแต่งให้ได้รูปร่างสวยงาม ซึ่งวิธีนี้ จะทำให้ฟันขาวค่อนข้างถาวรกว่าการฟอกสี แต่ก็ยังมีโอกาสเสื่อมได้ คือ อาจจะมีรอยแตก กะเทาะของวัสดุที่ทำเคลือบเมื่อใช้ไม่ระมัดระวัง แต่สามารถซ่อมแซมหรือทำใหม่ได้ไม่ยากนัก แต่วิธีนี้โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายก็จะแพงกว่าการฟอกสีฟัน นอกจากนี้ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่ง คือ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;- การทำครอบฟัน ทันตแพทย์จะกรอแต่งผิวเคลือบฟันออกทั้งซี่ ให้เหลือเป็นแกนแล้ว ทำฟันปลอมครอบทับลงไปติดแน่นด้วยซีเมนต์ทันตกรรม ฟันที่ดำหรือแตก บิ่น สารมารถทำครอบที่มีสีและรูปร่างให้สวยงามได้ดี จึงถือว่าเป็นการเปลี่ยนสีฟันได้อย่างถาวร แต่ค่าใช้จ่ายจะแพงกว่าการทำเคลือบฟัน และการฟอกสีฟัน &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ในเด็กสามารถทำได้หรือไม่ &lt;br /&gt;ในเด็กก็สามารถทำได้ แต่ไม่มีความจำเป็นต้องทำ ปกติเด็กก็จะมีฟันแท้ขึ้น อายุประมาณ 6-7 ปี ฟันแท้ที่ขึ้นมามักจะมีฟันเหลืองกว่าฟันน้ำนมอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็เป็นสีที่เป็นธรรมชาติจึงไม่จำเป็นต้องฟอกสีฟัน นอกจากรายที่มีความปกติจริง ๆ เท่านั้น &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ในกรณีใดบ้างที่ไม่สามารถทำได้ มีข้อห้ามบ้างหรือไม่ &lt;br /&gt;ข้อห้ามนั้นไม่มี แต่บางทีการจะตัดสินใจว่าจะฟอกสีฟันใหม่หรือไม่นั้น ก็จะขึ้นอยู่กับ ความจำเป็นด้วย บางคนคิดว่าตัวเองมีฟันสีเหลือง แต่จริง ๆ แล้วก็เป็นสีโทนปกติของฟัน &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;การฟอกสีฟันด้วยตนเองที่มีขายตามท้องตลาดนั้น สามารถทำเองได้หรือไม่ &lt;br /&gt;ยาฟอกสีฟันชนิดที่วางขายตามร้านค้า บุคคลทั่วไปสามารถซื้อไปฟอกเองที่บ้านได้ และ ยาสีฟันที่ทำให้ฟันขาวก็มีออกมาสู่ท้องตลาดมากขึ้น ซึ่งเป็นประเภทที่นอกเหนือจากการดูแลของทันตแพทย์ จึงยังไม่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ข้อแนะนำ &lt;br /&gt;ขอแนะนำในเรื่องของการแปรงฟันให้สะอาดหลังอาหารทุกมื้อ ร่วมกับ การใช้ไหมขัดฟัน เพราะการทำความสะอาดโดยการใช้แปรงสีฟันอย่างเดียวจะทำได้ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะตามซอกฟัน ในเรื่องของการบริโภคอาหาร ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงการกินของหวานและของเหนียวที่ติดฟัน ไม่กินจุกกินจิก และที่สำคัญหมั่นไปพบทันตแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจสุขภาพช่องปาก หากมีฟันที่ผุ ทันตแพทย์ก็จะจัดการอุดให้เรียบร้อย และขูดหินปูน ขัดฟัน เท่านี้คุณก็จะสุขภาพช่องปากที่สมบูรณ์ ฟันขาว สะอาด และสวยงามได้อย่างแน่นอน &lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-3383407738043008928?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/3383407738043008928/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_7472.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/3383407738043008928'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/3383407738043008928'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_7472.html' title='จะทำอย่างไรให้ฟันขาว'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-4678398950701908639</id><published>2009-02-15T04:51:00.000-08:00</published><updated>2009-02-15T04:58:16.686-08:00</updated><title type='text'>ใส่บราอย่างไร...ให้ทรงสวย</title><content type='html'>&lt;h3&gt;ใส่บราอย่างไร...ให้ทรงสวย&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0"&gt;&lt;br /&gt;&lt;tbody&gt;&lt;br /&gt;&lt;tr&gt;&lt;br /&gt;&lt;td&gt;การเลือกสวมใส่ “บรา หรือ ชุดชั้นใน” เป็นอีกสีสันหนึ่งที่จะทำให้ผู้หญิงสนุกกับแฟชั่นชุดชั้นใน เพื่อเสริมบุคลิกให้ดูดีแฝงไว้ด้วยความเซ็กซี่ ซ่อนเสน่ห์ของสาวยุคใหม่ ที่ชวนหลงใหล แบบไม่หลุดเทรนด์&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       - บราถอดสายได้ สำหรับสาวๆ ที่ชอบใส่เสื้อเกาะอก หรือสายเดี่ยว ให้ได้อวดเนินอกเซ็กซี่ ส่วนสาวหน้าอกเล็กก็จะดูไม่โป๊ แต่หากจะให้ดูเนินอกเซ็กซี่เหมือนสาวอกใหญ่ ควรเลือกบราที่มีเสริมฟองน้ำดันทรง จะได้ความเซ็กซี่ไม่แพ้กัน แต่อย่าลืมว่าควรเลือกขนาดให้พอดีกับทรวงอก ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป เพราะหากไม่พอดีกับสรีระ เวลาสวมใส่แล้วจะเกิดความไม่สบายใจ อาจทำให้เสียบุคลิกไปเลย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       - บราถอดไร้รอยตะเข็บ เหมาะสำหรับสาวๆ ที่ชอบใส่เสื้อยืดรัดๆ หรือเสื้อผ้าที่รัดรูป ซึ่งจะทำให้ไม่เห็นรอยเสื้อชั้นใน และช่วยลดปัญหารอยต่อของตะเข็บ ที่มักจะปรากฏให้เห็นเมื่อสวมใส่บราแบบมีตะเข็บ แถมลดปัญหาการเกิดรอยของบราบนเรือนร่าง ลดการเสียดสีและรอยด่างดำได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       - บราสไตล์สปอร์ต สาวๆ ที่รักการออกกำลังกาย หรือเข้าฟิตเนสต้องเลือกบราชนิดนี้ เพราะช่วยกระชับทรวงอกได้ดีเป็นพิเศษ เวลาที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายมากๆ การเลือกใส่บราสำหรับออกกำลังกาย บราต้องเก็บซับเหงื่อได้ดี ไม่ทำให้เกิดการหมักหมมของเชื้อราได้ เพราะเหงื่อจะทำให้บราเสียได้ง่าย ควรเปลี่ยนบราตัวใหม่ทุกครั้ง เวลาที่จะออกกำลังกาย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       - บอดี้สูท สาวหลายคนที่มีรูปร่างท้วม คงไม่ปรารถนาในการใส่บอดี้สูทสักเท่าไหร่ เพราะเมื่อใดที่ใส่จะทำให้ขยับกายค่อนข้างลำบาก อีกทั้ง การดีไซน์ของบอดี้สูทเมื่อก่อนจะเสริมเหล็กด้านหน้าและหลัง เพื่อเพิ่มความกระชับ แต่อาจทำให้ร่างกายเกิดการไหลเวียนของเลือดไม่ดี เพราะความแน่นของบอดี้สูท &lt;br /&gt;        &lt;br /&gt;       แต่ปัจจุบันการพัฒนาของบรามีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ผู้ใส่เกิดความสบายกระชับต่อรูปร่าง เน้นให้เห็นสรีระที่สวยงาม ไม่ควรสวมใส่บอดี้สูทขณะที่ร่างกายเปียกหรือชื้น เพราะจะทำให้ดึงรั้งบอดี้สูทขึ้นค่อนข้างยาก ดังนั้น ควรเช็ดตัวให้แห้ง หรือทาแป้งฝุ่นก่อน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       - บราสายเสื้อกล้าม เหมาะสำหรับสาวๆ ที่ชอบใส่เสื้อกล้าม ช่วยให้ไม่เห็นสายเสื้อชั้นใน เป็นบราที่ใส่ง่ายเพราะส่วนใหญ่ตะขอจะอยู่ด้านหน้า ช่วยกระชับในการสวมใส่ สะดวกสบายทุกอิริยาบถ&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-4678398950701908639?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/4678398950701908639/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_605.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/4678398950701908639'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/4678398950701908639'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_605.html' title='ใส่บราอย่างไร...ให้ทรงสวย'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-610851405804567670</id><published>2009-02-15T04:49:00.000-08:00</published><updated>2009-02-15T04:58:16.715-08:00</updated><title type='text'>เคล็ดลับขาสวย ของสาวออฟฟิศ</title><content type='html'>&lt;h3&gt;เคล็ดลับขาสวย ของสาวออฟฟิศ&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0"&gt;&lt;br /&gt;&lt;tbody&gt;&lt;br /&gt;&lt;tr&gt;&lt;br /&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สำหรับสาวออฟฟิศนั้น ส่วนใหญ่ จะใช้เวลาทั้งวันนั่งอยู่กับเก้าอี้ วางนิ้วอยู่บนคีย์บอร์ด และสายตาจับจ้องอยู่กับหน้าคอมพิวเตอร์ สาวๆ รู้หรือไม่คะว่า การนั่งเป็นเวลานานๆ โดยที่เราไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถเลยนั้น คือสาเหตุหลักของการเกิดเส้นเลือดขอด&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;เพราะการที่เรานั่งเป็นเวลานานๆ นั้น ทำให้เส้นเลือดที่ไหลลงมาหล่อเลี้ยงขาไม่สามารถไหลเวียนกลับขึ้นสู่หัวใจได้สะดวก ซึ่งอาการเช่นนี้จะส่งผลให้หลอดเลือดขาโป่งพอง หรือขอดขด จนอาจไปดันเซลล์และอวัยวะส่วนอื่นที่อยู่ใกล้เคียงเหตุนี้จึงทำให้คุณรู้สึกปวดเมื่อยขา และขาบวมขึ้น แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ล่ะ จะทำอย่างไร วันนี้เรามีวิธีการแก้อาการเส้นเลือดขอดสำหรับสาวออฟฟิศมาฝากกันค่ะ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สาเหตุที่สาวออฟฟิศต้องดื่มน้ำมากๆ ก็เพราะว่าป้องกันเลือดในร่างกายไม่เข้มข้นเกินไปจนไหลเวียนไม่สะดวก ทั้งนี้ในปริมาณ2 ลิตรของน้ำที่ดื่มอาจเป็นน้ำผลไม้ น้ำผักสมุนไพร น้ำนม หรอน้ำซุปก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำเปล่าธรรมดา แต่ก็ไม่ควรเป็นเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรือแอลกอฮอล์ เพราะเครื่องดื่มดังกล่าวจะยิ่งทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;อย่านั่งทำงานนานเกิดเหตุ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;คุณควรที่จะลุกเดินไปไหนมาไหน ยืดเส้นยืดสายซะบ้างนะคะ เพื่อเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่อ่อนล้า ไม่เช่นนั้นก็ควรบริหารเท้าด้วยท่าง่ายๆ ทุกๆ ชั่วโมง อย่างเช่น หมุนข้อเท้า หุบและยกนิ้วเท้าขึ้นลงไปมา ท่าบริหารแบบนี้ก็จะช่วยคุณผ่อนคลายได้เยอะเลยล่ะ ลองดูสิ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;บอกลาเสื้อรัดติ้ว&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สาวๆ ที่มีรูปร่างค่อนข้างจะอวบทั้งหลาย ประเภทที่ชื่นชอบการใส่เสื้อตัวเล็กๆ จนปลิ้นน่ะ .. ฟังทางนี้ คุณควรเปลี่ยนการแต่งตัวซะใหม่นะคะ เพราะการใส่เสื้อรัดติ้วนั้น จะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก รวมไปถึงการรัดเข็มขัดที่แน่นจนเกินไป ประมาณว่าอยากจะโชวืว่ามีเอวกับเค้าว่างั้นเถอะ .. อย่าเลย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;นอนในท่าเหยียดตรง&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สาวออฟฟิศที่ทำงานหนักมาตลอดทั้งวันเช่นคุณ ควรจะปรับเปลี่ยนท่านอนซะใหม่ คุณควรนอนในท่าที่ถูกต้อง ไม่ควรนอนตัวงอคุดคู้ ควรจะปล่อยให้ขาเหยียดตรงอย่างผ่อนคลายไปเลย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ถ้าคุณไม่อยากเป็นแม่สาวเส้นเลือดขอดล่ะก็ .. คุณควรจะปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวันซะใหม่นะคะ หากคุณทำได้ก็จะกลายเป็นเวิร์คกิ้งวูแมน ที่ทั้งเก่งและทั้งเป็นสาวขาสวยจนน่าอิจฉาอีกด้วยล่ะคะ ...&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ที่มา : Woman&amp;rsquo;s Story&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-610851405804567670?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/610851405804567670/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_165.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/610851405804567670'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/610851405804567670'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_165.html' title='เคล็ดลับขาสวย ของสาวออฟฟิศ'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-6383086232037504195</id><published>2009-02-15T04:48:00.000-08:00</published><updated>2009-02-15T04:58:16.726-08:00</updated><title type='text'>วิธี ถนอมริมฝีปากสวย</title><content type='html'>&lt;h3&gt;วิธี ถนอมริมฝีปากสวย&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0"&gt;&lt;br /&gt;&lt;tbody&gt;&lt;br /&gt;&lt;tr&gt;&lt;br /&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ริมฝีปากที่ดูสวยและชุ่มชื้น คงเป็นเสน่ห์อันน่าหลงใหลอีกหนึ่งอย่างบนใบหน้า ที่สามารถดึงดูดความสนใจจากชายหนุ่มผู้พบเห็น บางคนที่ยังคิดว่า ริมฝีปากของตนเองนั้นยังแลดูไม่สวยงามเพียงพอ วันนี้เรามีวิธีการถนอมริมฝีปากแบบง่ายๆมาฝากกันค่ะ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;1. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 4-6 แก้ว เพื่อป้องกันการเกิดร้อนใน ซึ่งถ้าหากเป็นร้อนในแล้วจะทำให้ปากแห้งหรือ แตกลอกเป็นขุยได้ง่าย &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;2. สำหรับหลาย ๆ คนที่เคยเข้าใจว่า เมื่อรู้สึกว่าริมฝีปากแห้งนั้น ก็ใช้ลิ้นเลียริมฝีปากบ่อย ๆนั้น ขอแนะนำให้คุณเปลี่ยนความคิดและเลิกทำไปได้เลย เพราะในน้ำลายจะมีเอนไซม์ที่ทำให้ริมฝีปากของคุณแห้งกว่าเดิม แถมยังทำให้ริมฝีปากมีสีคล้ำขึ้นอีก &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;3. ก่อนนอนควรทาลิปกลอส หรือ ลิปมันเป็นประจำ เพื่อเป็นการเพิ่มความชุ่มชื้น และป้องกันริมฝีปากแตก หรือเป็นขุยได้ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;4. เวลาที่ริมฝีปากของคุณเป็นแผล ไม่ควรที่จะแกะสะเก็ดแผลเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้อาการของแผลแย่ลงแล้ว ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อและทำให้ปากที่ลอกหายยากขึ้นอีกด้วย &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;5. เมื่อต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง อย่าลืม !!.... ทาลิปสติกที่มีส่วนผสมป้องกันรังสียูวี &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;6. ระวัง!... ยางผลไม้บางชนิด เพราะเมื่อมันสัมผัสกับริมฝีปากของคุณแล้วจะทำให้ริมฝีปากมีสีคล้ำได้ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;7. หากมีปัญหาปากเป็นขุย หลังแปรงฟันเสร็จใหม่ ๆ ในขณะที่ริมฝีปากยังชุ่มชื้นด้วยน้ำอยู่ ให้ใช้แปรงสีฟันแปรงเบา ๆ ที่ริมฝีปากบนและล่าง เพื่อให้ขุยหรือสะเก็ดลอกออก จากนั้นจึงใช้ลิปมันทาบางๆ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;เคล็ดไม่ลับทั้ง 7 ข้อ ที่บอกกันไป คงไม่ยากสำหรับสาว ๆ ที่อยากมีริมฝีปากสวย สะดุดตา ใช่ไหมหล่ะ &lt;/p&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-6383086232037504195?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/6383086232037504195/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_6253.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/6383086232037504195'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/6383086232037504195'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_6253.html' title='วิธี ถนอมริมฝีปากสวย'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-2631599616580203829</id><published>2009-02-15T04:46:00.000-08:00</published><updated>2009-02-15T04:58:16.763-08:00</updated><title type='text'>แก้ปัญหาการแต่งหน้าด้วยตัวเอง</title><content type='html'>&lt;h3&gt;แก้ปัญหาการแต่งหน้าด้วยตัวเอง&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0"&gt;&lt;br /&gt;&lt;tbody&gt;&lt;br /&gt;&lt;tr&gt;&lt;br /&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;เมื่อถึงเวลาที่คุณจะต้องนั่งอยู่หน้ากระจก ใช้แปรงปัด ปลายนิ้ว หรือพู่กัน บรรจงวาดสีสันลงบนใบหน้าของตัวเอง คุณคงรู้สึกได้ว่าบางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะที่จะแต่งหน้าให้ออกมาสวยสมบูรณ์อย่างที่ต้องการ เพราะเกิดมีปัญหาซ้ำซากขึ้นมากวนอกกวนใจ แก้อย่างไรก็ไม่ตกสิน่า&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;หลังจากลองสอบถามสาวๆ หลายต่อหลายคน ก็พอจะรวบรวมปัญหายอดฮิตมาได้ดังนี้แถมด้วยวิธีแก้ไขอย่างง่ายๆ มาฝากกันด้วยละค่ะ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;มาสคาร่าจับกันเป็นก้อน &lt;br /&gt;ไม่ทราบว่าในรอบศตวรรษนี้ คุณเคยซื้อมาสคาร่าใหม่ให้ตัวเองบ้างหรือยังคะ ถ้าไม่ก็คงเป็นได้ที่ว่ามาสคาร่าของคุณน่ะมันหมดอายุใช้งานซะแล้ว เพราะการจับตัวเป็นก้อนคืออาการที่บ่งบอกว่ามาสคาร่านั้นเก่าเกินไป เคล็ดลับของผู้เชี่ยวชาญด้านเมคอัพในการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วนก็คือ ใช้น้ำฉีดแปรงปัดให้ชุ่ม หรือทำให้ลื่นด้วยน้ำยาล้างตา ( แต่วิธีนี้อาจใช้ไม่ได้ผลกับมาสคาร่าชนิดกันน้ำ )หรือถ้าหากมาสคาร่าจับตัวเป็นก้อนอยู่ที่แปรงปัดแล้ว คุณสามารถทำให้มันละลายออกได้โดยจุ่มแปรงลงในอาย-เมคอัพ รีมูฟเวอร์ ( น้ำยาที่ใช้สำหรับเช็ดเครื่องสำอางที่เปลือกตาโดยเฉพาะ ) เล็กน้อย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;รอยคล้ำใต้ตาที่ดูน่าเกลียด&lt;br /&gt;ก่อนอื่นต้องแน่ใจเสียก่อนว่าคุณนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพราะรอยคล้ำที่ไม่ได้เกิดจากการอดนอนนั้นสามารถจะทำให้จางลงได้ในบางกรณีเท่านั้น ซึ่งวิธีที่พอจะทำได้ก็คือ ทาด้วยครีมไลท์เทนนิ่ง ที่มีส่วนผสมของ ไฮโดรควิโนน เรตินอล หรือ กรดอัลฟา ไฮดร็อกซี่ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติทำให้ผิวขาวขึ้นทั้งสิ้น แต่บางครั้งผิวใต้ตาซึ่งเป็นส่วนที่บางกว่าผิวส่วนอื่นก็มักจะ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ปรากฎรอยเส้นเลือดให้เห็นได้ง่าย ในกรณีนี้ครีมลบริ้วรอยไม่สามารถช่วยได้ แต่คุณสามารถที่จะใช้คอนซีลเลอร์ทาเพื่อปกปิดได้&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;คอนซีลเลอร์ทำให้หน้าดูขาวเว่อร์&lt;br /&gt;การพยายามที่จะใช้คอนซีลเลอร์ทาบนผิวที่แห้งรอบๆ ตาอาจทำให้หน้าของคุณมีรอยขาวเว่อร์เป็นวงอย่างเห็นได้ชัด ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นก็เพราะว่าโดยปกติแล้ว การทาคอนซีลเลอร์จะทำได้กลมกลืนกับผิวที่เนียนเรียบ ซึ่งบางครั้งผิวขรุขระก็อาจเกิดขึ้นได้จากการล้างหน้าที่รุนแรงเกินไป ดังนั้นคุณควรจะลองเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าอย่างอ่อนๆ ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม สีย้อมผ้า และลาโนลิน หรือจะทาด้วยม้อยซเจอไรเซอร์ก็ช่วยได้เหมือนกัน&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;รอยแตกของอาย แชโดว์&lt;br /&gt;เมื่อสีของอาย แชโดว์ปรากฎเป็นรอยแตก คุณอาจจะคิดว่าสาเหตุมาจากผิวของคุณแห้งเกินไป แต่ที่พบส่วนใหญ่แล้ว ปัญหานี้มักเกิดเนื่องมาจากครีมที่ผสมอยู่ในอาย แชโดว์มากกว่าค่ะ วิธีแก้ไขก็ง่ายๆ ให้ใช้พัฟแห้งๆ กดลงไปเบาๆ ที่เปลือกตาหลังปัดอาย แชโดว์แล้ว พัฟจะดูดซับเอาน้ำมันส่วนเกินออกโดยยังคงสีสันของอาย แชโดว์เอาไว้เท่าเดิม&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;อาย เมคอัพ ที่ล้างออกยาก&lt;br /&gt;มาสคาร่าชนิดกันน้ำจำเป็นต้องใช้รีมูฟเวอร์ ที่ทำขึ้นสำหรับรอบตาโดยเฉพาะ หรือที่เรียกว่า อาย เมคอัพ รีมูฟเวอร์ จึงจะสามารถเช็ดเครื่องสำอางออกได้หมดจด ซึ่งอาย รีมูฟเวอร์จะแตกต่างกับคลีนเซอร์ทั่วไปที่ใช้กับส่วนอื่นของใบหน้าตรงที่ว่า มันจะมีน้ำมันเป็นส่วนผสมหลักที่ช่วยให้เช็ดคราบเครื่องสำอางออกได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องถูหน้าแรงเกินไป และแน่นอนที่ว่าน้ำมันสามารถจะทำให้รูขุมขนอุดตันได้ ดังนั้นเวลาใช้อาย รีมูฟเวอร์ จึงควรระวังอย่าให้มีคราบน้ำมันตกค้างอยู่บนใบหน้า หากยังมีมาสคาร่าติดอยู่ตรงปลายๆ ของขนตา ก็ให้ใช้คอตต็อน บัด จุ่มน้ำยาค่อยๆ ปัดออก&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;คราบลิปสติกติดฟัน&lt;br /&gt;วิธีแก้คงจะมีอยู่อย่างเดียวก็คือ ใช้ทิชชูเช็ดออกนั่นละค่ะ แต่ครั้งต่อไปใช้วิธีป้องกันคงจะดีกว่า นั่นก็คือเวลาทาลิปสติก อย่าทาเข้าไปจนลึกนัก และเมื่อทาเสร็จแล้ว เม้มปากด้วยกระดาษทิชชู ก็จะช่วยไม่ให้สีของลิปสติกเลอะติดฟันของคุณอีกต่อไป&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;รอยขอบปากที่ไม่น่าพิศมัย&lt;br /&gt;อุตส่าห์จะเขียนขอบปากทั้งที แทนที่จะเสริมรูปปากให้ดูสวยเซ็กซี่ขึ้น กลับเห็นเป็นรอยไม่น่าดูสักนิด คราวหน้าลองแก้ตัวใหม่ เลือกใช้ลิป ไลเนอร์โทนสีกลางๆ เข้าไว้ และอย่าวาดให้เกินออกมานอกขอบปากจริงของคุณเข้าล่ะ ทางที่ดีควรจะวาดขอบปากซะก่อน แล้วค่อยบรรจงทาลิปสติกอย่าให้เกินขอบปากที่วาดไว้ เสร็จแล้วใช้พู่กัน หรือค็อตตอน บัด หรือใครจะถนัดใช้ปลายนิ้วก็ย่อมได้ เกลี่ยเส้นขอบปากให้กลมกลืนไปกับสีลิปสติกข้างใน เท่านี้ก็จะไม่มีรอยแตกต่างปรากฎให้เห็นเลยค่ะ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ลิปสติกเลือนหาย&lt;br /&gt;บรรจงทาลิปสติกเสียดิบดี แต่ 5 นาทีต่อมากลับไม่เหลือสีให้สวยอีกต่อไป ปัญหานี้มักเกิดกับลิปสติกชนิดที่มีความมันวาวหรือ ลิป กลอส ซึ่งถ้าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบลิปสติกชนิดนี้ คุณก็ต้องคอยระมัดระวังเป็นพิเศษละค่ะ แต่ถ้ามันทำให้คุณต้องคอยพะวงอยู่กับปากของตัวเองตลอดเวลา ก็น่าจะลองเปลี่ยนมาใช้ลิปสติกชนิดสีด้านหรือ matte lipstic ซึ่งจะติดทนนานกว่า หรือใช้ดินสอทาปากผสมกับลิปสติกสีด้าน แล้วตบทับด้วยแป้งฝุ่นบางๆ ก็จะได้สีสวยที่ติดทนนานเช่นกัน&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ลิปสติกเยิ้มออกมานอกปาก&lt;br /&gt;ใครที่สูบบุหรี่ก็ควรจะเลิกได้แล้วค่ะ ถ้าคุณไม่สูบบุหรี่และขัดริมฝีปากเป็นประจำ ( โดยใช้แปรงสีฟันเด็กขนนุ่มขัดเบาๆ หรือใช้บาล์มผสมเม็ดขัดธรรมชาติ เช่น grainy balm ) รวมทั้งใช้ลิปสติกชนิดสีด้าน ก็จะช่วยแก้ปัญหาลิปสติกเยิ้มออกมานอกปากได้ นอกจากนั้นยังควรระมัดระวังการวาดเส้นขอบปากไม่ให้ชิดกับขอบปากจริงของคุณมากเกินไปด้วยนะคะ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;รองพื้นที่ทำให้รูขุมขนดูหยาบกร้าน&lt;br /&gt;รูขุมขนที่ใหญ่มักจะหมายถึงผิวที่ค่อนข้างมัน ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องทำก็คือดูดเอาความมันนั้นออก โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้รองพื้นชนิดที่เป็นแป้ง เพราะรองพื้นชนิดนี้คุณทาตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น และจะไม่ไหลย้อนเข้าไปอุดตันในรูขุมขนหรือตามรอยย่นของผิวเหมือนกับชนิดครีมหรือน้ำ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ม้อยซเจอไรเซอร์ที่จับอยู่บนผิวหน้า&lt;br /&gt;เหตุที่ม้อยซเจอไรเซอร์ไม่ซึมเข้าสู่ผิวก็เพราะว่าผิวของคุณมีน้ำมันมากเกินไปนั่นเองค่ะ การจัดการกับปัญหานี้จึงอยู่ที่การขจัดน้ำมันส่วนเกินบนผิวหน้าให้ลดน้อยลงโดยใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้าที่มีส่วนผสมของกรดอัลฟา ไฮดร็อกซี่ และควรทาม้อยซเจอไรเซอร์ทันทีหลังอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ ขณะที่ผิวยังมีความชื้นอยู่ นอกจากนี้แล้วคุณต้องดูด้วยว่าม้อยซเจอไรเซอร์ที่คุณใช้นั้นเป็นชนิดครีมซึ่งเข้มข้นเกินไปหรือเปล่า ถ้าคิดว่าใช่ ก็ลองเปลี่ยนมาใช้ชนิดโลชั่นซึ่งเนื้อจะเบากว่า จึงช่วยให้ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ง่ายกว่าด้วย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ด้วยเคล็ดลับอย่างง่ายๆ เหล่านี้ คงจะช่วยแก้ปัญหาของคุณให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี หวังว่าครั้งต่อไป คุณคงจะสนุกกับการใช้ศิลปะหน้ากระจกมากขึ้นนะคะ&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-2631599616580203829?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/2631599616580203829/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_8906.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/2631599616580203829'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/2631599616580203829'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_8906.html' title='แก้ปัญหาการแต่งหน้าด้วยตัวเอง'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-6721900240299940272</id><published>2009-02-15T04:44:00.000-08:00</published><updated>2009-02-15T04:58:16.791-08:00</updated><title type='text'>สาเหตุที่ทำให้เกิดสิว</title><content type='html'>&lt;h3&gt;สาเหตุที่ทำให้เกิดสิว&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0"&gt;&lt;br /&gt;&lt;tbody&gt;&lt;br /&gt;&lt;tr&gt;&lt;br /&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สิว นี่นับว่าปัญหาโลกแตกสำหรับสาว ๆ หรือหนุ่ม ๆ ทุกคนเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าเราจะรับมือ หรือพยายามป้องกันยังไงก็แล้วแต่ สิวก็ยังตามมาก่อกวนให้เราหงุดหงิดรำคาญใจได้เสมอทีเดียว &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;เกร็ดความงามเดือนนี้ก็เลยไปรวบรวมสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวมาบอกเล่าเก้าสิบกัน เพื่อจะได้ช่วยให้ทุกคนป้องกันตัวเองได้มากขึ้นกว่าเดิม ถ้าอย่างนั้นไปเริ่มกันที่สาเหตุแรกกันเลยดีกว่าค่ะ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;อาหารที่มีไขมัน &lt;br /&gt;อาหารกับมนุษย์เป็นของคู่กันอยู่แล้ว ครั้งจะให้เรางดทานอาหารเพื่อไม่ให้สิวขึ้นเห็นจะเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าเราสามารถหลีกเลี่ยงอาหารบางประเภทได้ โดยเฉพาะ อาหารมัน ๆ ที่มีไขมันมาก ๆ เช่น ของทอด หรืออาหารที่มีเนยเป็นส่วนผสม แต่ข้อนี้ก็ยังไม่ได้มีการยืนยันทางการแพทย์นะคะว่าอาหารจะมีผลต่อการเกิดสิวหรือเปล่า แต่เราก็สามารถป้องกันไว้ก่อนได้ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เครื่องสำอาง &lt;br /&gt;การเลือกใช้เครื่องสำอางก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเครื่องสำอางบางชนิดอาจทำให้ต่อมไขมันใต้ผิวขยายตัว เกิดการอุดตันได้ง่าย เพราะฉะนั้นจึงควรเลือกใช้รองพื้นที่เขียนไว้ว่าเป็น Oil Free หรือเครื่องสำอางที่เขียนไว้ว่า Non Comedogenic เพื่อป้องกันการเกิดสิวนะคะ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;การล้างหน้า &lt;br /&gt;การล้างหน้าของคนเราจะทำให้เกิดสิวได้ยังไง หลายคนอาจจะงง ไม่ต้องงงค่ะ เพราะว่าการล้างหน้าที่บ่อยเกินไปจะทำให้เกิดการเสียดสีผิวหน้าอย่างรุนแรง ทำให้ผิวเกิดความระคายเคือง ดังนั้นจึงควรล้างหน้าไม่เกินวันละ 2 ครั้ง แต่ถ้าผิวมันมากก็อนุญาตให้เป็น 3 ครั้ง ก็พอแล้วค่ะ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เหงื่อ &lt;br /&gt;จัดว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดสิวเลยก็ว่าได้ เพราะความชื้นนี่เป็นตัวการทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่คับเกินไป ทำให้ไม่มีการระบายที่ดี หรือเมื่อเกิดเหงื่อแล้วก็ควรรีบทำความสะอาด ก็จะช่วยลดสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวขึ้นได้ค่ะ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ยา &lt;br /&gt;โดยเฉพาะยาที่มีฮอร์โมนสูง สังเกตุง่าย ๆ เวลาก่อนผู้หญิงจะมีประจำเดือนมักจะเกิดสิวเยอะกว่าปกติ เพราะระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ดังนั้นยาที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน ก็อาจเป็นสาเหตุได้เช่นกัน แต่ในทางกลับกันยาที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงก็จะช่วยควบคุมอาการสิวได้ด้วย &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ความเครียด &lt;br /&gt;ถึงแม้จะไม่มีรายงานทางการแพทย์มายืนยัน แต่เราก็สามารถสังเกตุได้ง่าย ๆ ว่าเวลาที่ใกล้ช่วงสอบ หรือว่าเป็นช่วงที่งานรัดตัวมาก ๆ สิวก็พร้อมผุดออกมาเฉิดฉายบนใบหน้าทันที นั่นอาจเป็นเพราะความเครียดมากเกินไปจะทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกตินั่นเองนะคะ &lt;br /&gt;เมื่อเรารู้ถึงสาเหตุเหล่านี้แล้ว ก็จะสามารถเตรียมการรับมือได้อย่างมั่นใจแล้วใช่ไหมคะ &lt;/p&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-6721900240299940272?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/6721900240299940272/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_6461.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/6721900240299940272'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/6721900240299940272'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_6461.html' title='สาเหตุที่ทำให้เกิดสิว'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-709865032498851208</id><published>2009-02-15T04:37:00.000-08:00</published><updated>2009-02-15T04:45:19.324-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความร่างกายและจิตใจ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพจิต'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความความสวยความงาม'/><title type='text'>หยุดวิธี... ที่จะทำร้ายเส้นผมให้แตกปลายเสียที</title><content type='html'>&lt;h3&gt;หยุดวิธี... ที่จะทำร้ายเส้นผมให้แตกปลายเสียที&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;br /&gt;&lt;tr&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สวัสดีค่ะ สาว ๆ ทั้งผมสั้นและผมยาวทั้งหลาย คุณคงจะเคยประสบกับปัญหาผมแตกปลายกันมาแทบจะทุกคนแล้วใช่มั๊ยคะ แก้ยังไงก็ไม่หายสักที ถึงขนาดลงทุนตัดผมที่แตกปลายทิ้งไปก็แล้ว ตัดผมสั้นแล้วก็ตาม พอผมยาวขึ้นมาหน่อย ก็ไม่วาย หนีไม่พ้นปัญหาผมแตกปลายกันอีกใช่มั๊ยล่ะ ไม่ต้องกังวลใจไปหรอกค่ะ คุณสาว ๆ ทุกคนก็สามารถมีผมที่สวยได้ เพียงแต่ถ้าคุณรู้วิธีในการหยุด... ที่จะทำร้ายเส้นผมของคุณ วันนี้นำวิธีในการหยุด... ที่จะทำร้ายเส้นผมมาฝากกันค่ะ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;1.อย่าหวีผมมากเกินไป โดยเฉพาะสาว ๆ ที่ชอบการหวีผมในขณะที่ผมยังเปียกอยู่ ซึ่งจะทำให้เส้นผมของคุณขาดง่ายมากขึ้น เพราะในขณะที่ผมเปียกเป็นช่วงเวลาที่เส้นผมอ่อนแอที่สุด ทางที่ดี คุณควรปล่อยให้ผมแห้งก่อนแล้วจึงค่อยหวีผมจะเป็นการดี แต่ถ้าคุณอยากที่จะหวีผมตอนผมเปียกมาก ๆ แล้วล่ะก็ หมวยza ขอแนะนำให้คุณใช้หวีซี่ห่าง ๆ หวีผมแทนแปรงหรือหวีซี่เล็ก ๆ ค่ะ ซึ่งการใช้หวีซี่ห่าง ๆ หวีผมตอนผมเปียก จะไม่เป็นการทำลายเส้นผมมากค่ะ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.อย่าใช้ไดร์เป่าผม หรือหนีบผมให้ตรงบ่อยเกินไป รวมทั้งการทำผมให้เป็นเกลียวด้วยความร้อนจากแท่งทำความร้อน เพราะความร้อนจะเข้าไปทำลายความชุ่มชื่นของเส้นผม และทำให้ผมแตกปลายได้ง่าย ๆ แต่ถ้าคุณนิยมที่จะทำให้ผมแห้งไว ๆ แล้วล่ะก็ อาจจะใช้วิธีการเป่าผมหน้าพัดลม หรือใช้ไดร์เย็นเป่าห่าง ๆ จากเส้นผม ก็ได้ค่ะ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;3. หาอาหารบำรุงเส้นผม อย่างเช่น การหมักผม หรือการอบไอน้ำ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ก็จะดีค่ะ เพื่อเป็นการช่วยให้เส้นผมมีความนุ่ม และชุ่มชื้นมากขึ้น ลดการแตกปลายจากเส้นผมได้อีกด้วยค่ะ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;4. หมั่นเล็มผมที่แตกปลายเป็นประจำ คุณควรเล็มผมที่แตกปลายออกไปเสียบ้าง เพื่อลดจำนวนเส้นผมที่แตกปลาย และช่วยให้เส้นผมที่ขึ้นมาใหม่มีสุขภาพดีขึ้น วิธีที่ดีที่สุดคือ คุณควรหมั่นเล็มปลายผมทุก ๆ เดือน &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;5. อย่ารวมผมให้ตึงจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการรวบมัดผมให้แน่น ๆ หรือการมัดผมทรงสูงให้เป็นหางม้า แล้วล่ะก็ ล้วนแล้วแต่เป็นวิธีการทำลายเส้นผมทั้งนั้น ลองเปลี่ยนมาปล่อยผมให้เป็นธรรมชาติดูบ้าง ก็จะไม่เป็นการทำลายเส้นผมของคุณแล้วล่ะคะ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;6. หลีกเลี่ยงการทำสีผม เพราะการทำสีผมที่บ่อยครั้งจนเกินไป จะทำให้เส้นผมขาดความชุ่มชื่น และถ้าหากคุณบำรุงไม่ดีหรือใช้น้ำยาในการทำสีผมที่ไม่ดีแล้วล่ะก็ ผมคุณจะแห้งและแตกปลาย กลายเป็นผมเสีย ถึงขนาดต้องตัดทิ้งกันเลยทีเดียวนะคะ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;7. ควรใช้น้ำยาดัดผมหรือยืดผมที่มีคุณภาพ สำหรับสาว ๆ ที่รักการดัดผมหรือยืดผมเป็นชีวิตจิตใจแล้วล่ะก็ ควรเลือกสักนิดนะคะ สำหรับน้ำยาที่ทางร้านทำผมจะนำมาดัดผม หรือยืดผมของคุณ คุณควรสังเกตุให้ดีว่า น้ำยาหมดอายุหรือยัง หรือมีมาตรฐานมากแค่ไหน เพราะถ้าใช้น้ำยาในการดัดผมหรือยืดผมที่ไม่มีคุณภาพแล้วล่ะก็ นอกจากจะดัดผมหรือยืดของคุณออกมาไม่เป็นลอนหรือตรงแล้ว ยังทำให้ผมของคุณแห้งกรอบ แตกปลายและผมเสียไปเลยนะคะ ทางที่ดี คุณอาจจะหาน้ำยาดัดผมหรือน้ำยายืดผมที่มีคุณภาพ แล้วไปให้ทางร้านดัดหรือยืดให้ก็ได้ค่ะ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;8.หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดนาน ๆ เพราะแสงแดดนอกจากจะทำลายเส้นผมอ่อนแอแล้ว ยังทำให้เส้นผมแห้งกรอบ ขาดความชุ่มชื้นและเปลี่ยนสีได้อีกด้วย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;9. สระผมทุกครั้งที่มีการว่ายน้ำ คุณควรจะสระผมทุกครั้งหลังจากการว่ายน้ำเสร็จ เพราะน้ำคลอรีนหรือน้ำทะเล มีส่วนในการทำให้ผมเสียได้ง่าย ๆ นอกจากจะทำให้สีผมจางแล้ว ยังทำให้เส้นผมอ่อนแอและหยาบกระด้าง อีกด้วย การสระผมจะช่วยชำระล้างคราบคลอรีนและน้ำเค็มจากทะเลที่ติดอยู่ตามเส้นผมให้ออกไปจนหมดได้&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;10. หลีกเลี่ยงการใช้แชมพูที่แรงต่อเส้นผมของคุณ ซึ่งการใช้แชมพูที่แรงต่อเส้นผมในการสระผมของคุณนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการนำสารเคมีมาใส่บนเส้นผมของคุณ ซึ่งไม่ได้ช่วยให้เส้นผมของคุณสุขภาพดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการทำลายเส้นผมของคุณทางอ้อมไปในตัวด้วยค่ะ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;เป็นอย่างไรบ้างคะ กับวิธีที่จะหยุดทำร้ายเส้นผมของคุณเอง เป็นเรื่องใกล้ ๆ ตัวคุณเองเลยใช่มั๊ยล่ะ แต่คุณอาจจะมองข้ามไป หรือไม่ได้ให้ความสนใจใส่ใจอย่างเพียงพอ เส้นผมของคุณเลยต้องออกมาประท้วง เพื่อที่จะให้คุณได้หันมาสนใจดูแลมันบ้างยังไงล่ะคะ เพียงแค่คุณปฏิบัติตามเพียงแค่นี้ ผมสวย ๆ ของคุณก็จะยังคงอยู่กับคุณไปอีกนานค่ะ&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-709865032498851208?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/709865032498851208/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_15.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/709865032498851208'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/709865032498851208'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_15.html' title='หยุดวิธี... ที่จะทำร้ายเส้นผมให้แตกปลายเสียที'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-6700882285537923513</id><published>2009-02-15T04:36:00.000-08:00</published><updated>2009-02-15T04:58:16.838-08:00</updated><title type='text'>เคล็ดลับ...แต่งหน้าให้สวยใส... ใช้เวลาแค่ 10 นาที</title><content type='html'>&lt;h3&gt;เคล็ดลับ...แต่งหน้าให้สวยใส... ใช้เวลาแค่ 10 นาที&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0"&gt;&lt;br /&gt;&lt;tbody&gt;&lt;br /&gt;&lt;tr&gt;&lt;br /&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;    ในปัจจุบันนี้ ในเวลาเร่งรีบแบบนี้ สาว ๆ ทั้งหลายคงจะไม่มีเวลามากพอที่จะมาแต่งหน้าให้สวยใสกันได้นานสักเท่าไหร่หรอกจริงมั๊ยคะ แต่ความสวยมันไม่เข้าใครออกใครอยู่แล้ว ถ้าคุณต้องการที่จะสวยซะอย่าง ใครก็ห้ามไม่ได้ค่ะ วันนี้ หมวยza มาแนะนำวิธีการแต่งหน้าให้ดูสวยใสได้ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ค่ะ แค่นี้คุณก็สวยพร้อมที่จะออกนอกบ้านได้แล้วล่ะคะ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;     เริ่มต้นที่การทารองพื้น การแต่งหน้าให้สวยใสแบบธรรมชาติ ควรใช้รองพื้นแบบบางเบา แต้มบริเวณหน้าผาก แก้มทั้งสองข้าง จมูกและปลายคาง จากนั้นใช้ฟองน้ำเกลี่ยให้ทั่วใบหน้า แล้วใช้พัฟหรือแปรงแตะแป้งฝุ่นชนิดโปร่งแสง ลูบไล้เบา ๆ ให้ทั่วใบหน้า &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;     คิ้ว เลือกใช้อายแชโดว์เฉดสีเดียวกันกับสีผม เขียนคิ้ว ถ้าจะให้รูปคิ้วสวยเป็นธรรมชาติ ควรใช้ Eye Brow Brush ไล้จากหัวคิ้วไปตามแนวคิ้วเพียงบาง ๆ โดยให้หางคิ้วเข้มกว่าหัวคิ้ว ส่วนคนที่คิ้วดกอยู่แล้ว ใช้มาสคาราใส ปัดลูบคิ้วก็เพียงพอแล้วค่ะ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;     ตา เลือกใช้อายแชโดว์โทนน้ำตาลหรือน้ำตาลอมส้ม หรือถ้าใครชอบเฉดสีชมพูก็ให้เริ่มจากเฉดสีอ่อนสุดก่อน โดยเริ่มทาจากบริเวณหางตา แล้วค่อย ๆ เรื่อยมายังบริเวณหัวตา แต่บริเวณหางตาควรเน้นให้มีสีเข้มกว่า เกลี่ยให้กลมกลืนกัน แล้วใช้ดินสอสีน้ำตาลเข้ม เขียนขอบตาเป็นเส้นบาง ๆ ทั้งบนและล่าง โดยเขียนให้ชิดขอบตามากที่สุด แล้วลงมือปัดมาสคาร่า โดยปัดลงก่อน แล้วค่อยย้อนปัดขึ้น จากนั้นให้ใช้แปรงเล็ก ๆ ปัดอีกครั้ง เพื่อไม่ให้ขนตาติดกันเป็นแพ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;     แก้ม เติมสีสันให้กับพวงแก้ม โดยเริ่มที่โหนกแก้ม ถ้าไม่รู้ว่าโหนกแก้มอยู่ตรงไหน ให้ยิ้มเพียงเล็กน้อยกับกระจก แล้วคุณจะเห็นโหนกแก้มของคุณค่ะ จากนั้น ค่อย ๆ ไล้แปรงบริเวณโหนกแก้มไปจนถึงบริเวณหู โดยคุณควรไล้ให้สีดูกลมกลืนกัน ไม่ควรให้เป็นรอยของสีเป็นแถบ ๆ บริเวณใบหน้า &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;     ปาก ใช้ดินสอเขียนขอบปากระบายสี ตามรูปปากก่อนที่จะทาลิปสติค ถ้ารู้สึกว่า ปากสีเข้มเกินไป ใช้ลิปกลอสทาทับจะเบรคสีให้ดูอ่อนลง และยังช่วยให้เรียวปากดูโดดเด่น มีชีวิตชีวาขึ้น แค่นี้ใบหน้าของคุณก็สวยใส เป็นธรรมชาติ และดูอ่อนเยาว์อีกด้วยค่ะ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;     เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับเคล็ดลับ... แต่งหน้าให้สวยใส... ใช้เวลาแค่ 10 นาที ลองฝึกให้ชำนาญนะคะ แล้วคุณจะรู้ว่าความสวยจริง ๆ แล้วง่ายนิดเดียวค่ะ แรก ๆ คุณอาจจะยังไม่คล่อง ต้องใช้เวลานานสักนิดนึง แต่ไม่เป็นไรหรอกคะ พอคุณเริ่มชินและชำนาญในการแต่งหน้าแล้ว คุณอาจจะแต่งหน้าให้สวยได้ ด้วยเวลาไม่ถึง 5 นาทีด้วยซ้ำไปค่ะ &lt;/p&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-6700882285537923513?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/6700882285537923513/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/10_15.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/6700882285537923513'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/6700882285537923513'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/10_15.html' title='เคล็ดลับ...แต่งหน้าให้สวยใส... ใช้เวลาแค่ 10 นาที'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-3701208430477191698</id><published>2009-02-15T04:33:00.000-08:00</published><updated>2009-02-15T04:58:16.888-08:00</updated><title type='text'>เลือกสีลิปสติกให้เข้ากับสีปาก</title><content type='html'>&lt;h3&gt;เลือกสีลิปสติกให้เข้ากับสีปาก&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0"&gt;&lt;br /&gt;&lt;tbody&gt;&lt;br /&gt;&lt;tr&gt;&lt;br /&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;เนื้อสเตนหรือทินท์ &lt;br /&gt;ลิปสติกประเภทนี้ไม่ค่อยมาในรูปลักษณ์แท่งหมุนเหมือนลิปสติกเนื้อครีมและเนื้อเชียร์ ด้วยความที่เนื้อ stain ซึ่งมีลักษณะกึ่งน้ำผสมสี (หรือจะว่าคล้ายกับสีเมจิกก็ได้) เมื่อทาลงบนเรียวปาก เนื้อสีจะซึมไปตามผิวชั้นนอกของริมฝีปาก ทำให้สีติดทนนาน และเพราะลิปประเภทนี้มีสีให้เลือกไม่หลากหลายนัก ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางสีแดงสดและสีโทนเข้มซะมากกว่า ถ้าคุณใช้ร่วมกับลิปกลอสใส หรือกลอสสีอ่อนๆจะเลิศมาก &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;เนื้อแมตต์ &lt;br /&gt;ถ้าต้องการลุคในแบบเรียบนุ่ม แม้ไม่เป็นประกายเฉิดฉาย แต่ดูสวยเฉี่ยวแบบหนักแน่นแน่นอนคุณต้องหยิบลิปสติกเนื้อแมตต์นี้ขึ้นมาระบายบนริมฝีปาก เพราะเนื้อแมตต์นั้นปราศจากความมันวาวโดยสิ้นเชิง ให้สีด้านอย่างมีสไตล์ ถ้าคุณไม่เห็นว่าความมันวาวบนริมฝีปากจะดูมีเสน่ห์ตรงไหน เลือกใช้ลิปสติกเนื้อแมตต์ไม่ผิดหวังแน่ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;เนื้อครีม &lt;br /&gt;เมื่อใดที่อยากรู้สึกคล่องแคล่วกระฉับกระเฉงและเสริมสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง ด้วยสีสันบนใบหน้าแล้วล่ะก็ หยิบลิปสติกเนื้อครีมขึ้นมาใช้ได้เลย เพราะลิปเนื้อครีมนั้นมีเนื้อเนียนนุ่มสนิทแนบไปกับเรียวปาก ทั้งยังให้สีได้เด่นชัด ชนิดที่ว่าเลือกใช้สีแดงก็ออกแดงเต็มที่ ใช้ชมพูก็เห็นสีชมพูหวานจับใจ ลิปสติกเนื้อครีมนี้นอกจากใช้ทาปากแล้ว ยังปรับใช้เป็นครีมบลัชออนช่วยเพิ่มสีให้พวงแก้มคุณได้ด้วยนะ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ลิปไลเนอร์ &lt;br /&gt;เหมาะมากกับวันที่คุณต้องการความเนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว ไม่เว้นแม้แต่ขอบปากที่จะต้องลงเส้นให้ดูคมชัดราวกับตีกรอบล้อมไว้ เพื่อไม่ให้ลิปสติกที่ทาเลอะออกนอกขอบปากได้ ลิปไลเนอร์ที่ดีต้องมีเนื้อนุ่มกำลังดี ไม่นิ่มจนเละเขียนไม่เป็นเส้น แต่ก็ไม่แข็งจนขูดขอบปากเป็นรอยแดง &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;เนื้อบางใส &lt;br /&gt;อยากได้ริมฝีปากที่มองดูแล้วบางใสและมันวาว (Sheer) แต่ไม่ถึงขนาดมันเยิ้ม ต้องเลือกลิปสติกเนื้อบางใสมาเติมแต้มริมฝีปาก เพราะถ้าเทียบกับเนื้อครีมแล้ว เนื้อเชียร์จะสีเข้มชัดประมาณ 60 -70 เปอร์เซ็นต์ อีกประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือจะเป็นความมันใส ริมฝีปากจึงดูอวบอิ่ม ชุ่มชื่น แวววาวเป็นประกาย &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ลิปกลอส &lt;br /&gt;สาวใสวัยสะรุ่นมักจะชมชอบและพึ่งพาลิปกลอสเพิ่มความงามเป็นประจำ ด้วยเนื้อที่ใสไม่ค่อยออกสี แต่ให้ความชุ่มฉ่ำบนริมฝีปากได้ดี คุณจึงเป็นสาวใสได้อย่างเป็นธรรมชาติ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีลิปกลอสรสชาติอร่อย กลิ่นหอมหวานด้วยแล้ว คุณจะเพลินทาไปชิมไปอย่างสนุกสนานเชียวล่ะ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ติดทนนาน &lt;br /&gt;เหมาะกับใครก็ตามที่ชีวิตวุ่นวายตลอดเวลา ตารางเวลาแน่นเอี๊ยดตลอดทั้งวัน จนไม่มีเวลานั่งกังวลว่ายังมีลิปสติกเหลืออยู่บนเรียวปากรึเปล่า ลิปสติกแบบ Long-lasting นี้จะให้สีที่ชัดเจนเหมือนลิปสติกเนื้อครีม แต่จะมีความแห้งยิ่งกว่าเพื่อให้เนือ้ลิปติดบนริมฝีปากของคุณได้นานยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ขอบคุณข้อมูลจาก ladymodern คะ &lt;/p&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-3701208430477191698?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/3701208430477191698/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_1511.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/3701208430477191698'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/3701208430477191698'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_1511.html' title='เลือกสีลิปสติกให้เข้ากับสีปาก'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-5100550031427822766</id><published>2009-02-15T04:32:00.000-08:00</published><updated>2009-02-15T04:58:16.900-08:00</updated><title type='text'>ทาครีมบำรุงอย่างไร.... ให้ถูกวิธี</title><content type='html'>&lt;h3&gt;ทาครีมบำรุงอย่างไร.... ให้ถูกวิธี&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0"&gt;&lt;br /&gt;&lt;tbody&gt;&lt;br /&gt;&lt;tr&gt;&lt;br /&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ทุกคนคงทาครีมบำรุงผิวกันทุกคน แต่ละคนมีวิธีแตกแต่งกัน มารู้จักขั้นตอนการทาครีมบำรุงผิวว่าทาอย่างไรผิวจะสวย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;1. ทำความสะอาดผิวหน้าให้หมดจด แล้วเลือกปริมาณครีมที่ต้องใช้ให้พอเหมาะตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม เพราะถ้าน้อยเกินไป ก็จะไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร หรือถ้ามากเกินไป ก็จะทำให้ผิวหน้ามันเกินไป และก็เปลืองโดยใช่เหตุ ซึ่งส่วนใหญ่จะประมาณ 1 ข้อมือหรือ 1 ลูกเชอรี่&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;2. เริ่มแต้มครีมที่บริเวณ 5 จุด ของใบหน้า คือ หน้าผาก จมูก แก้มทั้งสองข้าง และคาง&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;3. ใช้นิ้วกลางและนิ้วนาง ในการเกลี่ยบริเวณที่กว้างที่สุดก่อน เช่น โหนกแก้ม โดยเริ่มจากส่วนกลางไปยังส่วนข้างๆ โดยทางด้านซ้ายออกซ้าย และทางด้านขวาออกขวา แล้วตามด้วยแนวสันจมูก ใต้โพรงจมูก คาง และหน้าผาก โดยเว้นบริเวณรอบดวงตาไว้ เพราะอาจจะต้องใช้ครีมชนิดเฉพาะรอบดวงตาทาแทน&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;4. การลงน้ำหนักนิ้ว ควรจะเบาที่สุด เพราะผิวหน้าเป็นผิวที่บอบบาง ควรได้รับการทะนุทะนอม ถ้าลงน้ำหนักแรงเกินไป อาจจะทำให้เกิดรอยย่นในภายหลังได้ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;5. การทาครีมรอบดวงตา ควรใช้ปริมาณเนื้อครีมประมาณ 1 เมล็ดถั่วเขียว แล้วใช้นิ้วนางเพียงนิ้วเดียวในการทา เพราะจะน้ำหนักกดเบาที่สุด แล้วทาครีมไล่ตามแนวโครงกระดูกเบ้าตา อาจจะเริ่มที่หัวตาหรือหางตาก่อนก็ได้ แล้ววนครีมรอบๆ ดวงตาจะวนเข้าหรือวนออกก็ได้ตามถนัด แต่ต้องวนไปในทิศทางเดียวกันทั้งสองข้าง&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;6. การทาครีมบริเวณลำคอ ควรใช้ปริมาณเนื้อครีมเท่ากับที่ใบหน้าประมาณ 1 ข้อมือ โดยเริ่มจากบิรเวณที่กว้างที่สุดของลำคอก่อนคือ บริเวณฐานลำคอแล้วใช้ปลายนิ้วทั้งหมดค่อยๆ ลูบไล้ขึ้น ไม่ควรทาลงนะครับ เพราะจะทำให้ผิวบริเวณลำคอหย่อนยานไปตามแนวโน้มถ่วงของโลก ทำให้เกิดรอยย่นภายหลังได้&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;7. การทาครีมบริเวณหน้าอก อาจจะใช้ครีมที่เหลือจากลำคอ ทาลูบไล้ในช่วงอกต่อไปได้ โดยการใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบาๆ และวนให้ทั่วแผ่นอก เพื่อการซึมซับของเนื้อครีมสู่ผิว แล้วค่อยไล่ทาไปที่หน้าท้องและส่วนหลัง &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;8. การทาครีมบริเวณแขน จะใช้ครีมปริมาณมาก ประมาณ 2-3 ข้อมือ โดยเริ่มต้นที่ต้นแขนด้านท้องแขนก่อน แล้วทาวนขึ้นหลังแขน โดยการใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบาๆ เพื่อการซึมซับของเนื้อครีมสู่ผิว&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;9. การทาครีมบริเวณขาและเท้า จะใช้ครีมปริมาณมากเช่นกัน ประมาณ 2-3 ข้อมือ โดยเริ่มต้นที่ต้นขาก่อน แล้วทาวนจากด้านต้นขาไปปลายขา โดยการใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบาๆ เพื่อการซึมซับของเนื้อครีมสู่ผิว โดยควรจะเน้นบริเวณหน้าแข้งสองข้างให้มาก เพราะบริเวณนี้จะแห้งได้ง่าย ส่วนบริเวณเท้าควรทาทั้งสองด้าน คือ หลังเท้าและฝ่าเท้า พร้อมทำการนวดไปทั่วอุ้งเท้า เพื่อผ่อนคลายและเพิ่มการไหลเวียนโลหิต&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-5100550031427822766?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/5100550031427822766/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_6495.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/5100550031427822766'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/5100550031427822766'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_6495.html' title='ทาครีมบำรุงอย่างไร.... ให้ถูกวิธี'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-6423671011821742129</id><published>2009-02-15T04:30:00.000-08:00</published><updated>2009-02-15T04:58:17.687-08:00</updated><title type='text'>ผอม สดใส อ่อนวัย ด้วยการกินมังสวิรัติ</title><content type='html'>&lt;h3&gt;ผอม สดใส อ่อนวัย ด้วยการกินมังสวิรัติ&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0"&gt;&lt;br /&gt;&lt;tbody&gt;&lt;br /&gt;&lt;tr&gt;&lt;br /&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;About the Vegetarian&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ในแวดวงคนรักสุขภาพที่ไม่ต้องการมีน้ำหนักเกินพอดี เราเคยคุยเรื่องกินยังไงให้ผอมกันในหลายประเด็น ตั้งแต่การอด(เพื่อล้างพิษ) กินตามโปรแกรมลดน้ำหนัก กินพร่องแป้งแบบโลว์คาร์บ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;คราวนี้จะขอพูดถึงการกินอีกแบบที่แม้จะไม่ช่วยให้คุณผอมเร็วเป็นคนละคน แต่จะช่วยให้ร่างกายของคุณค่อยๆ กำจัดส่วนเกินที่สะสม พร้อมๆ กับขจัดสารพิษตกค้างในร่างกาย คืนความสดใส อ่อนเยาว์ และสร้างสุขภาพสมดุลอย่างยั่งยืน หรือที่เราเรียกติดปากกันว่าการกิน “มังสวิรัติ” ไงคะ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ละเนื้อ ละอย่างไร&lt;br /&gt;คนที่หันมากินแบบละหรืองดเนื้อแบบมังสวิรัตินั้น ไม่ได้มีเหตุผลจากความเชื่อทางศาสนาหรือไม่อยากเบียดเบียนชีวิตสัตว์ เพราะการละเนื้อโดยสิ้นเชิงทำได้ยากในชีวิตปกติ ด้วยเหตุนี้การกินมังสวิรัติจึงมีหลายระดับ ตั้งแต่ยังกินเนื้อสัตว์บางประเภท ไปจนถึงไม่กินอะไรเลยนอกจากพืชผัก &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;* Pollovegetarians คือกลุ่มที่ไม่กินเนื้อแดง แต่กินเป็ด ไก่ และอาหารจากพืช&lt;br /&gt;* Pescovegetarians คือกลุ่มที่กินปลาเพิ่มขึ้นมาจากกินผักอย่างเดียว &lt;br /&gt;* Lacto-Ovo-Vegetarians คือกลุ่มที่กินนมและไข่เพิ่มจากการกินพืช &lt;br /&gt;* Lacto-Vegetarians คือกลุ่มที่กินเฉพาะนม และผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด ร่วมกับการกินพืช&lt;br /&gt;* Vegans คือกลุ่มที่กินอาหารจากพืชล้วนๆ ไม่กินเนื้อสัตว์ แม้กระทั่งไข่ ผลิตภัณฑ์จากนม และน้ำผึ้ง &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;นอกจาก 5 กลุ่มข้างบน ยังมีการละเว้นเนื้อสัตว์เก๋ๆ อีก 3 แบบ คือ&lt;br /&gt;* Sproutarians คือกลุ่มที่นิยมบริโภคหน่อต้นอ่อนของพืช อันได้แก่เห็ด ถั่วงอก ต้นอ่อน ก้านใบอ่อนของพืช ถั่วโตเร็ว ซึ่งว่ามีพลังและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;* Fruitarians คือกลุ่มที่บริโภคผลไม้เป็นหลัก กินผลไม้ทุกชนิด โดยเฉพาะพวกเบอร์รี่ นิยมดื่มน้ำผลไม้คั้นสด รวมทั้งผลไม้เปลือกแข็งอย่างลูกนัต เมล็ดพืช และถั่วต่างๆ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;* Raw Foodism คือกลุ่มที่นิยมบริโภคอาหารไม่ผ่านความร้อน หรือใช้ความร้อนไม่เกิน 48 องศาเซลเซียส เนื่องจากเชื่อว่าความร้อนจะทำลายเอนไซม์และคุณค่าทางโภชนาการในอาหารไป นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าในอดีตพระเยซูคริสต์ก็บริโภคอาหารในลักษณะนี้เช่นกัน&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;สิ่งดีที่ได้จากการกินมังสวิรัติ &lt;br /&gt;ลองกินมังสวิรัติสักอาทิตย์ คุณจะพบความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหลายอย่าง อาทิ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;* หลับสบาย- ถ่ายคล่อง &lt;br /&gt;กระเพาะของเราย่อยผักผลไม้ได้ง่าย และใช้เวลาในการย่อยน้อยกว่าเนื้อสัตว์มากนัก การกินมังสวิรัติจึงช่วยลดภาระให้กับระบบย่อยอาหารไปในตัว นอกจากนี้ผักผลไม้ยังมีไฟเบอร์หรือเส้นใย ในขณะที่เนื้อสัตว์แทบไม่มีเลย เส้นใยมี 2 ประเภท คือกลุ่มไม่ละลายน้ำ ซึ่งจะไปเพิ่มจำนวนอุจจาระ ทำให้ไม่มีของเสียตกค้างในร่างกาย จึงช่วยป้องกันอาการอึดอัด ไม่สบายท้อง และการดูดซึมของเสียในลำไส้กลับเข้าไปอีก&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;อีกกลุ่มละลายน้ำได้ จะไปจับตัวกับน้ำดีและคอเลสเตอรอลในลำไส้แล้วขับออกมาทางอุจจาระ การกินผักจึงช่วยให้หลับสบายแบบไร้อาการท้องอืด ตื่นเช้าขึ้นมาก็ยังถ่ายคล่องอีก และถ้ายิ่งรู้จักเลือกกินให้ดี ไม่เน้นแป้งและน้ำตาล น้ำหนักตัวก็ยังลดอีกแน่ๆ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;* ล้างพิษ&lt;br /&gt;ลำไส้ของคนเรามีความยาวถึง 20 ฟุต เป็นลักษณะเดียวกับสัตว์กินพืชชั้นสูง ซึ่งต่างจากร่างกายของสัตว์กินเนื้อที่ถูกสร้างให้ย่อยและขับเนื้อที่กินออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด ร่างกายมนุษย์ไม่อาจดูดซึมโปรตีนจากสัตว์ได้ทั้งหมด โปรตีนที่ร่างกายเราดูดซึมไว้ได้มากที่สุดคือ ไข่- ร้อยละ 94 ส่วนโปรตีนที่ดูดซึมได้น้อยที่สุดได้แก่ เนื้อวัว-เพียงร้อยละ 67 เท่านั้น อีกร้อยละ 33 ที่ไม่อาจดูดซึมได้จะเหลืออยู่ในลำไส้ซึ่งในที่สุดก็จะเกิดการหมักบูด เปลี่ยนไปเป็นสารเคมีกลิ่นเหม็น เช่น มีเทน แอมโมเนีย และซัลเฟอร์ไดออกไซด์(ก๊าชไข่เน่า)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;เมื่อเดินทางถึงลำไส้ใหญ่ กระบวนการดูดซึมน้ำกลับสู่ร่างกายจะพาสารพิษเหล่านี้กลับมาด้วย สารเหล่านี้เองที่เป็นสาเหตุของอาการหืดหอบ ภูมิแพ้ ไปจนถึงมะเร็งในลำไส้ใหญ่ การงดกินเนื้อ หันมาเน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชมากขึ้นจึงช่วยเคลียร์ลำไส้ให้สะอาด เป็นการล้างพิษกลายๆ นั่นเอง &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;* หน้าใส-ผิวสวย &lt;br /&gt;นอกจากช่วยล้างพิษแล้ว การเน้นกินผัก-ผลไม้ทำให้ร่างกายได้วิตามินซีและอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยให้เซลล์ของร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณสดใส โดยเฉพาะวิตามินซีมีหน้าที่สำคัญในการสังเคราะห์เส้นใยคอลลาเจนส่วนใหญ่ ซึ่งทุกเซลล์ในร่างกายต้องมีเส้นใยนี้ร้อยรัด เสริมสร้างความแข็งแรงเสมือนบ้านต้องมีรั้ว หากรั้วไม่แข็งแรงหรือบุกรุกง่ายก็จะเปิดโอกาสให้เชื้อโรคเข้าโจมตีได้ การได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอจึงช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;* สุขภาพดี&lt;br /&gt;ทราบหรือไม่ว่าในเนื้อสัตว์มีสารพิษจำนวนไม่น้อย ซึ่งจะเพิ่มภาระให้กับระบบย่อยอาหาร และขัดขวางการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเป็นต้นว่าฮอร์โมน ยาปฏิชีวนะ ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท สารปรุงแต่ง สารถนอมอาหาร ยาฆ่าแมลง และอีกจิปาถะ สารเหล่านี้อาจอยู่ในน้ำและอาหารสัตว์ และจะไปสะสมอยู่ตามเซลล์ต่างๆ ของสัตว์ ยิ่งกินเนื้อสัตว์มาก &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สารเหล่านี้จะเปลี่ยนถ่ายเข้ามาสะสมในตัวเรา จนอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ในที่สุด การกินเนื้อสัตว์มากๆ ยังเป็นสาเหตุของโรคอย่างหลอดเลือดอุดตัน ผนังหลอดเลือดแข็งตัว และโรคหัวใจ จากไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลที่มีมากในเนื้อและไขมันสัตว์อีกด้วย ยิ่งกินน้อยลงเท่าไรจะยิ่งช่วยป้องกันโรคเหล่านี้ได้มากเท่านั้น &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;* หน้าตาแจ่มใส&lt;br /&gt;ข้อนี้เป็นผลพลอยได้จากความรู้สึกดีๆ จากการไม่เบียดเบียนชีวิตอื่น เมื่อสุขภาพจิตดีหน้าตาก็พลอยแจ่มใส บุคลิกเมตตาอารียังดึงดูดผู้คนให้อยากคบหาสมาคมอีกด้วย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ก้าวแรกสู่การกินมังสวิรัติ&lt;br /&gt;อย่าเพิ่งสร้างภาพวิถีแห่งการเป็นมังสวิรัติว่าเป็นถนนที่แห้งแล้งและขมขื่น ขอแค่อยากเริ่มต้นละเนื้อจริงๆ คุณจะพบว่ามีทางเลือกในการกิน(อร่อยด้วย) มากมาย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;* ข้าวกับน้ำพริก กินเรียบง่ายแบบคนไทยสมัยก่อน จะเป็นน้ำพริกปลาร้า กะปิ ปลาทู หรือน้ำพริกหนุ่ม เต้าเจี้ยวหลน ฯลฯ เลือกได้ตามชอบ อาจกินแกล้มไข่ต้ม ปลาทอด นึ่ง หรือย่างก็ได้ ถ้าจะให้ดีควรกินกับข้าวกล้องซึ่งจะให้วิตามินบีและไฟเบอร์สูงกว่าข้าวขัดขาว ส่วนผักแนมน้ำพริกควรเน้นความหลากหลายเข้าไว้ ถ้าอยากลดหุ่นลองจัดสัดส่วนให้บริโภคผักมากกว่าข้าว &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;* อาหารญี่ปุ่น นอกจากหน้าตาน่ากิน รสชาติอร่อย และหากินไม่ยากแล้ว อาหารญี่ปุ่นยังมีความหลากหลายของส่วนผสมจากธรรมชาติ ทั้งผัก เห็ด และถั่ว มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูงมาก เพราะใช้ปลาทะเลและสาหร่าย ทั้งยังเสิร์ฟพร้อมชาเขียวซึ่งเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;* กินหลากหลาย อย่าจำกัดอาหารมังสวิรัติอยู่แค่จับฉ่ายหรือสลัดผัก พืชผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการยังมีอีกมากมาย ไล่ตั้งแต่ข้าวไม่ขัดขาว ธัญพืชอย่างลูกเดือย ข้าวโพด ถั่ว ถั่วงอก อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วพิตาชิโอ เมล็ดฟักทอง งา เมล็ดทานตะวัน ถั่วเหลือง ไปจนถึงเห็ดสดต่างๆ นอกจากนี้เมืองไทยเรายังมีผลไม้สดตามฤดูกาลมากมาย แค่ขยันเลือกกินให้เหมาะสมและหลากหลายก็ได้รับทั้งคุณค่าทางอาหารและวิตามินเพียบแล้ว&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;* นมถั่วเหลือง คนเอเชียส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดมาพร้อมเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยแลคโตสในนมวัว กินแล้วเลยมีอาการไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ ลองเปลี่ยนจากดื่มนมสดมาเป็นน้ำนมถั่วเหลืองดู&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ถั่วเหลืองมีคุณค่ามากที่สุดในบรรดาถั่ว เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูก เป็นแหล่งของวิตามินบี เกลือแร่ และกรดไขมน เลซิทินที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกายก็มีอยู่มากเช่นกัน &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;หากยังหวั่นไหวกับความเชื่อเดิมๆ เรื่องกินมังสวิรัติแล้วจะขาดอาหาร เพราะขาดกรดอมิโนที่จำเป็นสำหรับร่างกายซึ่งหาได้จากเนื้อสัตว์ ผลวิจัยชิ้นหนึ่งจะช่วยขจัดความคลางแคลงใจนี้ได้ เพราะมีการพบว่าร่างกายของเราสามารถหากรดอมิโนจำเป็นที่ขาดหายไปจากอาหารมื้อหนึ่งๆ ได้เองจากแบคทีเรียนานาพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้หรือเซลล์ในลำไส้นั่นเอง ด้วยเหตุนี้นักมังสวิรัติที่รู้จักเลือกกินอย่างหลากหลายและเหมาะสมจึงไม่เพียงมีหน้าใส หุ่นสวย สุขภาพดี แต่ยังแข็งแรงและอายุยืนกว่าคนกินเนื้อสัตว์ด้วย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ลองเริ่มกินสักอาทิตย์ แล้วดูว่าพอไหวไหม ถ้าทำได้ลองทำต่อให้ครบเดือน บางทีเมื่อถึงวันนั้น คุณอาจรู้สึกดีจนไม่นึกอยากกลับมากิน “ทุกอย่าง” อย่างที่เคยกินอีกก็ได้&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;รู้จักนักมังสวิรัติตัวยง &lt;br /&gt;มังสวิรัติกำลังเป็นเทรนด์ใหม่ของการบริโภคเพื่อสุขภาพ บรรดาดาราฮอลลีวูดหลายรายก็กลายมาเป็นนักมังสวิรัติตัวยง ที่น่าสังเกตคือไม่มีใครเจ็บป่วยเพราะขาดอาหาร แต่กลับสวยงาม เซ็กซี่ แข็งแรง และอ่อนเยาว์ อย่างน่าแปลกใจ มาดูกันดีกว่าว่ามีใครบ้าง...&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;โทบี้ แมคไกวร์ ไอ้แมงมุมกล้ามงามเลิกกินเนื้อตั้งแต่ปี 2535 (เห็นไหมว่าไม่กินเนื้อก็มีกล้ามล่ำๆ ได้)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;คริสเตียน เบล แบตแมนเนื้อแน่นนั้นเลิกกินเนื้อสัตว์มาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ หลังจากอ่านเรื่องของหมูน้อยวิลเบอร์ในหนังสือแมงมุมเพื่อนรัก(Charlotte&amp;rsquo;s Web) ส่วน ลินดา แบลร์ เจ้าของบทเด่นใน ดิ เอ็กโซซิส ยืนยันว่าตั้งแต่เลิกกินเนื้อสัตว์เธอไม่เคยมีปัญหาน้ำหนักตัวอีกเลย &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;นอกจากนั้นยังมี โจอาควิน ฟินิกซ์, พาร์เมล่า แอนเดอร์สัน ลี, นาตาลี พอร์ตแมน, กวินเน็ต พัลโธรว์, มาดอนน่า, จอช ฮาร์ทเน็ต, เดมี่ มัวร์และเคท วินสเล็ต นักแสดงไทยเราก็ไม่น้อยหน้า หมิว-ลลิตา ปัญโญภาส เจ้าของผิวสวยละเอียดเหมือนเซรามิกเนื้อดีก็กินมังสวิรัติมานานแล้ว รวมถึง ป้าจิ๊-อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ ในวัยใกล้ 60 ก็ยังคงดูสาวและสดใสกว่าอายุจริงเป็นสิบปี&lt;/p&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-6423671011821742129?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/6423671011821742129/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_2255.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/6423671011821742129'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/6423671011821742129'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_2255.html' title='ผอม สดใส อ่อนวัย ด้วยการกินมังสวิรัติ'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-6977431670366381939</id><published>2009-02-15T04:28:00.000-08:00</published><updated>2009-02-15T04:58:17.861-08:00</updated><title type='text'>ทรงผมกับรูปหน้า</title><content type='html'>&lt;h3&gt;ทรงผมกับรูปหน้า&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0"&gt;&lt;br /&gt;&lt;tbody&gt;&lt;br /&gt;&lt;tr&gt;&lt;br /&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;A. คุณที่มีใบหน้ารูปหัวใจ&lt;/strong&gt; &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/8725/4975xc8.jpg" alt="4975" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;              ต้องการทรงผมที่จะช่วยทำให้ส่วนคางดูกว้างขึ้น ควรทำทรงผมที่ผมดูมีปริมาณมากขึ้น อาจจะเป็นทรงที่ดัดอ่อน ๆ ช่วงปลายผม&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;B. ใบหน้ารูปลูกแพร&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="http://img8.imageshack.us/img8/5284/4976zd5.jpg" alt="4976" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;               ตรงกันข้ามกับใบหน้ารูปหัวใจ คือ มีส่วนคางกว้างหน้าผากแคบ จึงต้องการทรงผมที่เน้นความกว้างของหน้าผาก ผมบ๊อบสั้นตัดตรงก็ช่วยลดใบหน้ายาวให้ดูสั้นลง และช่วยให้ส่วนคางดูแคบลงได้ค่ะ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;C. ทรงผมที่ช่วยให้ใบหน้ายาว&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="http://img24.imageshack.us/img24/1657/4977ia3.jpg" alt="4977" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;                 ดูสั้นลงได้ น่าจะลองไว้ผมบ๊อบสั้น ๆ และเปิดผมด้านข้างหู ช่วยให้ใบหน้าดูผ่องใส กว้างขึ้น ไม่ดูยาวจนเกินไปค่ะ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;D. รูปหน้าสี่เหลี่ยม&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="http://img23.imageshack.us/img23/6445/4978ox4.jpg" alt="4978" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;                   มีปัญหาอยู่ตรงส่วนคางที่กว้างมาก ทรงผมที่จะช่วยลบส่วนที่เป็นมุมของใบหน้า คือ ผมทรงปล่อยดัดอ่อน ๆ เพื่อเปิดด้านข้างแก้มให้ใบหน้าดูเรียวยาวขึ้นได้ค่ะ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;E. สำหรับสาวหน้ากลม&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="http://img22.imageshack.us/img22/9216/4979pu3.jpg" alt="4979" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;                ควรจะเป็นทรงผมที่ไม่เพิ่มความกว้างให้กับใบหน้าอีก จึงควรเป็นผมทรงตรง ผมตัดตรงระดับเดียว หรือผมหยิกหยักศกตรงส่วนหน้าผาก จะทำให้ใบหน้าดูมีความยาวขึ้นค่ะ และที่น่าอิจฉาที่สุด คือ คุณสาว ๆ ที่มีใบหน้ารูปไข่ จะไว้ผมทรงอะไรก็ส่วนเก๋ไปหมดเลยล่ะค่ะ&lt;/p&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-6977431670366381939?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/6977431670366381939/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_9313.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/6977431670366381939'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/6977431670366381939'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_9313.html' title='ทรงผมกับรูปหน้า'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-7422778805982806496</id><published>2009-02-11T06:45:00.000-08:00</published><updated>2009-02-11T12:21:16.745-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความร่างกายและจิตใจ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพจิต'/><title type='text'>ลูก กับ สุขภาพจิตของคุณ เกี่ยวข้องกันอย่างไร</title><content type='html'>&lt;img height="119" alt="pic_no_540_parent03.jpg" hspace="10" src="http://img5.imageshack.us/img5/5250/picno048yh5.jpg" width="180" align="left" border="0" /&gt; แป๋มอ่านเจอบทความของคุณหมอท่านหนึ่งที่เคยเขียนลงใน นิตยสาร เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ยุคปัจจุบัน&lt;br /&gt;เกี่ยวกับการดูแลลูก ๆ วัยรุ่น ท่ามกลางสังคม ที่น่ากลัว โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีจดหมายจากคุณน้ำค้างถามเข้ามาสั้นๆว่า มีลูกชายอายุ 16 ปี ชอบกลับบ้านค่ำๆดึกๆ กลัวว่าเขาจะไปคบเพื่อนไม่ดี แล้วจะไปติดยาเสพติดทำให้โมโห ต้องว่าต้องเตือนกันอยู่เรื่อย ลูกก็เถียงและก้าวร้าวใส่แม่จะทำอย่างไรดี และทำอย่างไรจึงจะควบคุมความโกรธของเราได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเรียนคุณน้ำค้างนะครับว่า ดีใจที่คุณมองเห็นทางออกที่สำคัญของปัญหาทางหนึ่ง คือ การควบคุมความโกรธของตัวเราเอง ถ้าหากคุณทำได้สำเร็จ ผมเชื่อว่าความสัมพันธ์กับลูกจะดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ลูกต่อต้านเราน้อยลง และยังจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคนรอบข้างทุกๆคนดีขึ้นด้วย ชีวิตจะมีความสุขขึ้นครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นฝ่ายผิด จึงเสนอว่า การแก้ที่ตัวคุณจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นจริงๆ แล้วทุกคนต้องเกี่ยวข้องหมด แต่การเริ่มที่เราง่ายกว่า และสามารถทำให้อีกฝ่ายพบปรากฏการณ์ใหม่ จากเดิมที่เขาจะตอบโต้อย่างรุนแรงทันทีที่เห็นเราโกรธ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในบรรยากาศใหม่ เขาไม่เห็นเราโกรธ เขาก็ไม่สามารถโกรธได้ หรือแม้โกรธก็จะโกรธไม่มากเท่าเดิม หรือเขาโกรธมาแล้วเห็นเราสงบลง ความโกรธของเขาก็จะสงบลงเร็วกว่าเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมหมายถึงบรรยากาศโดยรวมจะดีขึ้นนั่นเอง ผมขอบตอบตรงจุดเริ่มต้น ที่การควบคุมความโกรธของตัวเองก่อนเลยนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ทำใจว่างๆอย่าคาดหวังมากเกินไป&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่น ต้องการเห็นเขากลับบ้านก่อนค่ำทุกวันและอ่านหนังสือให้เห็นเสมอๆ เรียกว่าเรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้วทุกวัน ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก อย่าคาดหวังจุกจิกไปหมดทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเรียน การคบเพื่อนไปจนทุกๆเรื่อง อาทิ เรื่องการพักผ่อน การแต่งตัว การกิน การจัดห้องนอน เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะความผิดหวังเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของความโกรธ ควาดหวังมากก็ผิดหวังมาก ผิดหวังมากก็โกรธมาก โกรธมากทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ หลายครั้งๆที่เริ่มจากเรื่องนิดเดียว แต่จบลงด้วยการวิ่งหนีออกจากบ้านไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ให้นึกถึงข้อดีของลูกเวลาที่เรากำลังโกรธลูก &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะทำให้ความโกรธลดลง ปกติเวลาที่เรากำลังโกรธใครคนหนึ่ง ความผิดเกี่ยวกับข้อเสียของเขาจะผุดขึ้นมากใน สมองเราเรื่อยๆ เช่น ลูกขอเงินไปดูคอนเสิร์ต เราอาจจะโกรธว่าลูกชอบเที่ยว ไม่สนใจการเรียน ขณะนั้นเราอาจนึกเลยไปถึงว่า ลูกเรียนตกวิชานั้นวิชานี้ย้อนหลังไปตั้งแต่ประถม หรือคิดว่าลูกใช้เงินเปลือง ลูกเก็บข้าวของไม่เรียบร้อย ลูกตื่นสาย ลูกตื่นไม่ตรงเวลา ฯลฯ ซึ่งจะยิ่งทำให้โมโหมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;พยายามนึกถึงข้อเสียของความโกรธให้มาก &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเราโกรธแล้วจะทำให้เสียหน้า น้ำเสียง ไม่น่าคุยด้วย และอาจหลุดคำพูดที่ทำให้เสียใจ ภายหลังออกไป ทั้งที่จริงไม่คิดจะพูด ซึ่งจะทำให้สถานการณ์แย่ลง หรืออาจทำให้ฮอร์โมนความทุกข์ในร่างกายของเราหลั่งออกมาเยอะ ส่งผลกระทบต่อร่างกายมากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;พยายามข่อความโกรธโดยตรง &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากคิดโกรธก็อย่าพูดด้วยความโกรธ หากพูดด้วยความโกรธก็อย่าลงมือด้วยความโกรธ ซึ่งอาจทำได้โดยการขบฟัน เป็นต้น เพราะว่าการแสดงความโกรธบ่อยๆ ความโกรธจะเข้มแข็งขึ้น หากเราข่มความโกรธได้บ่อยๆ ความโกรธจะอ่อนแอลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ระบายความโกรธอย่างสร้างสรรค์ จะทำให้ไม่เกิดการเก็บกด &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น เล่นกีฬาที่ต้องออกแรงออกเหงื่อ เล่นดนตรี เดินเล่นในสวนสาธารณะ หรือเขียนระบายความโกรธลงบนกระดาษแล้วขยำทิ้งขยะ เป็นต้น หวังว่าวิธีการเหล่านี้พอจะทำให้คุณน้ำค้างลดความโกรธลงได้นะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเรื่องการเป็นห่วงว่าลูกจะคบเพื่อนไม่ดีและติดยาเสพติด ขอเรียนไว้อย่างนี้ครับว่า ผมเห็นใจคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยรุ่นจริงๆ บางคนบอกว่าวัยนี้อ่อนไหว ดูแลยาก จะต้องเอาใจอะไรกันนักกันหนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีความจริงอยู่อย่างหนึ่งว่า ลูกแต่ละวัยต้องการการดูแลด้วยวิธีที่ต่างกัน เป็นธรรมดาที่เราจะต้องยุ่งยากตามวัยของเขาไปด้วยเช่นกัน คิดเสียว่ามีเขามาแล้วนี่ ไม่ผ่านช่วงวัยรุ่นแล้ว เขาจะเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับลูกวัยรุ่นแล้ว การให้อิสระระดับหนึ่งเพื่อพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง การลองผิดลองถูกของเขาคือ การค้นพบตัวเอง และค้นพบความจริงของโลกที่เขาสัมผัสอยู่ เขาจึงจะเข้าใจโลกของตนเองอย่างแท้จริง ไม่มีใครสามารถเรียนรู้โลกนี้ได้ ด้วยตำราเพียงอย่างเดียว หน้าที่ของพ่อแม่คือการดูแลห่างๆ ให้เขาลองผิดลองถูกบ้าง หกล้มบาดเจ็บบ้างแต่ไม่ถึงกับพิการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นการให้อิสระภายใต้ขอบเขตจึงเป็นเรื่องสำคัญครับ พ่อแม่ควรให้อิสระบ้างในเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ไม่เป็นอันตรายต่อตัวเขาและคนอื่น เช่น การฟังเพลง อย่าไปบ่นว่า “ฟังเพลงอะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นเพราะเลย” มันเป็นสิทธิ์ของเขาที่เขาจะเลือกฟังเพลง แต่อาจจะบอกว่า เขาไม่ควรเปิดเพลงเสียงดังรบกวนคนอื่น หรือหากต้องฟังร่วมกัน อาจผลัดกันเปิดเพลงที่ชอบ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเราไม่จุกจิกกับเรื่องเล็กๆแล้ว เวลาเราพูดเรื่องใหญ่ๆ เขาจะฟังเพราะเขาจะรู้ว่าที่เราพูดนี้เป็นเรื่องจริงจังแล้วนะ แต่หากเราพูดบ่นไปเสียทุกเรื่อง เขาจะแยกไม่ออกว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องไหนเล็ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเรื่องการคบเพื่อนหรือติดยาเสพติดนั้น ขึ้นอยู่กับความรู้สึกผูกพันและความรับผิดชอบต่อพ่อแม่ ส่วนใหญ่แล้วเด็กที่ใช้ยาเสพติดนั้นรู้อยู่ว่าไม่ดี รู้ว่าทำให้พ่อแม่เสียใจ แต่ที่ใช้เพราะว่าเขาเหล่านั้นไม่รู้สึกรักพ่อแม่ ไม่ได้รู้สึกเป็นห่วงความรู้สึกของพ่อแม่ เขารู้สึกแต่ว่าพ่อแม่คอยแต่จะสร้างความเจ็บปวดให้เขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ดังนั้นหากคุณสามารถควบคุมความโกรธของเราเองได้ รู้ธรรมชาติของเด็ก วัยรุ่น สามารธที่จะไม่พูด บ่น ดุไปหมดทุกเรื่อง ให้อิสระในเรื่องเล็กๆเช่นเรื่องส่วนตัวของเขา ควบคุมห้ามปรามในเรื่องใหญ่ๆ เช่นเรื่องการใช้ยาเสพติด จะทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นต้นทุนในการพูดคุยต่อรองกันได้ระหว่างแม่ลูก เพราะความต้องการที่ไม่ตรงกัน ของแม่ลูกต่างวัยเป็นเรื่องธรรมดา แต่การคุยกันภายใต้บรรยากาศที่สร้างสรรค์ เป็นปัจจัยสำคัญ จะทำให้ปัญหาทุกอย่างแก้ไขไปได้ด้วยดี&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;hr /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ที่มา : น.พ.บัณฑิต ศรไพศาล (นิตยสารแพรว ปีที่ 20 ฉบับที่ 462)&lt;/b&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-7422778805982806496?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/7422778805982806496/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_11.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/7422778805982806496'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/7422778805982806496'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_11.html' title='ลูก กับ สุขภาพจิตของคุณ เกี่ยวข้องกันอย่างไร'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-4813467172558064358</id><published>2009-02-11T06:38:00.000-08:00</published><updated>2009-02-11T12:20:56.872-08:00</updated><title type='text'> สังคมของวัยรุ่น  </title><content type='html'>&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img23.imageshack.us/img23/4053/picno047pw5.jpg" height="167" alt="pic_no_601_teen28.jpg" hspace="10" width="300" align="left" border="0" /&gt; เมื่อเด็กย่างเข้าสู่วัยรุ่น เด็กจะเริ่มมีบทบาทในสังคมมากขึ้น และโดยเหตุที่วัยรุ่นกำลังอยู่ในระหว่างเปลี่ยนแปลงใหม่ๆทั้งทางร่างกายและจิตใจ ตลอดจนทางอารมณ์ด้วย ฉะนั้น ในสังคมที่เด็กคลุกคลีอยู่ก็พลอยเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ดังนั้น การที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมจึงมักจะก่อปัญหาต่างๆขึ้นแก่ผู้ใหญ่และตัวเด็กเองอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และอีกประการหนึ่ง ผู้ใหญ่บางคนก็ยอมรับว่าวัยรุ่นนั้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว จึงให้อิสระเสรีแก่วัยรุ่นเหมือนผู้ใหญ่ทุกประการ แต่ในทางตรงกันข้ามผู้ใหญ่บางคนก็เห็นว่าวัยรุ่นนั้นยังเป็นเด็กอยู่ จึงให้การรับรองแก่เด็กแตกต่างกันออกไป ทำให้วัยรุ่นวางตัวลำบาก และเป็นช่องทางให้เกิดปัญหาต่างๆอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สังคมที่วัยรุ่นเกี่ยวข้อง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังคมที่วัยรุ่นเกี่ยวข้องด้วยนั้นพอจะแยกกล่าวเป็นข้อๆได้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; &lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/579/mydot022ze8.png" height="14" width="25" align="absMiddle" border="0" alt="mydot022" /&gt; &lt;b&gt;บ้าน &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; เด็กเกิดมาและเจริญเติบโตอยู่ภายในบ้านหลายปี ก่อนที่จะเข้าโรงเรียนและยังคงอยู่ในบ้านอีกหลายปีก่อนที่จะแยกออกไป เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น เด็กพยายามปลีกตนออกจากสังคมภายในบ้าน และหันไปสมาคมกับเพื่อนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ในระยะนี้ความคิดเห็นต่างๆของเด็กก็คล้อยตามเพื่อนฝูงมากกว่าที่จะเห็นตามบิดามารดาหรือญาติพี่น้องภายในครอบครัว เด็กเริ่มมีความสนิทสนมกับบิดามารดาน้อยกว่าวัยที่ผ่านมา บางครั้งทำให้เด็กคิดไปว่าตนกับบิดามารดาไม่สามารถที่จะทำความเข้าใจกันได้ ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้วัยรุ่นไม่กล้าปรึกษาเรื่องส่วนตัวกับบิดามารดา ปกปิดมารดาเมื่อกระทำความผิด และในที่สุดก็รู้สึกว่าตนเองเป็นภาระที่บิดามารดาต้องเลี้ยงดู จากทัศนคติของเด็กที่มีต่อบิดามารดาเช่นนี้ ทำให้เด็กรู้สึกว่าบิดามารดาเป็นปัญหาที่ตนไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ ด้วยเหตุนี้ บิดามารดาจึงควรช่วยเหลือวัยรุ่นในปกครองของตน โดยอาจจะถือแนวทางปฏิบัติต่อเด็กดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; สร้างความสัมพันธ์อันดีภายในบ้าน บิดามารดาควรมีความรักใคร่ปรองดองซึ่งกันและกัน ควรหลีกเลี่ยงการแยกกันอยู่หรือการหย่าร้าง หรือการทะเลาะเบาะแว้งกันภายในบ้าน รวมทั้งการให้หลักประกันแก่ครอบครัวในด้านการเงินและสังคม บิดามารดาควรประกอบอาชีพเป็นหลักฐานเป็นตัวอย่างอันดีแก่บุตรธิดา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; นอกจากนี้ ควรให้ความรักแก่บุตรเท่าเทียมกัน และไม่ควรทอดทิ้งบุตรมากเกินไป ควรหาเวลารับประทานอาหารภายในบ้านพร้อมกัน เด็กๆจะได้ไม่เที่ยวจนค่ำมืด ในระหว่างที่รับประทานอาหาร ควรสนทนากันถึงเรื่องที่แต่ละคนได้ประสบมาวันหนึ่งๆ เมื่อบุตรและบิดามารดามีความสนิทสนมกันเช่นนี้ เด็กก็จะเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนให้บิดามารดาฟังจะได้ช่วยแก้ปัญหาเสียก่อนที่จะลุกลามต่อไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; นอกจากนั้น บิดามารดาและบุตรควรมีกิจกรรมที่สนใจร่วมกัน เช่น การทำงานอดิเรก ปลูกต้นไม้ เป็นต้น เด็กที่มีความสุขพอจะไม่เป็นเด็กที่เที่ยวเกะกะอยู่ตามถนนหรือสถานที่อันไม่สมควร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; บิดามารดาหรือผู้ปกครองควรถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานของตนบิดามารดาไม่ควรหวังพึ่งครูด้านเดียว ทั้งนี้เพราะปัจจุบันครูไม่อาจตามไปดูแลเด็กได้ทั่วถึง เมื่อเด็กพ้นรั้วโรงเรียนไปแล้ว เด็กอาจจะเถลไถลไปไกลที่อื่นหรือมั่วสุมกับอบายมุขต่างๆได้ บิดามารดาจึงควรให้ความร่วมมือและถือเป็นหน้าที่อันสำคัญที่จะต้องเอาใจใส่ดูแลความเป็นอยู่ของวัยรุ่นของตนให้มาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; บิดามารดาควรให้เด็กรู้สึกเสมอว่าตนเป็นสมาชิกที่สำคัญคนหนึ่งของบ้าน ให้เด็กรู้จักรับผิดชอบในกิจการบ้านเรือนบ้าง ให้เด็กได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของครอบครัว เช่น รายได้ รายจ่าย เพื่อให้เด็กได้คิดว่าตนควรใช้เท่าใดจึงจะทำให้ครอบครัวไม่ลำบาก ควรให้เด็กรู้จักรับผิดชอบในการเงินของตน เช่น จ่ายเงินให้เด็กใช้เป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือน พยายามอบรมให้เด็กรู้จักตัดสินใจด้วยตนเอง เริ่มจากสิ่งง่ายๆเช่น รู้จักเลือกเสื้อผ้าสิ่งของเครื่องใช้ เลือกคบเพื่อน เลือกวิชาเรียน และการเลือกคู่ในที่สุด โดยมีผู้ปกครองคอยเป็นผู้แนะแนวทางให้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; &lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/579/mydot022ze8.png" height="14" width="25" align="absMiddle" border="0" alt="mydot022" /&gt; &lt;b&gt;โรงเรียน &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; ชีวิตของเด็กครึ่งหนึ่งต้องอยู่ภายในโรงเรียน เกี่ยวข้องกับการเรียนการศึกษาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้เด็กคลุกคลีอยู่ในโรงเรียนมากขึ้น วัยรุ่นทุกคนอยากเรียนอยากศึกษาทั้งนั้น แต่บางคนไม่ได้ศึกษาต่อ ก็เป็นเพราะความจำเป็นบางประการหรือความบีบคั้นทางเศรษฐกิจ หรือความสามารถทางสมองมีน้อย การที่เด็กต้องคลุกคลีอยู่กับโรงเรียนมากย่อมมีช่องทางที่จะสร้างปัญหาต่างๆภายในโรงเรียนได้มาก เช่นเดียวกับภายในครอบครัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; ปัญหาที่สำคัญของเด็กเกี่ยวกับโรงเรียนก็คือ ปัญหาเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กเอง และปัญหาเกี่ยวกับการเรียนวิชาต่างๆเช่น เด็กบางคนกังวลเรื่องวิชาคำนวณ บางคนก็กลัดกลุ้มเรื่องความจำไม่ดี และปัญหาใหญ่ก็คือ เด็กส่วนมากลัวสอบไล่ตก นั่นคือกลัวความไม่สำเร็จนั่นเอง ทั้งนี้เป็นเพราะเด็กขาดทักษะในกาเรรียน หรือเด็กเข้ากับครูและเพื่อนฝูงไม่ได้ เป็นต้น ฉะนั้น โรงเรียนจึงควรหาทางช่วยเหลือเด็ก ซึ่งอาจจะอาศัยวิธีการดังต่อไปนี้ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; ครูทุกคนควรมีความรู้พื้นฐานจิตวิทยาวัยรุ่น โดยเฉพาะครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มี่ส่วนเกี่ยวข้องกับวัยรุ่นมาก เพื่อจะได้ศึกษาให้ซึ้งถึงธรรมชาติและจิตใจของเด็ก ที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมต่างๆขึ้นมา แทนที่ครูจะพร่ำว่าศิษย์ของตนเป็นคนเลวไม่เอาถ่าน และคงจะเรียนดีไม่ได้เหล่านี้ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าครูไม่เข้าใจเด็ก นักการศึกษาเชื่อว่า ถ้าครูมีความเข้าใจเด็กจะช่วยแก้ไขอบรมเด็กให้เป็นคนดีได้มาก ครูในปัจจุบันจึงเห็นความสำคัญในจิตวิทยามากขึ้น เพื่อที่จะได้เข้าใจเด็กของตนได้ดีขึ้นนั่นเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; ครูควรสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเด็ก เมื่อครูมีความเข้าใจถึงจิตใจของเด็กแล้ว ครูยังต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเด็กอีกด้วย เด็กบางคนไม่สามารถปรึกษาปัญหาบางอย่างกับบิดามารดา เพราะบิดามารดาไม่มีเวลาว่าง หรือไม่มีความรู้พอที่จะให้คำแนะนำในปัญหาบางประการได้ เด็กก็จะเข้าหาครูซึ่งเป็นผู้ที่มีความเข้าใจและมีความรู้พอที่จะช่วยแก้ไขปัญหาให้เด็กได้ เด็กที่มีทั้งพ่อแม่ครูที่มีความเข้าใจ จึงนับว่าเป็นเด็กโชคดีที่สุด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; หลักสูตร วิชาที่จัดสอนขึ้นในโรงเรียนมัธยม ควรจัดขึ้นเพื่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อชีวิตนักเรียน ในขณะที่วิชาต่างๆได้เพิ่มแขนงขึ้นอย่างมากมาย โรงเรียนก็ควรจัดวิชาเลือกขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้เลือกเรียนตามความสนใจ ตามความถนัด และเพื่อเตรียมตัวเด็กสำหรับเลือกอาชีพด้วย เด็กวัยนี้แทนที่จะให้เป็นผู้รับฝ่ายเดียว ครูควรสอนให้เด็กรู้จักแสดงออก ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมบุคลิกภาพของเด็กไม่ให้เป็นคนขี้อาย นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเสริมหลักสูตร เช่น กีฬา ดนตรี การสังคม ฯลฯ การให้เด็กมีกิจกรรมทำมากๆในโรงเรียน จะช่วยให้เด็กไม่ไปเกะกะอยู่ในสถานที่อันไม่สมควรอีกด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; การแนะแนว ซึ่งนับว่าเป็นพัฒนาการใหม่ในวงการศึกษา แม้ว่าจะยังไม่มีอยู่ทั่วไป โรงเรียนทีดีย่อมมีการบริการแนะแนวให้แก่เด็ก ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือเด็กเป็นรายบุคคล ทั้งในปัญหาในด้านต่างๆ โรงเรียนที่มีบริการแนะแนว จะช่วยลดจำนวนปัญหาของเด็กและการลงโทษเด็กให้น้อยลงด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; สมาคมผู้ปกครองและครู มีจุดประสงค์เพื่อความเข้าใจระหว่างกันและกัน รวมทั้งหาทางส่งเสริมเด็กและหาทางป้องกันปัญหาซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ การปฏิบัติดังกล่าวถ้าได้รับความร่วมมือทั้งสองฝ่าย จะช่วยลดปัญหาวัยรุ่นได้มาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; &lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/579/mydot022ze8.png" height="14" width="25" align="absMiddle" border="0" alt="mydot022" /&gt; &lt;b&gt;เพื่อนฝูง &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; เด็กวัยนี้รู้สึกว่าการคบเพื่อนเป็นสิ่งสำคัญมาก ฉะนั้น อิทธิพลของกลุ่มจึงมีต่อเด็กมากเช่นเดียวกัน การคบเพื่อนเป็นความต้องการประการหนึ่งของวัยรุ่น และต้องการคบเพื่อนต่างเพศด้วย การเลือกเพื่อนของวัยรุ่นโดยมากมักเลือกผู้ที่มีรสนิยมตรงกัน มีทัศนคติคล้ายคลึงกัน และขนาดร่างกายเท่าๆกัน เด็กชายจะรวมกลุ่มกับเด็กชายด้วยกันก่อน ในทำนองเดียวกันเด็กหญิงก็จะรวมกลุ่มและมีกิจกรรมต่างๆร่วมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; &lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/579/mydot022ze8.png" height="14" width="25" align="absMiddle" border="0" alt="mydot022" /&gt; &lt;b&gt;สื่อมวลชนต่างๆ &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; เช่น หนังสือพิมพ์ หนังสืออ่านเล่นหรือที่เรียกว่านวนิยาย วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ สิ่งเหล่านี้จัดเป็นเครื่องชักจูงความประพฤติของเด็กให้เป็นไปในทางที่ดีและในทางที่เสียหาย ฉะนั้น เพื่อที่จะได้ร่วมมือกันสร้างบุคลิกภาพที่ดีให้แก่เด็ก ควรจะได้มีการควบคุมสื่อมวลชนดังนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; หนังสือพิมพ์ควรเสนอเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา และถูกต้องตามหลักวิชาการเสนอเรื่องราวถูกต้องตาม ความเป็นจริงและใช้ภาษาสุภาพ &lt;br /&gt;หนังสืออ่านเล่น บทละครภาพยนตร์ ละครวิทยุโทรทัศน์ ตลอดจนรายการดนตรี ควรให้อรรถรสทางศิลปะวรรณคดีและวัฒนธรรมในด้านต่างๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; การควบคุมภาพยนตร์และการแสดงต่างๆที่มาจากต่างประเทศอันอาจเป็นภัยต่อจิตใจของเด็ก ควรแยกประเภทไปว่าภาพยนตร์ประเภทใดเด็กดูแล้วไม่เป็นภัยต่อจิตใจของเด็ก และประเภทใดที่อนุญาตให้ดูเฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น นอกจากนี้ ควรจะได้มีการควบคุมสิ่งตีพิมพ์ต่างๆที่เห็นว่าจะเป็นภัยต่อจิตใจของเด็กอย่างจริงจัง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; &lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/579/mydot022ze8.png" height="14" width="25" align="absMiddle" border="0" alt="mydot022" /&gt; &lt;b&gt;ตัวเด็ก &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img14.imageshack.us/img14/954/spacer023qw7.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer023" /&gt; จัดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของปัญหาวัยรุ่น วัยรุ่นไม่ใช่เด็กเล็กที่ช่วยตัวเองไม่ได้ แต่อยู่ในวัยที่กำลังจะเป็นผู้ใหญ่ และเริ่มรับผิดชอบในพฤติกรรมของตนเองได้แล้ว นอกจากนี้ เด็กวัยนี้ยังมีปัญญาเฉลียวฉลาด ได้รับการศึกษาดีกว่าแต่ก่อน ย่อมเข้าใจดีว่าระบอบประชาธิปไตยนั้นสิทธิย่อมควบคู่มากับความรับผิดชอบเสมอ เด็กได้รับความรักใคร่เอ็นดูจากบิดามารดา และบิดามารดาก็ได้ส่งเสียบุตรให้เล่าเรียนจนประสบความสำเร็จ ด้วยความร่วมมือของโรงเรียนและสังคมสมัยนี้ ก็มีส่วนช่วยให้เด็กได้รับความสุขขึ้น ฉะนั้น เด็กจึงควรคิดว่าตนมีความรับผิดชอบต่อบิดามารดา ครูอาจารย์ สังคมและตนเองเพียงใด &lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-4813467172558064358?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/4813467172558064358/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_4040.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/4813467172558064358'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/4813467172558064358'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_4040.html' title=' สังคมของวัยรุ่น  '/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-5706939237057012130</id><published>2009-02-11T06:34:00.000-08:00</published><updated>2009-02-11T12:20:56.882-08:00</updated><title type='text'>การเลือกคู่ของเด็กวัยรุ่น</title><content type='html'>&lt;b&gt;การเลือกคู่ของเด็กวัยรุ่น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img5.imageshack.us/img5/7587/picno046zi7.jpg" height="305" alt="pic_no_606_womens_directory.jpg" hspace="10" width="250" align="left" border="0" /&gt; &lt;br /&gt;กายและบทบาททางสังคมที่เขาได้รับในช่วงนี้ ความสนใจของวัยรุ่นแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับ เพศ สติปัญญา สภาพแวดล้อม โอกาสในการเรียนรู้ ความสนใจของกลุ่มเพื่อน ความสนใจของครอบครัว ความสามารถที่มีมาแต่กำเนิด และองค์ประกอบอื่นๆอีกหลายอย่าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;เฮอร์ลอก (Hurlock, E.B.) ได้แบ่งความสนใจของวัยรุ่นออกได้ดังนี้ คือ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img5.imageshack.us/img5/9913/spacer022im3.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer022" /&gt; &lt;img src="http://img19.imageshack.us/img19/5987/mydot021vp6.png" height="14" width="25" align="absMiddle" border="0" alt="mydot021" /&gt; &lt;b&gt;ความสนใจทางสังคม (social interests&lt;/b&gt;) &lt;br /&gt;ความสนใจทางสังคมมักจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และบุคคลในสังคม เช่น งานเลี้ยงต่างๆและการพบปะสนทนากัน เด็กวัยนี้จะมีความสนใจในกิจกรรมทางสังคมทั้งที่เป็นกลุ่มใหญ่และในหมู่เพื่อนสนิท ซึ่งขึ้นอยู่กับความพอใจของเขาที่จะเลือกกิจกรรม และการมีโอกาสที่จะเข้าร่วมกิจกรรมได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในระยะวัยรุ่นตอนต้น เพศหญิงจะมีความสนใจในงานเลี้ยง และการพบปะ สนทนากันมากกว่าเพศชาย ทั้งนี้เพราะการเข้าสู่วัยรุ่นของเพศหญิงเร็วกว่าเพศชายประมาณ 1-2 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การพบปะสนทนากันเป็นกลุ่มระหว่างเพื่อนสนิท เป็นกิจกรรมที่วัยรุ่นชอบทำ เรื่องที่เขาพูดคุยกันก็ขึ้นอยู่กับเพศ กล่าวคือ วัยรุ่นหญิงมักคุยเกี่ยวกับเรื่องงานเลี้ยง การมีนัดเพศตรงข้าม เรื่องตลกขบขัน หนังสือ ภาพยนตร์ ดนตรี กีฬา เรื่องของครูอาจารย์ และเพื่อนที่โรงเรียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนวัยรุ่นชายจะชอบพูดคุยเรื่องกีฬา ภาพยนตร์ การมีนัดเพศตรงข้ามและเรื่องการเมือง นอกจากนี้ วัยรุ่นทั้งชายและหญิงยังให้ความสนใจในชีวิตความเป็นอยู่ของบุคคลในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถูกกดขี่จากสังคม หรือไม่ได้รับความยุติธรรม ซึ่งความสนใจเหล่านี้จะแสดงออกโดยการเข้าร่วมในกิจกรรมของ โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย ตลอดจนในที่ชุมชนที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img5.imageshack.us/img5/9913/spacer022im3.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer022" /&gt; &lt;img src="http://img19.imageshack.us/img19/5987/mydot021vp6.png" height="14" width="25" align="absMiddle" border="0" alt="mydot021" /&gt; &lt;b&gt;ความสนใจส่วนบุคคล (Personal Interests)&lt;/b&gt; ซึ่งอาจแบ่งออกเป็นลักษณะต่างๆได้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img5.imageshack.us/img5/9913/spacer022im3.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer022" /&gt; &lt;img src="http://img19.imageshack.us/img19/5987/mydot021vp6.png" height="14" width="25" align="absMiddle" border="0" alt="mydot021" /&gt; ความสนใจการแต่งกาย &lt;br /&gt;วัยรุ่นมีความเอาใจใส่เสื้อผ้า พิถีพิถันในการแต่งกาย ทรงผม พยายามดูแฟชั่นเพื่อให้ทันสมัยและเป็นที่ยอมรับของเพื่อนฝูง โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิงจะเห็นความสำคัญของการแต่งกายเป็นพิเศษ การแต่งกายที่เหมาะสมจะทำให้วัยรุ่นมีความมั่นใจในการปรากฏกายในงานสำคัญๆ วัยรุ่นมักคิดว่าเสื้อผ้าสวยงามเป็นสิ่งจำเป็น ทำให้เขามีความสุข เสื้อผ้าที่ผิดส่วนไม่เหมาะสมกับรูปร่างหรือล้าสมัย จะทำให้วัยรุ่นขาดความมั่นใจในการปรากฏตัวตามสถานที่ต่างๆ เขาจะเลือกเสื้อผ้าที่คิดว่าเป็นที่ดึงดูดใจของเพศตรงข้ามมากกว่าเพศเดียวกัน และขณะเดียวกันก็พยายามแต่งกายให้เหมือนกับเพื่อนๆเพื่อให้กลุ่มเพื่อนยอมรับเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img5.imageshack.us/img5/9913/spacer022im3.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer022" /&gt; &lt;img src="http://img19.imageshack.us/img19/5987/mydot021vp6.png" height="14" width="25" align="absMiddle" border="0" alt="mydot021" /&gt; ความสนใจเรื่องสุขภาพ &lt;br /&gt;วัยรุ่นจะสนใจและเอาใจใส่เกี่ยวกับเรื่องรูปร่าง สัดส่วน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างรวดเร็ว เขาจะระมัดระวังในเรื่องการกิน การนอน ความสะอาดและการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img5.imageshack.us/img5/9913/spacer022im3.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer022" /&gt; &lt;img src="http://img19.imageshack.us/img19/5987/mydot021vp6.png" height="14" width="25" align="absMiddle" border="0" alt="mydot021" /&gt; ความสนใจเรื่องเพศ &lt;br /&gt;วัยรุ่นจะสนใจเพศตรงข้าม จึงพยายามปรับปรุงตัวให้เข้ากับเพื่อนต่างเพศ การปฏิบัติต่อเพศตรงข้าม การเลือกเพื่อนต่างเพศ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัยรุ่นจะแสวงหาความรู้และบทบาทเกี่ยวกับเพศจากแหล่งความรู้ต่างๆ เพราะความรู้เกี่ยวกับเพศเป็นสิ่งจำเป็น และสำคัญต่อการปรับตัวทางเพศ ก่อนที่เขาจะรับผิดชอบต่อชีวิตการมีครอบครัวในวัยผู้ใหญ่ แหล่งความรู้เรื่องเพศก็คือ พ่อแม่ ญาติพี่น้อง กลุ่มเพื่อน หนังสือ และสื่อมวลชนต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับกิจกรรมทางเพศที่วัยรุ่นชอบกระทำ คือ การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง (Masterbation) คอนเจอร์ (Conger, 1973) ได้สรุปผลการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เด็กชายที่สำเร็จความใคร่ด้วยตนเองเมื่ออายุ 12 ปี มีประมาณ 21% อายุ 15 ปี มีประมาณ 82% และอายุ 20 ปี มีประมาณ 92%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับวัยรุ่นไทย ก็พบว่าทั้งนักเรียนชายและนักเรียนหญิงต่างเคยสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง โดยเพศชายเคยทำมากกว่าเพศหญิง นักเรียนชายที่เรียนในโรงเรียนชายเคยทำจำนวนใกล้เคียงกับนักเรียนชายที่เรียนในโรงเรียนสหศึกษา และนักเรียนหญิงที่เรียนในโรงเรียนหญิงก็เคยทำจำนวนใกล้เคียงกับนักเรียนหญิงที่เรียนในโรงเรียนสหศึกษา นอกจากนี้ ยังพบความคิดเห็นเกี่ยวกับการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองของนักเรียนชายที่ใกล้เคียงกับนักเรียนหญิงก็คือ การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองเริ่มกระทำเพราะค้นพบด้วยตนเอง และมักจะทำในห้องน้ำหรือห้องส่วนตัวภายในบ้าน ขณะสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง จะนึกคิดจินตนาการถึงเรื่องการร่วมเพศ และหลังจากเสร็จแล้วจะชำระล้างอวัยวะเพศทันที โดยจะมีอาการทางร่างกายเป็นปกติหรืออ่อนเพลียเพียงเล็กน้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีข้อสังเกตว่าในปัจจุบันวัยรุ่นที่มีการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองจะมีความวิตกกังวล ความขัดแย้งในใจ หรือความรู้สึกว่าตนกระทำผิดน้อยลงไปกว่าแต่ก่อน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากวัยรุ่นมีความรู้ในเรื่องเพศดีขึ้น และข้อมูลต่างๆที่วัยรุ่นได้รับมานั้นมีเหตุผลมากขึ้นนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;hr /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ที่มา : หนังสือจิตวิทยาวัยรุ่น โดย รศ.สุชา จันทน์เอม&lt;/b&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-5706939237057012130?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/5706939237057012130/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_251.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/5706939237057012130'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/5706939237057012130'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_251.html' title='การเลือกคู่ของเด็กวัยรุ่น'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-2440391485810157294</id><published>2009-02-11T06:30:00.000-08:00</published><updated>2009-02-11T12:20:56.917-08:00</updated><title type='text'>สอนลูกเรื่องเพศศึกษา</title><content type='html'>&lt;b&gt;สอนลูกเรื่องเพศศึกษา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img6.imageshack.us/img6/9210/picno045sq1.jpg" height="243" alt="pic_no_685_teen20.jpg" hspace="10" width="180" align="left" border="0" /&gt; &lt;img src="http://img12.imageshack.us/img12/7189/spacer021fm2.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer021" /&gt; การสอนเรื่องเพศให้กับลูก หรือการให้เพศศึกษากับลูกเป็นเรื่องที่พ่อแม่ทั่วไปมีความรู้น้อยมาก ว่าควรทำอย่างไรหรือควรจะทำหรือไม่ คนส่วนใหญ่จึงละเลยไม่ทำเสียเลย ปล่อยให้เด็กไปเรียนรู้เองอย่างถูกๆ ผิดๆ ซึ่งอาจเกิดผลที่ไม่ดีกับตัวเด็กเองได้มาก ทั้งจากความไม่รู้และจากการรู้มาผิดๆ แล้วเกิดทัศนคติผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศ ฉะนั้นพ่อแม่จึงควรสอนลูกเรื่องเพศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img12.imageshack.us/img12/7189/spacer021fm2.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer021" /&gt; ก่อนอื่นพ่อแม่ต้องถามตัวเองก่อนที่จะสอนลูกว่า พ่อแม่เองมีทัศนคติหรือมีความคิดเกี่ยวกับเรื่องเพศอย่างไรบ้าง พ่อแม่เองที่มีความคิดว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องไม่ดี เป็นเรื่องน่าอดสู เป็นเรื่องน่าอาย หรือเป็นเรื่องสัปดน เป็นเรื่องไม่สุภาพที่จะพูดถึง หรือบางคนถึงกับคิดว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องน่าขยะแขยงหรือสกปรก ถ้าคิดแบบนี้พ่อแม่ ไม่ควรสอนเอง เพราะจะทำให้เด็กมีทัศนคติที่ไม่ดีกับเรื่องเพศไปด้วย พ่อแม่ต้องเปลี่ยนทัศนคติให้ได้ก่อนว่า เรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ ที่มนุษย์เกิดมามีสองเพศ ความต้องการทางเพศเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนๆ กับที่เราต้องการความรัก ต้องการความสุข พ่อแม่ควรมีความคิดว่าการมี เพศสัมพันธ์นั้นเป็นการแสดงออกซึ่งความรักระหว่างหญิงและชาย การถ่ายทอดความคิดเรื่องเพศที่ถูกต้องนี้จะเป็นการป้องกันการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่เลือกหรือป้องกันการมีพฤติกรรมสำส่อนทางเพศของลูกได้เป็นอย่างดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img12.imageshack.us/img12/7189/spacer021fm2.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer021" /&gt; การสอนเรื่องเพศให้กับลูก ควรเริ่มตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ โดยสอดแทรกไปในชีวิตประจำวันที่พ่อแม่เลี้ยงดูเขา ดังนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img12.imageshack.us/img12/7189/spacer021fm2.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer021" /&gt; &lt;img src="http://img27.imageshack.us/img27/5764/mydot020rl2.png" height="14" width="25" align="absMiddle" border="0" alt="mydot020" /&gt; การสอนลูกเรียนรู้เกี่ยวกับอวัยวะเพศ&lt;br /&gt;ให้เริ่มสอนตั้งแต่ตอนเริ่มสอนลูกเรียกส่วนอื่นๆของร่างกาย โดยใช้ช่วงเวลาอาบน้ำให้ลูก ให้สอนเรียกชื่อของอวัยวะเพศเหมือนกับที่เราสอนลูกว่า นี่เรียกว่า ตา หู ปาก จมูก ไม่ใช่เลี่ยงไปไม่เอ่ยถึงบริเวณนี้ ของร่างกายเลย ให้ใช้ชื่อที่เด็กเข้าใจ พ่อแม่เรียกเอง (เพราะในสังคมไทยไม่มีชื่อที่เป็นทางการที่คนทั่วไปยอมใช้อย่างแพร่หลายเหมือนของต่างประเทศ) เช่น พ่อแม่อาจเรียกอวัยวะเพศชายว่า จู๋ หรือ เจี๊ยว เพราะชื่อทางการจะเรียกยากกว่าสำหรับเด็ก คือชื่อ องคชาต อัญฑะ ส่วนอวัยวะเพศหญิงพ่อแม่อาจเรียกว่า ปิ๊ หรือ จิ๋ม แต่ส่วนที่มีชื่อแล้วก็ควรเรียกให้ถูกต้อง เช่น ช่องคลอด แคมเล็ก แคมใหญ่ เป็นต้น และพ่อแม่ควรจะสอนให้ลูกดูแลทำความสะอาดอวัยวะเพศเหมือนกับทำความสะอาดส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ทำให้ลูกรู้ว่าอวัยวะเพศนั้นมีคุณค่า มีความสำคัญ รู้จักทำความสะอาดให้ดีเท่าเทียมกับอวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img12.imageshack.us/img12/7189/spacer021fm2.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer021" /&gt; &lt;img src="http://img27.imageshack.us/img27/5764/mydot020rl2.png" height="14" width="25" align="absMiddle" border="0" alt="mydot020" /&gt; สอนโดยการเปิดให้ลูกถามคำถามตั้งแต่เด็ก&lt;br /&gt;การให้ลูกถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องเพศตั้งแต่เด็กจะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติมาก พ่อแม่ เป็นฝ่ายเริ่มต้นกระตุ้นให้เด็กอยากถาม โดยให้คนพี่ช่วยแม่อาบน้ำน้อง แม่อาจเริ่มพูดถึงลูกสมัยที่ยังอยู่ในท้องของแม่ เช่น “ เมื่อตอนหนูอยู่ในท้องแม่ หนูดิ้นเก่งกว่าน้องนะ น้องเค้านอนนิ่งกว่าไม่ค่อยดิ้นเลย “ เมื่อฟังแล้วเด็กจะสนใจอยากรู้ต่อไปเกี่ยวกับตัวเอง เด็กมักจะถามคำถามพื้นฐานเหล่านี้ คือ หนูมาจากไหน?, หนูเข้าไปอยู่ในท้องแม่ได้อย่างไร?, หนูออกมาจากท้องแม่ทางไหน? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img12.imageshack.us/img12/7189/spacer021fm2.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer021" /&gt; คำถาม “ หนูมาจากไหน “ ให้ตอบว่า “ หนูมาจากในท้องแม่เอง โตในท้องแม่ จนตัวโตแข็งแรงแล้วถึงมาโตข้างนอกไงคะ “ แล้วถ้าลูกต้องการรู้ต่อว่าออกจากท้องแม่ได้อย่างไรให้ตอบว่า&lt;br /&gt;“ พอหนูตัวโตแม่ก็คลอดหนูออกมาโดยหมอเค้าช่วย “ ถ้าลูกถามต่อว่าคลอดออกมาทางไหน ให้ ตอบว่า “ แม่ทุกคนจะมีช่องคลอดเป็นช่องทางพิเศษให้ลูกออกมาซึ่งอยู่ใกล้ๆ ช่องปัสสาวะและทวารหนัก แต่ไม่ปะปนกันไม่เลอะเถอะ “&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img12.imageshack.us/img12/7189/spacer021fm2.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer021" /&gt; ถ้าเด็กเกิดอยากรู้ต่อและขอดูช่องนั้นหน่อย ให้บอกลูกว่า “ ช่องนี้จะเปิดเฉพาะเวลาเด็กออกเท่านั้น เวลานี้จะปิดแล้วมองไม่เห็น “&lt;br /&gt;ส่วนคำถาม “ หนูเข้าไปอยู่ในนั้นได้ยังไง “ ให้ตอบง่ายๆ ที่เด็กเข้าใจได้ “ หนูอยู่ในตัวแม่อยู่แล้ว โดยเป็นไข่เล็กๆ แต่จะไม่โตเป็นเด็กจนกว่าไข่จะได้ตัวอสุจิจากพ่อมาผสม ไข่จะเริ่มโตเป็นเด็ก ฉะนั้นเด็กทุกคนจึงต้องมีพ่อด้วย “ ถ้าเด็กยังเล็กมักต้องการรู้แค่นี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img12.imageshack.us/img12/7189/spacer021fm2.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer021" /&gt; ถ้าเด็กโตขึ้นอีกเขาอาจอยากรู้มากขึ้น เช่น อาจถามว่า “ แล้วตัวอสุจิของพ่อไปผสมกับไข่ของแม่ ได้อย่างไร? “ ให้พ่อแม่ตอบว่า “ ผู้ชายและผู้หญิงที่รักกันเหมือนกับพ่อและแม่จะอยากอยู่ใกล้ชิดกัน จึงกอดกัน ใกล้ชิดกันเพื่อให้อวัยวะเพศของทั้งสองคนสอดรับกัน (อาจทำมือประกอบ) แล้วตัวอสุจิจากพ่อจะเข้าไปในตัวแม่ไปผสมกับไข่ ซึ่งการแสดงความรักแบบใกล้ชิดแบบนี้เขาเรียกว่า เพศสัมพันธ์ “&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img12.imageshack.us/img12/7189/spacer021fm2.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer021" /&gt; เด็กที่ฉลาดบางคนอาจถามต่ออีกว่า “ หนูขอดูได้ไหมว่าทำยังไง “ ซึ่งพ่อแม่อาจจะตกใจ พ่อแม่ไม่ ต้องตกใจ เพราะเด็กเป็นคนอยากรู้อยากเห็นเป็นสิ่งที่ดี เขาใฝ่รู้ และเป็นการดีที่เขากล้าถามไม่มีความทะลึ่งหรือหยาบโลนอะไรทั้งสิ้น พ่อแม่ควรตอบว่า “ การแสดงความรัก เช่น การกอดจูบยังถือเป็นเรื่องที่ ต้องทำในที่ส่วนตัว หนูจึงไม่ค่อยเห็นพ่อแม่กอดจูบกันตามที่นอกบ้าน ส่วนเพศสัมพันธ์ยิ่งเป็นการแสดงความรักที่ใกล้ชิดพิเศษที่ไม่ต้องการให้ใครเห็นเลย แม่แต่หนูก็ไม่ต้องการให้เห็น “&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img12.imageshack.us/img12/7189/spacer021fm2.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer021" /&gt; &lt;img src="http://img27.imageshack.us/img27/5764/mydot020rl2.png" height="14" width="25" align="absMiddle" border="0" alt="mydot020" /&gt; ถ้าเด็กโตแล้วไม่ถามคำถามเอง&lt;br /&gt;เมื่อไม่ได้สอนลูกตั้งแต่ยังเล็กลูกจะไม่ถาม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเขาไม่สนใจเรื่องเพศ แต่เขาจะไปพยายามเรียนรู้ด้วยวิธีอื่นๆ เช่น จากเพื่อน จากหนังสือลามก จากภาพยนตร์ แล้วอาจเข้าใจผิดได้ มาก ในกรณีนี้พ่อแม่ต้องกระตุ้นให้ถามคำถามเรื่องพวกนี้ในการพูดคุยกัน ในชีวิตประจำวัน เช่น เวลาทานอาหารด้วยกัน ให้เด็กรู้ว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องที่พูดคุยกันได้ ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดแต่เป็นเรื่องที่ต้องรู้ เป็นเรื่องธรรมชาติ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img12.imageshack.us/img12/7189/spacer021fm2.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer021" /&gt; &lt;img src="http://img27.imageshack.us/img27/5764/mydot020rl2.png" height="14" width="25" align="absMiddle" border="0" alt="mydot020" /&gt; เมื่อลูกเป็นวัยรุ่น ปัจจุบันทางโรงเรียนส่วนใหญ่จะสอนเด็กทางด้านกายภาพที่แตกต่างกันของผู้หญิงและผู้ชายให้แล้ว ลูกวัยรุ่นจะรู้ว่าระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิงและของผู้ชายประกอบไปด้วยอะไรบ้าง อวัยวะเพศหญิงและเพศชายแตกต่างกันอย่างไร แต่มักไม่ค่อยสอนว่าหญิงหรือชายมีความแตกต่างกันอย่างไรเกี่ยวกับความต้องการหรือความคาดหวังที่จะได้จากเพศตรงข้าม จึงทำให้ไม่เข้าใจกันมาก ความเป็นจริงในความแตกต่างของทั้งสองเพศคือ โดยทั่วไปแล้วผู้หญิงต้องการความรักความสนใจจากเพศชายมากกว่ามีความต้องการทางเพศโดยตรง ผู้หญิงต้องการความใกล้ชิดอบอุ่นรักใคร่ ซึ่งฝ่ายชายอาจเข้าใจว่าผู้หญิงต้องการเพศสัมพันธ์เหมือนกับตน ซึ่งฝ่ายชายมีแรงผลักดันทางเพศมากอยู่แล้วจึงอาจนำพาไปสู่เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เพราะยังไม่สามารถรับผิดชอบต่อเพศสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้ หรือไม่ได้มีการป้องกันผลเสียต่างๆ ที่จะตามมาจากการมีเพศสัมพันธ์ เช่น การติดโรคเอดส์ การมีท้องโดยยังไม่ได้แต่งงาน ลูกจึงควรรู้ว่าเป็นการไม่เหมาะสมที่จะอยู่กันตามละพังสองต่อสองในที่ลับตาคนอื่นๆ เพราะอาจเสียการควบคุมตัวเองได้ง่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img12.imageshack.us/img12/7189/spacer021fm2.gif" height="5" width="30" align="absMiddle" border="0" alt="spacer021" /&gt; &lt;b&gt;วัยรุ่นควรจะรู้ว่ามีทางออกเรื่องความต้องการทางเพศของตน เช่น ทำกิจกรรม เล่นกีฬา หรือแม้ แต่การสำเร็จความใคร่เป็นครั้งคราวนั้นเป็นเรื่องปกติที่ทำได้ ถ้าไม่หมกหมุ่น หรือทำมากจนเกินไป&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;hr /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ที่มา : บทความ เลี้ยงลูกถูกวิธี ชีวีเป็นสุข โดย ศาสตราจารย์แพทย์หญิง นงพงา ลิ้มสุวรรณ&lt;/b&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-2440391485810157294?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/2440391485810157294/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_3692.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/2440391485810157294'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/2440391485810157294'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_3692.html' title='สอนลูกเรื่องเพศศึกษา'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-1392368333802964685</id><published>2009-02-09T06:15:00.000-08:00</published><updated>2009-02-09T06:17:21.425-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความร่างกายและจิตใจ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความอาหารการกิน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพจิต'/><title type='text'>กินบำบัดอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;img height="211" alt="pic_no_1436__24.jpg" hspace="10" src="http://img10.imageshack.us/img10/5980/picno041ah6.jpg" width="237" align="left" border="0" /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;กินบำบัดอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;อาการอ่อนเพลียถือเป็นอาการทางอารมณ์จิตใจและร่างกายที่พบได้เสมอๆ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ขาดอาหาร นอนไม่พอ เครียด ทำงานหนักเกินไป ติดเชื้อหรือเจ็บป่วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อาการอ่อนเปลี้ยเพลีย เหนื่อยล้าเรื้อรังจนกระทั่งไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ แม้จะพักผ่อนมากขึ้นก็ไม่หาย เป็นอาการที่บั่นทอนทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต เพราะค่อนข้างยากที่จะวินิจฉัย ฝรั่งเรียกอาการแบบนี้ว่า “ โรนิกฟาทีคซินโดรม ” ถ้าแปลตรงตัวก็คืออาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง ซึ่งพบในผู้ใหญ่มากกว่า 200 คนต่อหนึ่งแสนคน และผู้หญิงวัย 25-45 ปี เป็นมากกว่าผู้ชายประมาณ 2 เท่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการที่พบจะคล้ายคลึงกับอาการโรค fibromyalgia ซึ่งเป็นความผิดปกติของกล้ามเนื้อและพังผืด มีอาการอื่นร่วมด้วยได้ เช่น ปวดเมื่อยเหมือนไข้หวัด มีไข้อ่อนๆ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองบวม กล้ามเนื้อเปลี้ยอ่อนแรง ( โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการออกกำลังกาย ) ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ อารมณ์ไม่คงเส้นคงวา ซึมเศร้า นอนไม่หลับ คนที่เป็นโรคนี้มักจะไม่มีสมาธิในการทำงานและอ่านหนังสือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคนี้จะมีอาการหลายๆอย่างเรื้อรังถึงหกเดือนขึ้นไป สาเหตุที่แท้จริงของ CFS นี้ยังคงไม่เป็นที่แน่ชัด และไม่มีวิธีการตรวจสอบได้ว่าเป็นโรคใดเฉพาะเจาะจง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิจัยบางคนเชื่อว่า สาเหตุอันเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัสและพบว่าผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อไวรัสเฉียบพลันก่อนที่จะมีอาการ CFS เกิดขึ้น นักวิจัยบางคนก็เชื่อว่าระบบภูมิต้านทานถูกรบกวน บางท่านก็ให้ข้อสังเกตว่า ผู้ป่วยมีอาการเหมือนคนไข้โรคจิต และผู้ป่วยบางคนอาจจะมีอาการขึ้นเมื่อได้รับยาต้านการซึมเศร้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาหารสามารถบำบัดโรค CFS ได้หรือไม่ ยังไม่มีข้อแนะนำที่ชัดเจนในการป้องกันหรือบำบัดเช่นกัน ก่อนหน้านี้เคยเชื่อว่าการงดอาหารประเภทที่มีคุณสมบัติในกลุ่มของเชื้อรา เช่น เห็ดและขนมปังที่ทำจากยีสต์ และใช้ยาต้านเชื้อรา จะช่วยแก้ไขโรค CFS ได้ แต่ปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวตกไป เนื่องจากไม่มีข้อมูลชี้ชัดว่าโรค CFS จะเกี่ยวข้องกับยีสต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังมีการวิจัยพบว่า อาการ CFS อาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติในระบบประสาทที่ทำให้เกิดความดันต่ำ การให้โภชนาบำบัดในกรณีนี้คือ การเพิ่มเกลือหรือโซเดียมในอาหาร และดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มเพิ่มเพื่อช่วยปรับความดันเลือดร่วมกับการให้ยา ปัจจุบันนักวิจัยกำลังหาวิธีการรักษาที่ดีที่สุดให้กับผู้ที่มีอาการ CFS&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;อาหารเกี่ยวข้องกับความเพลีย เหนื่อยล้า&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เวลาที่ร่างกายขาดสารอาหารตัวใดตัวหนึ่งก็สามารถทำให้เกิดอาการเพลียได้ ถ้าร่างกายได้รับพลังงานหรือโปรตีนไม่เพียงพอก็จะทำให้เกิดอาการเซื่องซึม เหนื่อยหน่ายเหมือนคนไร้ความรู้สึกคนที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจนกระทั่งระบบภูมิต้านทานถูกกระทบไปด้วย ก็จะทำให้มีอาการอ่อนเพลียเหนื่อยล้าได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สารอาหารที่เกี่ยวข้องและมีผลต่อการเกิดอาการเพลียเหนื่อยล้า ได้แก่ วิตามินบี วิตามินซี ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม เป็นต้น&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;วิตามินบี&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;วิตามินบีที่จำเป็นต่อการผลิตพลังงานจากอาหาร คือ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 กรดแพนโทธีนิก และไนอะซิน ถ้าร่างกายขาดวิตามินตัวใดตัวหนึ่งในกลุ่มนี้ อาจทำให้คนผู้นั้นมีความรู้สึกเพลียไม่มีแรง นอนไม่หลับ แต่ถ้าร่างกายได้รับวิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 กรดโฟลิก และไบโอตินไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดโรคโลหิตจาง ซึ่งก็จะมีอาการเพลีย เซื่องซึม เฉื่อยชา ขาดสมาธิ ออกแรงนิดหน่อยก็แทบจะล้มพับไปเลย กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินบี ได้แก่ นักกีฬา ผู้ที่ลดน้ำหนักด้วยระดับแคลอรี่มากๆ หญิงตั้งครรภ์ และชาวมังสวิรัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;วิตามินซี&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เคยมีรายงานการวิจัยว่า ผู้ที่ได้รับวิตามินซีน้อยกว่าวันละ 100 มิลลิกรัมจะมีอาการอ่อนเพลีย ในขณะผู้ที่ได้รับวิตามินซีวันละ 400 มิลลิกรัมแทบจะไม่รู้สึกกับอาการอ่อนเพลีย อาหารที่มีวิตามินซีสูงอาจช่วยแก้ไขอาการอ่อนเพลียโดยการช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ต่อต้านการติดเชื้อ นอกจากนี้วิตามินซียังมีหน้าที่ในการช่วยเปลี่ยนกรดแอมิโนชนิดทริปโตแฟนเป็นเซโรโทนิน ซึ่งช่วยควบคุมการหลับ อาการซึมเศร้า และความรู้สึกเจ็บปวด&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ธาตุเหล็ก&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาขาดธาตุเหล็กเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของผู้หญิงซึ่งนำไปสู่สาเหตุอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า เคยมีรายงานว่าผู้หญิงประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์มีปัญหาโลหิตจาง ผู้หญิงที่ออกกำลังกาย 50 เปอร์เซ็นต์ และผู้หญิงที่หมดประจำเดือน 39 เปอร์เซ็นต์ ล้วนแต่มีปัญหาขาดธาตุเหล็ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การขาดธาตุเหล็กอาจจะเกิดขึ้นได้โดยที่เจ้าตัวไม่ได้สังเกตการตรวจเลือดจะบอกได้ว่าผู้หญิงคนนั้นมีความเสี่ยงต่อโลหิตจางหรือไม่ ก่อนที่จะเกิดโลหิตจาง ธาตุเหล็กที่เก็บสะสมในเนื้อเยื่อจะค่อยๆถูกใช้ไป ทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย และอารมณ์จะฉุนเฉียวง่าย สมาธิในการทำงานจะน้อยลง ระบบภูมิคุ้มกันสั่นคลอนทำให้เป็นหวัดและติดเชื้อง่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หญิงที่อยู่ในวัยมีประจำเดือนควรกินอาหารที่มีธาตุเหล็กให้ได้วันละ 18 มิลลิกรัม และถ้าคนมีเมนส์มากหรือผู้ที่ใช้การคุมกำเนิดแบบใส่ห่วงอาจจะต้องเสริมธาตุเหล็กร่วมกับอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ เนื้อแดง สัตว์ปีก ปลา ถั่ว เต้าหู้ ผักใบเขียวจัด น้ำพรุน เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อแนะนำ คนทุกคนโดยเฉพาะหญิงวัยหมดประจำเดือนควรจะใส่ใจในการเลือกบริโภคอาหารให้ได้ธาตุเหล็กเพียงพอ ส่วนในคนที่มีปัญหาโลหิตจาง การเลือกรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงขึ้น และเสริมธาตุเหล็กวันละ 18 มิลลิกรัม จะช่วยให้สภาวะธาตุเหล็กในร่างกาย การทำงานของสมองและมีเรี่ยวแรงดีขึ้นภายในสามสัปดาห์ แต่ถ้าขาดธาตุเหล็กรุนแรงอาจจะต้องเสริมในปริมาณมากกว่านั้น ซึ่งควรให้แพทย์เป็นผู้กำหนด เพราะถ้าร่างกายได้รับธาตุเหล็กมากเกินไปจะเกิดการสะสมธาตุเหล็กในร่างกาย อาจจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ฉะนั้นหญิงวัยหมดประจำเดือนหรือผู้ชายไม่จำเป็นต้องเสริมธาตุเหล็ก นอกจากเมื่อแพทย์พบว่าเกิดปัญหาโลหิตจางเข้าแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากปัญหาการขาดธาตุเหล็กแล้ว โรคโลหิตจางยังอาจมีสาเหตุมาจากการขาดโคบอลต์หรือซีลีเนียมจากอาหารได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;แมกนีเซียม&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;แร่ธาตุตัวนี้มีหน้าที่สำคัญในการเปลี่ยนอาหารคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันเป็นพลังงาน การขาดแมกนีเซียมทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอ เพลีย ไม่มีสมาธิ เบื่ออาหาร และซึมเศร้าได้&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;แร่ธาตุอีกชนิดหนึ่งซึ่งอาจเกี่ยวข้องคือสังกะสี ซึ่งมีหน้าที่ส่วนหนึ่งในการผลิตพลังงาน ควบคุมการทำงานของอินซูลินและระดับน้ำตาลในเลือด ในขณะที่การได้รับแคดเมียม ตะกั่ว และอะลูมิเนียมก็ทำให้เกิดอาการเพลีย เซื่องซึม ไม่มีแรงได้เช่นกัน&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ข้อแนะนำทางโภชนาการ&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;วิธีที่ดีที่สุดคือการบริโภคอาหารให้หลากหลาย และให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนอย่างสมดุล จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น นักโภชนาการแนะนำให้กินอาหารไขมันต่ำ กากใยสูง มีพลังงานและโปรตีนเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ กินผักผลไม้ให้มากขึ้นเพื่อให้ได้สารแอนติออกซิแดนท์เพิ่มขึ้น ไม่งดอาหารเช้า กินทุก 3-4 ชั่วโมงเป็นมื้อเล็กๆและเสริมวิตามินและแร่ธาตุที่มีแมกนีเซียม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อป้องกันการขาดน้ำ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของอาการอ่อนเพลียได้ จำกัดเครื่องดื่มกาเฟอีน งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอาหารที่มีน้ำตาลมาก พักผ่อนให้เพียงพอ รู้จักหลีกเลี่ยงความเครียดออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยรักษากล้ามเนื้อ ระบบเผาผลาญ และเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกายในการต่อต้านโรคเหนื่อยล้าเรื้อรัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;เมนูแนะนำ&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;อาหารเช้า&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เมนู 1 : โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ไขมันต่ำ มูสลี ¼ ถ้วยตวง สตรอว์เบอรี่ น้ำส้มคั้น 120 มิลลิกรัม&lt;br /&gt;เมนู 2 : ออมเลตชีสและผัก ขนมปังโฮลวีท 1 แผ่น น้ำองุ่น 120 มิลลิลิตร&lt;br /&gt;เมนู 3 : ซีเรียลใยอาหารสูง กล้วยหอม 1 ผลเล็ก นมขาดไขมัน น้ำมะเขือเทศ 120 มิลลิลิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;อาหารว่าง&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เมนู 1 : ผลไม้รวม&lt;br /&gt;เมนู 2 : สลัดกุ้ง 1 ถ้วยตวง น้ำสลัดใส 1 ช้อนโต๊ะ&lt;br /&gt;เมนู 3 : นมถั่วเหลือง ( ไม่ใส่น้ำตาล ) 200 มิลลิลิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;อาหารเที่ยง&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมนู 1 : ซุปผัก แซนด์วิชไก่ ½ อัน แคนตาลูป 1 เสี้ยว นมถั่วเหลือง ( ไม่ใส่น้ำตาล ) 200 มิลลิลิตร&lt;br /&gt;เมนู 2 : เกาเหลาเนื้อปลา 1 ชาม ข้าวซ้อมมือ 2 ทัพพี ส้ม 1 ผล นมข้าวโพด ( ไม่ใส่น้ำตาล ) 200 มิลลิลิตร&lt;br /&gt;เมนู 3 : ซุปบร็อคเคอลี หมูอบ (90 กรัม) ยอดผัก ข้าวโพดต้ม 1 ฝักเล็ก ชมพู่ 2-3 ผล นมข้าว ( ไม่ใส่น้ำตาล ) 200 มิลลิลิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;อาหารว่าง&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เมนู 1 : เต้าฮวยน้ำขิง&lt;br /&gt;เมนู 2 : กล้วย + โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ไขมันต่ำ&lt;br /&gt;เมนู 3 : น้ำสมุนไพร ( ไม่ใส่น้ำตาล )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;อาหารเย็น&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เมนู 1 : ปลาอบ ข้าวอบกระเทียม (2 ทัพพี) ผัดผักรวม แตงโม นมขาดไขมัน&lt;br /&gt;เมนู 2 : สเต็ก (90 กรัม) สลัดผัก-พาสต้า ½ ถ้วยตวง ผักโขมลวก ½ ถ้วยตวง องุ่น 15-20 ผล นมถั่วเหลือง ( ไม่&lt;br /&gt;ใส่น้ำตาล) 200 มิลลิลิตร&lt;br /&gt;เมนู 3 : ข้าวกล้องไก่อบสับปะรด (ไก่ ½ อก ข้าว 2 ทัพพี) ผักสลัด 1 ถ้วยตวง น้ำสลัดไขมันต่ำ 1 ช้อนโต๊ะ ส้มโอ 2&lt;br /&gt;กลีบ ชาเขียว ( ไม่ใส่น้ำตาล )&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;..........................................................................................................................................&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ขอขอบคุณบทความจากนิตยสาร HEALTH &amp;amp; CUISINE &lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-1392368333802964685?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/1392368333802964685/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_4498.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/1392368333802964685'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/1392368333802964685'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_4498.html' title='กินบำบัดอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-6592276384382170084</id><published>2009-02-09T06:14:00.000-08:00</published><updated>2009-02-10T08:16:55.855-08:00</updated><title type='text'>โลกของเบเกอรี่</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;โลกของเบเกอรี่&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ขนมฝรั่งในเมืองไทย&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;เบเกอรี่หรือขนมฝรั่ง เริ่มมีในเมืองไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นับแต่แป้งสาลีเข้ามาใหม่ ๆ แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมกันแพร่หลาย เพราะขนมที่ทำเป็นขนมแบบเดิม ๆ ส่วนผสมของขนมก็ต้องนำเข้ามา ราคาจึงแพง อีกทั้งอุปกรณ์ในการทำก็แพง การลงมือทำขนมฝรั่งแต่ละครั้งจึงค่อนข้างลงทุนสูง ขนมจึงมีราคาแพงมากเมื่อเทียบกับอาหารจานหลัก ทำให้เบเกอรี่เป็นที่นิยมอยู่ในวงแคบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ขนมฝรั่งในยุคแรก ๆ ในบ้านเรามีอยู่แถวโบสถ์ซางตาครู้ส ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดขนมฝรั่งกุฎีจีนที่ใช้เตาถ่าน หรือที่สะพานหันก็เป็นขนมผังฝรั่ง ซึ่งใช้เตาปิ้งแบบดั้งเดิม ลักษณะมีไฟข้างล่างและข้างบนมีไฟครอบอีกที ในเรื่องของเตาทำขนมนี้ จีนนับเป็นชาติแรกที่รู้จักการทำชนมปังที่เรียกว่า โรตี ซึ่งเป็นขนมปังของชาวไหหลำ สำหรับเตาเขามีธรรมเนียมการเอาเกลือมาฝังไว้ใต้เตาแล้วก่ออิฐปิด สุมไฟเข้าไป เกลือนี้จะเป็นตัวกระจายความร้อนทำให้ขนมสุก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         สมัยก่อนชาวไหหลำเป็นคนจีนที่เก่งในการสร้างเตาอบแบบก่ออิฐมอญสมัยโบราณ หลังจากที่เตรียมทำขนมปังเสร็จก็ถึงขั้นตอนทำให้สุก ขนมปังจะถูกโยนเข้าเตา พออบเสร็จจึงนำออกจากเตา แต่พอมาถึงยุคปัจจุบัน ขนมฝรั่งได้รับการปรับปรุงพัฒนาและมีการสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ ๆ ขึ้นมามากมาย อุปกรณ์เครื่องมือใช้ในการทำขนมฝรั่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกก็หลายหลากและทันสมัยมากขึ้น อีกทั้งวัตถุดิบในการทำก็หาง่าย ทำให้ราคาของขนมฝรั่งและขนมอบต่าง ๆ ไม่แพงจนเกินไป ความนิยมขนมฝรั่งของคนไทยยุคปัจจุบันจึงมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ส่วนผสมหลักในการทำเบเกอรี่&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1.   &lt;u&gt;แป้งสาลี&lt;/u&gt; มีด้วยกันหลายยี่ห้อ แต่ละยี่ห้อก็ใช้แตกต่างกัน การทำเค้กจะใช้แป้ง ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;strong&gt;แป้งสาลีโปรตีนต่ำ   &lt;/strong&gt;เพื่อให้เนื้อเค้กมีความเบาฟู เช่น เค้กจำพวกสปองจ์เค้ก ซิฟฟอนเค้ก &lt;br /&gt; &lt;strong&gt;แป้งสาลีโปรตีนปานกลาง   &lt;/strong&gt;เหมาะสำหรับทำพาย พัฟ เพื่อให้เนื้อแป้งมีความเหนียวเล็กน้อยหรือกรอบร่วน &lt;br /&gt; &lt;strong&gt;แป้งสาลีโปรตีนค่อนข้างสูง   &lt;/strong&gt;นั้นดีสำหรับการทำคุกกี้ เพราะเนื้อคุกกี้มีความกรอบร่วนแบบนุ่ม ๆ &lt;br /&gt; &lt;strong&gt;แป้งสาลีโปรตีนสูงมาก ๆ   &lt;/strong&gt;นิยมมาทำขนมปัง เพื่อให้ได้แป้งที่มีโครงสร้างเส้นใบจับตัวกัน เนื้อขนมปังจึงจะเหนียวและนุ่ม&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;2.   &lt;u&gt;น้ำตาล&lt;/u&gt;   น้ำตาลในการทำเค้ก คุกกี้ มีหลายชนิด เช่น น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลไอซิ่ง การใช้น้ำตาลแต่ละ&lt;br /&gt;ชนิดขึ้นอยู่กับวิธีการผสม เช่น กาคนด้วยตะกร้อมือ ควรใช้น้ำตาลทรายป่น เพื่อให้น้ำตาลละลายได้ดีเป็นเนื้อเดียวกันกับเนย ถ้าใช้เครื่องตีไฟฟ้าก็เป็นน้ำตาลทรายธรรมดาชนิดเม็ดละเอียด น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลอ้อย ซึ่งก่อนนำมาใช้ต้องร่อนให้ได้เนื้อน้ำตาลที่ละเอียดเสียก่อน เมื่อนำมาผสมจะได้ไม่มีเม็ดน้ำตาลอยู่ ซึ่งจะทำให้ชิ้นขนมไม่สวยและเห็นเป็นจุดสีน้ำตาล&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;3.   &lt;u&gt;สารช่วยฟู&lt;/u&gt;   มีมากมายหลายชนิด ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; -   &lt;strong&gt;ผงฟู   &lt;/strong&gt;เป็นสารเสริมที่ช่วยให้ขนมมีความฟูนุ่ม นอกจากการตีให้ขึ้นฟู ผงฟูต้องใช้ชนิดการทำงานสองครั้งคือ ครั้งแรกทำงานระหว่างการผสมและครั้งที่สองทำงานในขณะที่ขนมกำลังจะสุก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; -   &lt;strong&gt;เบกกิ้งโซดา   &lt;/strong&gt;เป็นสารเสริมอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยให้เนื้อขนมขึ้นฟูและส่วนผสมไม่ตกตะกอน ใช้ใส่ในส่วนผสมที่มีส่วนผสมของของหนักและมีน้ำตาลในตัว เช่น ผงโกโก้ เนื้อกล้วยหอม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; -   &lt;strong&gt;ยีสต์   &lt;/strong&gt;ช่วยเพิ่มปริมาณของเนื้อขนมปัง ทำให้มีลักษณะเนื้อและโครงสร้างที่ดี มีกลิ่นรสเฉพาะตัว ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาการหมัก ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากสารประกอบต่าง ๆ ในแป้ง จึงทำให้แป้งขยายตัวใหญ่ขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ยีสต์มี 3 ชนิด คือ&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ยีสต์สด&lt;/strong&gt;    ต้องเก็บไว้ในตู้เย็นและมีอายุการเก็บสั้น&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ยีสต์แห้ง   &lt;/strong&gt;ไม่ต้องเก็บในตู้เย็น เป็นแบบละลายน้ำก่อนใช้ โดยให้ละลายในน้ำอุ่นที่อุณหภูมิ 38 องศษเซลเซียส ใช้น้ำ 5 เท่าของยีสต์ ใส่น้ำตาล 10% ของน้ำหนักยีสต์ เช่น ใช้ยีสต์ 10 กรัม น้ำ 50 กรัม น้ำตาล 1 กรัม&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ยีสต์สำเร็จรูปหรือยีสต์ผง&lt;/strong&gt;   ช่วยลดเวลาในการผสมแป้ง ซึ่งไม่ต้องเก็บในตู้เย็น เพราะสามารถเก็บได้ที่อุณหภูมิห้องธรรมดา เมื่อเปิดใช้แล้วเก็บในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;4.   &lt;u&gt;ไข่ไก่&lt;/u&gt;   มีทั้งฟองขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ในการทำเค้กและคุกกี้มักใช้ไข่ไก่ขนาดกลาง แต่ถ้ามีไข่ไก่ขนาดเล็กก็ให้เพิ่มอีก 1 ฟอง เช่น ในตำรับใช้ไข่ไก่ 3 ฟองขนาดกลาง ถ้าเป็นฟองเล็กก็ใช้ 4 ฟอง ฟองใหญ่ก็ใช้ 2 ฟอง และต้องเป็นไข่ใหม่จึงจะมีความข้นหนืดสูง เพราะไข่เก่าจะมีน้ำมาก การสังเกตไข่ใหม่ให้ดูนวลที่เปลือกไข่ ผิวเปลือกจับแล้วขรุขระ ถ้าส่องกับแสงจะเห็นโพรงอากาศเล็กน้อย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;5.   &lt;u&gt;เนย&lt;/u&gt;    มีทั้งเนยสด เนยเทียมหรือมาการีน และเนยขาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; -   &lt;strong&gt;เนยสด&lt;/strong&gt;   ทำจากน้ำนมวัวชนิดเข้มข้น สีเหลืองอ่อน จึงต้องแช่เย็นไว้เสมอ ก่อนนำมาใช้ต้องทิ้งให้อ่อนตัวเล็กน้อยจึงจะผสมเข้ากันได้ดี&lt;br /&gt; -   &lt;strong&gt;เนยเทียมหรือมาการีน&lt;/strong&gt;   มีสีเหลืองเข้มเกือบส้ม อยู่ในอุณหภูมิปกติได้โดยไม่ละลาย จึงไม่ต้องแช่ตู้เย็น&lt;br /&gt; -   &lt;strong&gt;เนยขาว&lt;/strong&gt;   มีสีขาวตามชื่อเรียก นิยมมาทาถาด พิมพ์สำหรับอบกันขนมติดพิมพ์ หรือผสมกับเนยสดเพื่อตีเป็นครีมแต่งหน้าเค้ก&lt;br /&gt; -   &lt;strong&gt;เพสตรีมาการีน&lt;/strong&gt; (Pastry Margarine)   เป็นมาการีนที่ใช้ในการพับให้เกิดชั้นของพายชั้น มีความเหนียวและรีดคลึงได้ง่าย และทำให้ชั้นของแป้งสูงขึ้น&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;6.   &lt;u&gt;นม&lt;/u&gt;   นิยมใช้นมสด หรือผสมนมข้นจืดกับน้ำเปล่าในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 คือนมข้นจืด 1 ส่วนผสมกับน้ำ 1 ส่วนให้ได้ตามจำนวนที่ต้องการ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;7.   &lt;u&gt;เกลือ&lt;/u&gt;   ช่วยปรุงแต่งรสชาติให้ขนมมีรสกลมกล่อมยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการทำเบเกอรี่&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1.   เครื่องตีไข่ไฟฟ้า&lt;br /&gt;2.   ตะกร้อตีไข่ด้วยมือ&lt;br /&gt;3.   พายยาง&lt;br /&gt;4.   ที่ปาดเนย (Spatula)&lt;br /&gt;5.   อ่างผสม&lt;br /&gt;6.   พิมพ์อบเค้ก, ถาดอบคุกกี้&lt;br /&gt;7.   กระดาษไข&lt;br /&gt;8.   หัวบีบคุกกี้และถุงบีบ&lt;br /&gt;9.   แปรงทาเนย&lt;br /&gt;10.  ชุดถ้วยตวงมาตรฐานเฉพาะของแห้ง&lt;br /&gt;11.  ชุดช้อนตวงมาตรฐาน&lt;br /&gt;12.  ถ้วยตวงของเหลว&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ประเภทของขนมอบ&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img12.imageshack.us/img12/7927/picno036rs7.jpg" height="130" alt="pic_no_1440__cake.jpg" hspace="10" width="130" align="left" border="0" /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;เค้ก&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt; มีหลายประเภทและมีคุณสมบัติต่างกัน แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.   เค้กที่มีไขมันเป็นส่วนผสมหลัก เป็นเค้กที่มีปริมาณไขมันสูง การขึ้นฟูของเค้กเกิดจากการตีเนยที่เอาอากาศเข้าไป อนุภาคของไขมันจะกักอากาศไว้แล้วขยายตัวระหว่างการอบ เค้กประเภทนี้ ได้แก่ เค้กเนย เค้กผลไม้ เค้กช็อกโกแลต&lt;br /&gt;2.   เค้กที่มีไข่เป็นส่วนผสมหลัก การขึ้นฟูขึ้นอยู่กับการจับอากาศของไข่ในระหว่างการตีไข่ ทำให้เค้กขยายตัวในระหว่างการอบ การทำเค้กประเภทนี้ ควรทำด้วยความระมัดระวัง เพราะฟองที่เกิดจากการตีไข่อ่อนตัว เมื่อใส่แป้งลงไปในส่วนผสมควรตะล่อมอย่างเบามือและอย่าคนนาน เค้กประเภทนี้ ได้แก่ แยมโรล ทอฟฟี่เค้ก&lt;br /&gt;3.   เค้กที่ทำโดยแยกไข่แดง-ไข่ขาว หรือเรียกอีกอย่างว่า ชิฟฟอนเค้ก เป็นเค้กที่รวมลักษณะของเค้กเนยและเค้กไข่เข้าด้วยกัน โดยมีโครงสร้างละเอียดเหมือนเค้กไข่ และมีเนื้อเค้กที่มันเงาเหมือนเค้กเนย ต่างกันที่ใช้น้ำมันพืชแทนเนย มีลักษณะเบาและนุ่มมาก&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;หลักการทำเค้ก&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         เค้กมีหลายชนิดหลายรูปแบบ จึงมีวิธีทำและส่วนผสมที่ต่างกัน หากเรารู้หลักต่อไปนี้ จะทำให้เค้กออกมาสวยน่ารับประทานและอร่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.   ควรร่อนแป้งทุกครั้งก่อนใช้เพื่อให้อากาศแทรกเข้าไประหว่างเนื้อแป้ง ทำให้แป้งเบาฟู การตวงแป้งจึงต้องใช้วิธีการชั่งมากกว่าการตวง เพราะให้ปริมาฯส่วนปสมแน่นอนกว่า&lt;br /&gt;2.   ไขมันนั้น ถ้าเป็นเนยสดควรเอาออกจากตู้เย็นก่อนเพื่อให้อ่อนตัวและง่ายต่อการตีครีม ถ้จะให้ได้เนื้อเค้กที่นุ่มลักษณะดี ควรผสมเนยสดกับมาการีนหรือเนยขาวเข้าไปด้วย&lt;br /&gt;3.   น้ำตาลควรเลือกเม็ดละเอียดหรือป่น เพราะถ้าใช้น้ำตาลเม็ดใหญ่อาจละลายไม่หมดและเกิดจุดบนหน้าเค้กได้ ทำให้เค้กไม่น่ารับประทาน&lt;br /&gt;4.   ควรเลือกใช้ผงฟูคุณภาพดี มีการทำงาน 2 ขั้นตอน คือ ช่วยฟูขณะผสมส่วนผสมและช่วยฟูขณะอบ และควรดูผงฟูที่ไม่เก่า เพราะจะทำให้เค้กมีขนาดเล็กและปริมาณเนื้อเค้กน้อย&lt;br /&gt;5.   การเติมไข่และของเหลวควรเติมทีละน้อยหรือแบ่งใส่ทีละส่วนเพื่อป้องกันไม่ให้ไขมันแยกตัวออกจากส่วนผสม&lt;br /&gt;6.   การตีไข่ขาวควรตีด้วยความเร็วสูงสุดจนไข่เริ่มตั้งยอด จึงใส่น้ำตาลแล้วตีต่อจนตั้งยอด อุปกรณ์ที่ใช้ตีไข่ขาวทั้งอ่างผสมและเครื่องตีต้องแห้งสะอาด ปราศจากไขมัน ถ้ามีไขมันเพียงเล็กน้อยไข่ขาวจะตีไม่ขึ้น&lt;br /&gt;7.   การอบเค้กทุกชนิดควรเปิดเตาอบไว้ก่อน เพื่อให้อุณหภูมิของเตาอบได้ตามที่ตำรับระบุไว้ และขณะอบขนมไม่ควรเปิดเตาอบบ่อย ๆ เพราะการเปิดเตาอบแต่ละครั้งเป็นการลดอุณหภูมิลง และอากาศภายนอกเข้าไป ทำให้ขนมยุบตัวได้&lt;br /&gt;8.   การทดสอบว่าเค้กสุกหรือยัง ให้ใช้ไม้แหลมจิ้มตรงกลางเค้ก ถ้าไม่มีเนื้อเค้กติดออกมาแสดงว่าเค้กสุกแล้ว หรือใช้มือแตะหน้าเค้กเบา ๆ ถ้าไม่เป็นรอยนิ้วมือที่แตะก็แสดงว่าสุก อีกวิธีหนึ่งคือสังเกตว่าขอบขนมล่อนออกจากพิมพ์โดยรอบและมีสีเหลือง&lt;br /&gt;9.   การวางเค้กในเตาอบควรวางให้อยู่กึ่งกลางเตาพอดี และถ้าอบพร้อมกันหลายพิมพ์ให้วางตาละพิมพ์ห่างกัน 1 นิ้ว เมื่อเค้กสุกฟูขึ้นจะได้ไม่ติดกัน และความร้อนสามารถกระจายรอบตัวเค้กได้&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;วิธีทำเค้กแต่ละชนิด&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         เค้กที่มีไขมันเป็นส่วนผสมหลัก มีด้วยกัน 3 วิธีคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;u&gt;วิธีที่ 1&lt;/u&gt;    ครีมเนย เป็นวิธีการผสมโดยตีไขมันกับน้ำตาลจนขึ้นฟูเป็นครีมขาว แล้วค่อย ๆ ใส่ไข่ทีละฟอง ตีให้เข้ากัน จึงใส่แป้งสลับกับของเหลว โดยเริ่มต้นด้วยแป้งและต้องจบด้วยแป้ง การเติมแป้งลักษณะนี้เพื่อให้แป้งดูดซึมน้ำบางส่วนและป้องกันแป้งจับตัวเป็นก้อน ผสมกันจนเนียนเรียบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;วิธีที่ 2&lt;/u&gt;    ผสมขั้นตอนเดียว เป็นการผสมส่วนผสมทั้งหมด ยกเว้นไข่แล้วตีด้วยความเร็วสูงประมาณ 5 นาทีจึงใส่ไข่ ตีต่ออีก 5 นาทีด้วยความเร็วต่ำ วิธีนี้มักใช้กับแป้งสำเร็จรูป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;วิธีที่ 3&lt;/u&gt;    แยกไข่ขาว-ไข่แดง เป็นวิธีที่นิยมมาก เพราะจะได้เค้กที่มีปริมาณมาก โดยแยกไข่แดงและไข่ขาวไว้ก่อน แล้วตีเนยกับน้ำตาลจนขึ้นจึงใส่ไข่แดงทีละฟอง ตีผสมจนเข้ากันด้วยความเร็วต่ำ ใส่ส่วนผสมแป้งสลับกับของเหลว เติมกลิ่นตามต้องการ จากนั้นตีไข่ขาวกับครีมออฟทาร์ทาร์จนตั้งยอดอ่อนจึงค่อย ๆ ใส่น้ำตาลอีกส่วนจนหมดและมีลักษณะตั้งยอดแข็ง ใส่ส่วนผสมแป้ง ตะล่อมเบา ๆ ให้เข้ากัน&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;u&gt;เค้กที่มีไข่เป็นส่วนผสมหลัก มี 2 วิธีคือ&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;วิธีที่ 1&lt;/u&gt;    แองเจิลฟูลเค้ก เป็นเค้กที่ใช้ไข่ขาวตีกับน้ำตาลหนึ่งส่วนและใส่ครีมออฟทาร์ทาร์ลงไปด้วยเพื่อช่วยให้ฟองไข่ขาวอยู่ตัว ไม่เหลวเป็นน้ำ และทำให้เนื้อเค้กที่อบเสร็จมีสีขาวละเอียด ส่วนน้ำตาลอีกส่วนหน้ามาผสมกับแป้ง เกลือ แล้วนำไปผสมกับไข่ขาวที่ดีจนตั้งยอดแข็ง คนเบา ๆ ให้เข้ากัน วิธีนี้จะไม่มีไขมัน เพราะฉะนั้นพิมพ์ที่ใช้ใส่ก็ต้องไม่ทาไขมัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;วิธีที่ 2&lt;/u&gt;    สปองจ์เค้ก เป็นเค้กที่ใช้ไข่ทั้งฟองหรือใช้เฉพาะไข่แดง โดยตีไข่กับน้ำตาลด้วยความเร็วสูงจนกระทั่งฟองไข่ละเอียดเป็นเนื้อสีขาว จึงใส่ส่วนผสมของแป้ง บางสูตรอาจมีนมและเนยละลายด้วย ซึ่งการเติมเนยละลายนั้นต้องเป็นเนยอุ่น ๆ เพื่อป้องกันการยุบตัว และต้องใส่หลังจากผสมแป้งแล้วโดยคนเร็ว ๆ และเบา&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ซิฟฟอนเค้ก เป็นเค้กที่มีเนื้อเบาและนุ่ม มีวิธีการทำ 2 ขั้นตอน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;ขั้นตอนที่ 1&lt;/u&gt;    แยกเอาไข่แดง-ไข่ขาว จากนั้นตีไข่ผสมกับแป้ง น้ำตาลหนึ่งส่วน ผงฟู เกลือ น้ำมันพืช และน้ำ คนจนส่วนผสมเนียน&lt;br /&gt;&lt;u&gt;ขั้นตอนที่ 2&lt;/u&gt;    ตีไข่ขาวกับครีมออฟทาร์ทาร์หรือน้ำมะนาวพอขึ้น จึงค่อย ๆ ใส่น้ำตาลอีกส่วน ตีจนฟองแข็งตัวตั้งยอดแข็งจึงใส่ส่วนผสมไข่แดงตะล่อมเบา ๆ จนเข้ากันดี ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ต้องผสมเบา ๆ มือ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img11.imageshack.us/img11/9854/picno037os2.jpg" height="150" alt="pic_no_1441__cookie.jpg" hspace="10" width="150" align="left" border="0" /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;คุกกี้&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt; มีหลายชนิด ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.   &lt;strong&gt;คุกกี้หยอด  &lt;/strong&gt; ลักษณะแป้งจะเหลว ตักหยอดได้สะดวก เมื่ออบสุกแล้วกลมนูนตรงกลางหรือแผ่เป็นแผ่นบาง กรอบร่วน เป็นคุกกี้ที่ทำง่าย อบง่าย และหักง่าย ผสมได้หลายรส แล้วเรียกตามส่วนผสมที่ใส่เพิ่ม เช่น คุกกี้เนย คุกกี้ถั่ว คุกกี้กาแฟ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.   &lt;strong&gt;คุกกี้หั่นหรือแช่แข็ง&lt;/strong&gt;   เมื่อผสมส่วนผสมเสร็จแล้วให้ทำเป็นแท่งยาวเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ถึง 1 ? นิ้ว ห่อด้วยพลาสติก แช่เย็นให้แข็งแล้วหั่นเป็นแว่นหนา ? ซ.ม.  ด้วยมีดคม ๆ เช่น คุกกี้ลูกล้อ คุกกี้ถั่วลิสง คุกกี้ชีส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.   &lt;strong&gt;คุกกี้ปั้น  &lt;/strong&gt; คุกกี้ชนิดนี้เมื่อผสมเสร็จแล้วนำมาปั้นเป็นรูปร่างต่าง ๆ ลักษณะที่ได้คล้ายกับคุกกี้คลึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.   &lt;strong&gt;คุกกี้กด&lt;/strong&gt;   ใช้กระบอกคุกกี้ที่มีลวดลายหรือถุงบีบที่ใช้หัวสำหรับบีบคุกกี้ บีบออกมาเป็นลวดลายบนถาดอบ คุกกี้ชนิดนี้มีส่วนผสมของไขมันมากกว่าคุกกี้ชนิดอื่น และนิยมทำกันมาก เช่น คุกกี้เนย คุกกี้กาแฟ หัวบีบที่ใช้กดสามารถเปลี่ยนเป็นลวดลายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.   &lt;strong&gt;คุกกี้คลึง&lt;/strong&gt;   คุกกี้ชนิดนี้แป้งจะแข็งกว่าคุกกี้ชนิดอื่น ถ้าแป้งนุ่มจะคลึงยากและเละ สามารถทำเป็นรุปร่างแปลก ๆ ได้หลายแบบ ลักษณะกรอบร่วน นุ่มนวล เช่น คุกกี้มะนาว บิสกิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.   &lt;strong&gt;คุกกี้แท่ง&lt;/strong&gt;   มีลักษณะของเค้กผสมคุกกี้อยู่ในขนมชนิดเดียวกัน นิยมใส่ถาดอบก้นตื้น เมื่ออบสุกจึงจะตัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยม แซะออกจากถาด มีความอ่อนตัว รสอร่อยและมีความชุ่มฉ่ำ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;การผสมและอบคุกกี้&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;          หลักทั่ว ๆ ไปของการผสมคุกกี้ คือ ต้องตีเนยสดกับน้ำตาลให้ขึ้นฟูจึงใส่ไข่ ตีต่อให้เข้ากัน ใส่กลิ่น ตีให้เข้ากัน ใส่แป้งผสมเบา ๆ เร็ว ๆ อย่าผสมนาน เพราะกลูเตนที่เกิดขึ้นจะทำให้ส่วนผสมแห้งและเหนียว เมื่อนำไปหยอดคุกกี้จะแข็ง และเมื่อผสมเสร็จแล้วควรหยอดเป็นรูปร่างทันที ถ้าปล่อยไว้นานคุกกี้จะแห้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          การหยอดคุกกี้ต้องหยอดลงบนถาดที่ทาไขมันแล้ว และให้ขนาดชิ้นเท่ากัน แต่ละชิ้นให้ห่างกัน 1 นิ้ว เพราะขณะอบคุกกี้จะขยายตัวขึ้นอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          ส่วนการอบคุกกี้นั้น ถาดที่ใช้อบต้องทาไขมัน และถ้าคุกกี้ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลและไขมันสูงควรใช้อุณหภูมิที่ใช้อบคุกกี้ทั่วไป และการเอาออกจากเตาต้องให้คุกกี้สุกเหลือดีเสียก่อน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;         อุณหภูมิที่ใช้อบควรตั้งให้ได้เท่ากับที่ตำรับระบุก่อนนำคุกกี้เข้าอบ ซึ่งอุณหภูมินี้มีส่วนสำคัญมาก เพราะคุกกี้บางชนิดเมื่ออุณหภูมิไม่ถึง คุกกี้อยู่ในเตาอบนาน ทำให้คุกกี้แบน โดยอุณหภูมิที่ใช้อบคุกกี้แต่ละชนิดจะไม่เท่ากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         เมื่อนำคุกกี้ออกจากเตาอบแล้วควรรีบแซะออกจากถาดทันทีในขณะที่คุกกี้ยังร้อนอยู่ แล้ววางบนตะแกรงเพื่อให้คุกกี้เย็น เพื่อป้องกันการแตกหักของคุกกี้ ซึ่งจะแตกได้ง่ายเวลาแซะหลังจากเย็นแล้ว&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;การเก็บคุกกี้&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         ควรเก็บคุกกี้ขณะที่ยังอุ่น ๆ ไม่ถึงกับเย็นสนิท เพราะถ้าคุกกี้เย็นสนิทจะสัมผัสกับความชื้นสูง ทำให้ไม่กรอบ และควรเก็บใส่ขวดที่มีฝาปิดสนิท&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img10.imageshack.us/img10/1630/picno038pt5.jpg" height="106" alt="pic_no_1442__bread.jpg" hspace="10" width="85" align="left" border="0" /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ขนมปัง&lt;/u&gt;   &lt;/strong&gt;ชนิดของขนมปัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.   &lt;strong&gt;ขนมปังแซนด์วิช, ขนมปังปอนด์&lt;/strong&gt;   เป็นขนมปังที่มีไขมันน้อย มีลักษณะเป็นแท่งโดยใช้พิมพ์ขนาดยาวและแคบเพื่อบังคับรูปร่างของโด (Dough คือแป้งผสมน้ำหรือของเหลวอื่น ๆ แล้วนวดจนเหนียวได้ที่) ให้เสมอกันทั้งสองข้าง มีเนื้อละเอียดและนุ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.   &lt;strong&gt;ขนมปังฝรั่งเศส&lt;/strong&gt;   จัดเป็นขนมปังที่มีไขมันต่ำประมาณ 0.3% แป้งต้องมีปริมาณกลูเตนสูงเพื่อให้ทนต่อการหมักได้ โดที่ผสมปั้นเป็นรูปร่างต้องทาผิวด้วยน้ำ จึงตัดให้เป็นรายเฉียงขวางบนก้อนโดด้วยมีดคม ๆ ก่อนนำไปอบ และควรฉีดไอน้ำก่อนนำเข้าตู้อบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.   &lt;strong&gt;ซอฟท์โรล&lt;/strong&gt;   ห่างจากโดที่มีความเข้มข้นสูง มีไขมันและน้ำตาล 12 – 15 % ของแป้ง โรลที่อบได้จะมีรสหวานนุ่ม เนื้อละเอียด เพราะมีการพักตัวเพื่อให้ขึ้นฟูเต็มที่ ลักษณะของขนมปังชนิดนี้ เช่น แฮมเบอร์เกอร์ ฮอดดอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.   &lt;strong&gt;ขนมปังหวาน&lt;/strong&gt;   มีหลายชนิด เช่น ขนมปังลูกเกด ขนมปังไส้ต่าง ๆ ขนมปังหวานต่างจากขนมปังจืดที่ส่วนผสม เพราะโดมีสูตรเข้มข้นกว่าโดยมีปริมาณน้ำตาล นม ไขมัน และไข่สูงกว่าขนมปังจืด สามารถดัดแปลงเป็นขนมปังต่าง ๆ ได้หลากชนิด โดยทำรูปร่างและใส่ไส้ให้แตกต่างกัน แล้วเรียกชื่อตามรูปร่างและไส้นั้น&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;u&gt;การทำขนมปัง มี 3 วิธี คือ&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิธีผสมขั้นตอนเดียว&lt;/strong&gt;    โดยผสมส่วนทั้งหมดรวมกัน แล้วนวดให้เข้ากันจนแป้งที่ได้มีเนื้อเนียน จากนั้นก็หมักครั้งที่ 1 จนขึ้นเป็น 2 เท่า นำมาไล่อากาศ ตัดเป็นก้อนแล้วปั้นเป็นรูปร่างตามต้องการ วางใส่พิมพ์แล้วหมักครั้งที่ 2 จนขึ้นเป็น 2 เท่า จึงนำไปอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิธีผสมแบบสองขั้นตอน&lt;/strong&gt;   การทำขนมปังแบบนี้จะมีการผสมและการหมักสองครั้ง ส่วนแรกเรียกว่า สปองจ์ โดยนำแป้งส่วนหนึ่งมาผสมกับยีสต์และน้ำ 55% ของน้ำหนักแป้งพอเข้ากัน หมักประมาณ 1-2 ชั่วโมง จนขึ้นเป็น 2 เท่า ส่วนที่สองเรียกว่า โด ซึ่งนำส่วนของสปองจ์ที่ขึ้นเต็มที่แล้วมาผสมกับแป้งที่เหลือและส่วนผสมทั้งหมด เติมน้ำอีก 45% ผสมจนเข้ากันดีจึงใส่เนยขาว นวดต่อจนเนียน หมักจนขึ้นเป็น 2 เท่า นำมาไล่อากาศ ตัดเป็นก้อน ปั้นเป็นรูปตามต้องการใส่พิมพ์ หมักต่ออีกในพิมพ์จนขึ้นจึงนำไปอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิธีทุ่นเวลา&lt;/strong&gt;    มีขั้นตอนไม่ต่างจากวิธีแรก แต่จะเพิ่มสารเสริมเพื่อเร่งให้ก้อนขนมปังโดขึ้นเร็วหลักจากผสมไว้ประมาณ 15 นาที นำมาไล่อากาศตัดและปั้นเป็นรูปร่างตามต้องการใส่พิมพ์ แล้วหมักต่อจนขึ้นเป็น 2 เท่า จึงเข้าเตาอบ ขนมปังที่ทำด้วยวิธีนี้เนื้อจะหยาบ แต่ประหยัดเวลา&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;u&gt;การผสมและปั้นโดของขนมปัง&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;1.   ขนมปังแซนด์วิช, ขนมปังปอนด์   ใช้วิธีการผสมแบบสองขั้นตอนเพื่อให้ได้ลักษณะขนมปังที่ดี เนื้อนุ่มละเอียด เมื่อผสมโดแล้วพักไว้ 30-40 นาที จึงนำมาตัดชั่งตามขนาดของพิมพ์ที่ใช้ น้ำหนักประมาณ 300-500 กรัม คลึงเป็นก้อนกลม พัก 15 นาที นำโดมาไล่ก๊าซออกแล้วม้วนกดให้แน่นเป็นรูปทรงกระบอกยาวเท่าขนาดพิมพ์ บีบริมแป้งให้แน่นวางโดลงในพิมพ์ให้ริมแป้งอยู่ด้านล่าง พักต่ออีกประมาณ 1 ชั่วโมงจึงอบด้วยอุณหภูมิตามตำรับจนสุก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.   ขนมปังฝรั่งเศส   เมื่อผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้วตีด้วยความเร็วต่ำจนส่วนผสมเข้ากัน จะได้ก้อนโดที่เนียน นำมาหมักโดยตัดเป็นก้อน 250 – 300 กรัม คลึงเป็นก้อนกลม พักไว้ 15 นาที แล้วคลึงไล่อากาศม้วนให้แน่น ทำเป็นแท่งยาวเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว ใส่ลงในพิมพ์ พักให้ขึ้นจากเดิมอีกประมาณ ? ทาผิวด้วยน้ำ ตัดเฉียงตามขวาง แล้วพักให้ขึ้นเต็มที่ อบด้วยอุณหภูมิตามตำรับ เมื่ออบสุกแล้วเคาะดูจะมีเสียงกลวงข้างใน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.   ซอฟต์โรล   ใช้วิธีผสมแป้งแบบขั้นตอนเดียว โดยผสมส่วนผสมทั้งหมดรวมกัน นวดจนก้อนโดเนียน จากนั้นก็หมักไว้ 45-60 นาที แล้วตัดเป็นก้อน ก้อนละ 50 กรัม คลึงเป็นก้อนกลม วางบนถาดอบ พักไว้ 5-10 นาทีหรือขึ้นฟูเต็มที่ อบด้วยอุณหภูมิตามตำรับจนสุก ประมาณ 15 นาที อย่าอบนานเกินไปเพราะจะทำให้ขนมปังแข็ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          ขนมปังหวาน ผสมแบบ 2 ขั้นตอน เมื่อผสมเสร็จจะหมักไว้จนขึ้นเป็น 2 เท่าแล้วนำมาไล่อากาศ ตัดเป็นก้อน ชั่งน้ำหนักตามลักษณะไส้และรูปร่าง โดยแต่ละก้อนต้องคลึงให้เรียบก่อนใส่ไส้และปั้นเป็นรูปร่าง หมักต่อในถาดอบหรือพิมพ์จนสุกเหลือง อุณหภูมิที่ใช้อบต้องต่ำกว่าขนมปังชนิดอื่นเล็กน้อยเพราะมีส่วนผสมของน้ำตาลมาก เพื่อให้ความร้อนถึงตรงกลางโดยที่เหลือกนอกไม่ไหม้และข้างในสุก&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img9.imageshack.us/img9/1020/picno039vu8.jpg" height="106" alt="pic_no_1443__co4.jpg" hspace="10" width="85" align="left" border="0" /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;พาย&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;ขั้นตอนการทำพาย&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;         &lt;br /&gt;        การผสมแป้งพายมี 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนแรก ผสมแป้งกับไขมันจนแป้งหุ้มไขมันเป็นเม็ดเล็ก ๆ ขั้นที่สอง เติมน้ำในส่วนผสมที่ละลายน้ำ ถ้าผสมมากเกินไปจะทำให้แป้งเหนียว หดตัว หลังจากผสมแล้วควรพักแป้งไว้ในตู้เย็น จะช่วยให้น้ำกระจายทั่วและไขมันแข็งตัว ไม่เยิ้มออกมาระหว่างคลึงเพื่อกรุลงพิมพ์ จากนั้นนำแป้งมารีดให้เป็นแผ่นกว้างกว่าพิมพ์ที่จะใช้ 1 นิ้ว หนา 1/8-1/4 นิ้ว เมื่อวางลงในพิมพ์ต้องค่อย ๆ ไล่อากาศจากก้นพิมพ์ขึ้นไป ใช้ส้อมจิ้มแป้งที่ก้นพิมพ์ให้เป็นรูเพื่อให้อากาศออกระหว่างอบ ถ้าเป็นพายที่มีแป้งปิดหน้าด้วย เมื่อปิดหน้าแล้วให้ทาหน้าด้วยไข่แดงผสมน้ำแล้วเจาะรูเพื่อให้อากาศระบายออก&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;u&gt;การอบพาย&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;         โดยทั่วไปการอบพายจะขึ้นอยู่กับแต่ละตำรับ แต่อุณหภูมิไม่ห่างกันมากนัก การอบพายด้วยไฟแรงเพื่อให้เปลือกพายมีสีแก่เร็วและป้องกันไส้ที่บรรจุไว้เดือด ถ้าใช้อุณหภูมิต่ำจะทำให้เปลือกพายสุกช้าและไส้เดือด ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ไส้ไหลออกมา ความสำคัญของเตาอบอยู่ที่ไฟล่างต้องร้อนสม่ำเสมอ จึงจะทำให้เปลือกพายชั้นล่างสุกทั่วถึง&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;u&gt;ไส้พาย&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;         ไส้ที่นำมาบรรจุในแป้งพายมีหลายชนิด เช่น ไส้ผลไม้ ไส้ครีม ไส้ไก่ คัสตาร์ด ซึ่งมีลักษณะข้นอยู่ตัว เพื่อไม่ให้ของเหลวซึมลงในแป้งพาย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://img8.imageshack.us/img8/7039/picno040tq3.jpg" height="106" alt="pic_no_1444__pie.jpg" hspace="10" width="85" align="left" border="0" /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;พัฟเพสตรี&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;ขั้นตอนการทำพัฟเพสตรี&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ขั้นตอนที่ 1&lt;/strong&gt;   เป็นการผสมแป้ง น้ำ และไขมันส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นไขมันอ่อนจำพวกเนยสดหรือมาการีน น้ำตาล จนส่วนผสมเนียนไม่ติดมือ พักไว้จนคลายตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ขั้นตอนที่ 2&lt;/strong&gt;   เป็นการนำแป้งที่พักไว้มารีดเป็นแผ่น วางเพสตรีมาการีนบนแป้งแล้วห่อให้เรียบร้อย จึงนำมารีดให้เป็นแผ่นเหมือนครั้งแรกแล้วพับทบ ซึ่งมี 2 แบบด้วยกัน คือ พับทบ 3 ทบ และพับทบ 4 ทบ เมื่อพับทบครั้งหนึ่งแล้วควรพักแป้งไว้ 10-15 นาที เพื่อให้แป้งคลายตัว เมื่อพักแป้งได้ที่แล้วจึงนำเพสตรีมาการีนขนาดเท่าเดิมมาวางซ้อนข้างบนแล้วพับทบเหมือนครั้งแรก ทำเช่นนี้ 3-5 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         การรีดและพับทบแป้งหลาย ๆ ครั้งหลักจากการห่อเนยแล้วเพื่อให้สร้างโครงสร้างชั้นของแป้งและชั้นของไขมันสลับกัน ซึ่งจะได้แป้งพัฟที่มีลักษณะเป็นชั้นบาง ๆ ความร้อนจะทำให้เนยที่อยู่ในแป้งเดือดและขยายตัว ทำให้ชิ้นแป้งพองตัวขึ้น และเนยก็ละลายซึมเข้าไปในเนื้อแป้ง เมื่ออบได้ที่แล้วแป้งพัฟจะแห้งกรอบ เบา มีความเงามันและอยู่ตัว เห็นโครงสร้างเป็นชั้น ๆ เมื่อบิออกจะเห็นแผ่นแป้งเป็นเกล็ดบาง ๆ หลุดออกมาด้วย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;u&gt;วิธีการวางเนยบนแผ่นแป้ง&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แบบอังกฤษ&lt;/strong&gt;    รีดแป้งที่ผสมเสร็จแล้วให้เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า 14*16 นิ้ว โดยให้ริมทั้งสี่ด้านตรงและเป็นมุมเหลียม แบ่งแผ่นแป้งออกเป็น 3 ส่วน วางเพสตรีมาการีนลงบนแป้ง 2 ใน 3 ส่วนและอยู่ห่างจากขอบประมาณ 1 นิ้ว เพื่อไม่ให้แป้งล้นออกมากขณะรีด พับส่วนที่ 3 ซึ่งไม่มีเนยทับส่วนที่ 2 แล้วพับส่วนที่ 1 ทับส่วนที่ 3 ก็จะได้ชั้นแป้ง 3 ชั้น ชั้นเนย 2 ชั้น รีดแป้งให้เท่าเดิมอีกแล้วพับ 3 ทบ ทำเช่นนี้ 4 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แบบฝรั่งเศส&lt;/strong&gt;    ทำเช่นเดียวกับแบบอังกฤษ ต่างกันตรงวิธีการรีดแป้งโดยรีดแป้งออกเป็นรูปซองเปิดสี่ด้าน ให้มุมทั้งสี่ที่รีดออกไปนั้นบางกว่าตรงกลาง วางเพสตรีมาการีนที่เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมตรงกลางแป้ง ดึงมุมทั้งสี่ของแป้งที่รีดให้ปิดก้อนเนยทุกด้านให้มิดชิดเป็นรูปซองจดหมาย แล้วคลึงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า พับทบเช่นเดียวกับแบบอังกฤษ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;........................................................................................................................................&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ขอขอบคุณบทความจาก  หนังสือ Quick &amp;amp; Easy BAKERY  คณะผู้จัดทำ : กองบรรณาธิการนิตยสาร Gourmet &amp;amp; Cuisine  บรรณาธิการ : สันติ วิริยะรังสฤษฏ์  บริษัท มีเดีย แอสโซซิเอตเต็ด จำกัด&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;โดยอภินันทนาการจาก  คุณติ๊ดตี่&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-6592276384382170084?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/6592276384382170084/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_730.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/6592276384382170084'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/6592276384382170084'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_730.html' title='โลกของเบเกอรี่'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-8600102886039616158</id><published>2009-02-09T06:08:00.000-08:00</published><updated>2009-02-10T08:16:55.941-08:00</updated><title type='text'>โครงการต้นไม้เพื่อชีวิต</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;โครงการต้นไม้เพื่อชีวิต&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="http://img13.imageshack.us/img13/2231/picno021xp4.gif" height="157" alt="pic_no_1462_pic_no_1135_p_o3.gif" hspace="10" width="300" align="left" border="0" /&gt;มะรุมไม้กลางบ้านของไทยที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมาเป็นเวลานานนอกจากจะรับประทานอร่อยแล้ว ชาวอินเดียยังได้ทำการทดลองและเชื่อว่ามีคุณสมบัติในการรักษาโรคต่างๆได้ถึง300ชนิดองค์การสหประชาชาติได้ให้การสนับสนุนในการค้น&lt;br /&gt;คว้าและวิจัยอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในการรักษาโรคขาดอาหารและอาการตาบอดซึ่งเกิดขึ้นในเด็กแรกเกิดจนถึงวัยเจริญเดิบโตในประเทศด้อยพัฒนาเช่นกลุ่มประเทศในอาฟริกาตอนใต้และประเทศอินเดีย กลุ่มองค์การกุศลมากมายได้หันมาให้ความสนใจอย่างจริงจังกับพันธุ์ไม้ชนิดนี้ รวมทั้งประเทศไทยกลุ่มนักศึกษาแพทย์จำนวน25ท่านจากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ได้ทำการทดลองวิจัยในการที่จะนำมารักษาผู้ป่วยด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         โรคงูสวัสดิ์แม้แต่กลุ่มประเทศอื่นๆเช่นอังกฤษ,เยอรมัน,รัสเซีย,ญี่ปุ่น,จีน,ก็หันมาให้ความสนใจและทำการค้นคว้าอย่างเร่งด่วนโดยเฉพาะเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง เบาหวาน โรคเอดส์ และอีกมากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;ประโยชน์คร่าวๆ จากวารสารค้นคว้าที่พอจะอ้างอิงได้มีดังต่อไปนี้คือ&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;1.   ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิด ถึง 10 ขวบ  และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอด ได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.   ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ ทำให้สามารถลดการใช้ยาลงโดยความเห็นชอบและการดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ผู้รักษาด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.   รักษาโรคความดันโลหิตสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.   ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายถ้าแม้ทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อHIV นอกจากนี้ยังช่วยให้คนทั่วๆไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองถ้ารับประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.   ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้และสามารถมีชิวิตอยู่อย่างคนทั่วไปได้ในสังคมการรักษาโรคเอดส์ที่ประสพผลสำเร็จในกลุ่มประเทศอาฟริกา แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาก็กำลังอยู่ในภาวะทดลอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.   ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็งแต่ถ้าหากเป็นก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์แผนปัจจุบันหากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊า โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. รักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้นถ้ารับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง โรคพยาธิในลำไส้ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10. รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอดอักเสบ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;         นอกจากนี้ต้นมะรุมยังมีคุณประโยชน์อีกมากมายซึ่งไม่สามารถที่จะนำมาอ้างอิงได้หมดในที่นี้  หากสนใจท่านสามารถหาอ่านได้จากเอกสารอ้างอิงกำกับท้ายเอกสารฉบับนี้&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;u&gt;วิธีใช้&lt;/u&gt;    &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ใบสด&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;    ควรรับประทานใบสดที่ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไปนัก เพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กแรกเกิด -1 ปี  คั้นน้ำจากใบเพียง 1 หยด ผสมกับนมให้ดื่มเพียง 1 หยด ต่อ 1-2 วัน  ใบมะรุมนี้มีธาตุเหล็กสูงมาก  ฉะนั้นทารกในวัยเจริญเติบโต - 2 ขวบ จึงไม่ควรทานมาก&lt;br /&gt;เด็กที่เริ่มทานอาหารได้ถึง 3-4 ขวบ   ควรทานวันละไม่เกิน 2 ใบ  เพิ่มจำนวนขึ้นทีละใบตามอายุ จนถึง 10 ขวบ&lt;br /&gt;เด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่  รับประทานวันละ 1 กิ่ง  จะทานสดหรือประกอบอาหารก็ได้  ถ้าจะให้ได้ผลรวดเร็ว ควรคั้นน้ำดื่มประมาณวันละ 1 ช้อนโต๊ะสำหรับผู้ใหญ่ หรือ 1 ช้อนชาสำหรับเด็ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         การรับประทานสุกควรลวกแต่พอควรเพราะการถูกความร้อนนานเกินไปจะทำให้สารอาหารหลายชนิดเสื่อมคุณภาพลงไปมาก  ถ้าสามารถรับประทานสดได้จะดีมาก ใช้ทำสลัดรวมกับผักสด หรือวางบนแซนวิช&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ผล&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;   รับประทานได้ทั้งฝักอ่อนและฝักแก่พอสมควรฝักแก่จะใช้ลำบากเพราะต้องปอกเปลือกเช่นใช้แกงส้มหรือขูดเอาแต่เนื้อใน มาทำแกงกะหรี่    ฝักอ่อนขนาดถั่วฝักยาวสามารถนำมาทำอาหารได้มากมายหลายชนิด อาทิ เช่น  แกงส้มฝักมะรุม  ฝักมะรุมอ่อนผัดน้ำมันหอย  ยำฝักมะรุมอ่อน (เหมือนยำถั่วพลู)&lt;br /&gt;สลัดสดใบมะรุมผักรวม ทอดมันปลากับฝักมะรุมอ่อน  แกงเลียงฝักมะรุมอ่อนและใบมะรุม&lt;br /&gt;แกงเผ็ดฝักมะรุมอ่อน ไข่ยัดไส้ใบมะรุมหมูสับ  ดอกมะรุมชุบไข่ทอด&lt;br /&gt;ผัดพริกขิงฝักมะรุมอ่อน ผัดจืดฝักมะรุมอ่อนใส่ไข่และกุ้ง ผัดเผ็ดฝักมะรุมอ่อนยอดพริกไทยกับไก่&lt;br /&gt;ฝักมะรุมอ่อนผัดขี้เมา ไก่อบฝักมะรุมอ่อน   ยอด ดอก และฝักมะรุมอ่อนจิ้มน้ำพริก&lt;br /&gt;ต้มจืดหมูสับใบมะรุมอ่อน ผัดฝักมะรุมอ่อนกับเห็ดสดต่างๆ ราดหน้าฝักและใบมะรุมอ่อนไก่/หมู&lt;br /&gt;แกงจืดใบมะรุมอ่อนเต้าหู้ ผัดฝักมะรุมอ่อนกับเห็ดหูหนู จีน แกงจืดวุ้นเส้นใบมะรุมอ่อนใส่เห็ดสด &lt;br /&gt;แกงเขียวหวานหรือแกงแดงฝักมะรุมอ่อน (จะใส่เนื้อ หรือไก่ก็ได้ตามแต่ชอบ)&lt;br /&gt;ยอด ดอก และฝักมะรุมอ่อนชุบแป้งเทมปุระทอด    เหล่านี้เป็นต้น&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;เมล็ด&lt;/u&gt;   &lt;/strong&gt;สามารถนำเมล็ดมะรุมมาสกัดน้ำมันเพื่อใช้ประโยชน์ได้มากมายเช่นใช้ทำอาหารได้  รักษาโรคปวดตามข้อ โรคเก๊า  รักษาโรครูมาติซั่ม และรักษาโรคผิวหนัง  แก้ผิวแห้ง  ใช้แทนยารักษาผิวให้ชุ่มชื้น  รักษาโรคอันเกิดจากเชื้อรา&lt;br /&gt;เปลือกจากลำต้น  นำมาสับให้เป็นชิ้นเล็กๆใส่ผ้าห่อทำเป็นลูกประคบนึ่งให้ร้อนนำมาใช้ประคบ แก้โรคปวดหลัง ปวดตามข้อได้เป็นอย่างดี        * ร้านขายยาจีนนำมาใช้เข้าเครื่องยาจีนรักษาโรคหลายประเภท*&lt;br /&gt;กากของเมล็ดกากที่เหลือจากการทำน้ำมันสามารถนำมาใช้ในการกรองหรือทำน้ำให้บริสุทธิ์เป็นน้ำดื่มได้กากของเมล็ดมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นนำมาทำปุ๋ยต่อได้&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ดอก&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;    ใช้ต้มทำน้ำชาใช้ดื่มช่วยให้นอนหลับสบาย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ใบตากแห้ง&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;  สามารถนำใบมาตากแห้งโดยการตากในที่ร่มอย่าให้โดนแดดเมื่อแห้งสนิทดีแล้วนำมาป่นเป็นผงบรรจุในหลอดแคปซูลเพื่อสะดวกแก่การพกพาในกรณีที่เดินทางและหาใบสดไม่ได้ใช้ทำเป็นน้ำชาไว้ดื่มได้ตลอดวันแต่ใบแห้งจะขาดไวตามินซีและไวตามินบีตลอลีนและแร่ธาตุบางจำพวกที่สูญหายในระหว่างการทำให้แห้งควรเก็บผงมะรุมไว้ในที่มืดเช่นขวดพลาสติกชนิดทึบเพื่อกันการเสื่อมคุณภาพแต่คุณสมบัติอื่นๆ ยังคงเดิมเนื่องจากมะรุมเป็นพืชสมุนไพรกลางบ้านดังนั้นการให้ผลย่อมช้ากว่ายาแผนสมัยใหม่การที่จะใช้ให้ได้ผลอย่างจริงจังต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า3เดือนและต้องใช้ติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอจะให้ผลเป็นที่น่าพอใจร่างกายจะแข็งแรงอยู่เสมอคนธรรมดาที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคก็สามารถใช้ได้เพื่อป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อต่างๆ สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายเป็นอย่างดียิ่ง&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เอกสารอ้างอิง: &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;Nature&amp;rsquo;s Medicine Cabinet by Sanford Holst&lt;br /&gt;The Miracle Tree by Lowell Fuglie&lt;br /&gt;LA times March 27th 2000 article wrote by Mark Fritz.&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://www.PUBMED.GOV"&gt;WWW.PUBMED.GOV&lt;/a&gt;. (Search for Moringa) (Antiviral Research Volume 60, Issue 3, Nov. 2003, Pages 175-180: Depts. of Microbiology, Pharmaceutical Botany, Pharmacology, Faculty of Pharmaceutical Science, Chulalongkorn University, Bangkok 10330, Thailand. Corresponding author. Tel.: +66-2-218-8378; fax +66-2-254-5195)&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.TREESFORLIFE.ORG"&gt;WWW.TREESFORLIFE.ORG&lt;/a&gt;  &lt;a href="http://www.MORINGATREES.ORG"&gt;WWW.MORINGATREES.ORG&lt;/a&gt;  &lt;a href="http://www.MORINGAFARMS.COM"&gt;WWW.MORINGAFARMS.COM&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;..................................................................................................................................&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;โดยอภินันทนาการจาก  Rasayana Retreat  สุขุมวิท 39 ( วอยพร้อมพงษ์ )  กรุงเทพฯ  โทร  02-662-4803-5  หรือ  &lt;a href="http://www.rasayanaretreat.com"&gt;www.rasayanaretreat.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-8600102886039616158?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/8600102886039616158/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_4929.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/8600102886039616158'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/8600102886039616158'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_4929.html' title='โครงการต้นไม้เพื่อชีวิต'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-583839282522430058</id><published>2009-02-09T06:07:00.000-08:00</published><updated>2009-02-10T08:16:55.948-08:00</updated><title type='text'>TOPLO Disease – Fighting Foods  อาหารต้านโรค</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;img src="http://img27.imageshack.us/img27/9909/picno035tn5.jpg" height="111" alt="pic_no_1488_4438t.jpg" hspace="10" width="111" align="left" border="0" /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;TOPLO Disease – Fighting Foods  อาหารต้านโรค&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;         ทุกวันนี้การจะเลือกกินเฉพาะสิ่งที่มีคุณค่าและสารอาหารครบถ้วนอย่างเดียวคงไม่พอ  ควรเลือกกินอาหารที่มีผลในการต้านทานโรคภัยด้วย  เพื่อให้ได้ประโยชน์กำลังสอง  ถ้าได้รู้ว่าแต่ละสิ่งที่กินเข้าไปนั้นช่วยรักษาโรคอะไรได้บ้าง  เราจะมีความสุขกับการกิน  มีกำลังใจในการเลือกสรรขึ้นอีกเยอะ ( แม้บางอย่างจะไม่ถูกปากก็ตาม )  ทุกครั้งที่ไปช็อปปิ้งอย่าลืมจดชื่ออาหารเหล่านี้ลงไปในรายการด้วย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;Spinach&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;          การ์ตูนป๊อปอายยังขายได้  เพราะผักโขมมีประโยชน์จริง ๆ  คนทั่วไปพอได้ยินชื่อผักโขมก็คิดว่าคงมีรสชาติขื่นขมพะอืดพะอมสมชื่อ  แต่ความจริงผักโขมเป็นผักที่มีรสชาติดี  จะผัดร้อน ๆ ต้มซุป หรือทำขนมพายก็ได้  สีเขียวเข้มนั้นอุดมด้วย lutein  ซึ่งช่วยลดการเสื่อมของกล้ามเนื้อตา  เพราะ  lutein  เปรียบเสมือนฟิมล์ป้องกันรังสียูวีโดยปกป้องดวงตาจากแสงแดดนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Try  this :&lt;/strong&gt; ต้มจืดเต้าหู้ผักโขม  ผัดผักโขมไฟแดง  ผักโขมลวกจิ้มน้ำพริก  สลัดผักโขม&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;Whole  grains&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;          85 เปอร์เซ็นต์ ของคนส่วนใหญ่จะกินข้าวหรือขนมปังสีขาว ทั้งที่ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท  หรือขนมปังสีน้ำตาลที่ผสมเมล็ดธัญพืชมีประโยชน์มากกว่า  เพราะมีไฟเบอร์สูง  ช่วยให้ระบบขับถ่าย ไม่มีปัญหา   ที่สำคัญช่วยลดการเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งลำไส้  เบาหวาน  ความดันสูง  โรคหัวใจ  และโรคอ้วน&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Try  this :&lt;/strong&gt; ซูชิข้าวกล้อง  ข้าวกล้องผัดใส่กุ้ง  ข้าวแดงต้มผสมเมล็ดธัญพืช  แซนด์วิชขนมปังโฮลวีท  ขนมปังธัญพืชทาเนยอบกรอบ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;Blueberries&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         เห็นบลูเบอร์รี่ลูกเล็ก ๆ อย่างนี้  แต่กลับมีแอนติออกซิแดนท์สูงมาก  หากกินเป็นประจำทุกวัน  จะช่วยให้พ้นจากโรคภัยที่มีเหตุผลมาจากเหล่าอนุมูลอิสระทั้งหลาย  เช่นโรคมะเร็ง  โรคหัวใจ  และยังช่วยต้านริ้วรอยที่ทำให้ผู้หญิงเราดูแก่เร็วอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Try  this :&lt;/strong&gt; บลูเบอร์รี่ชีสเค้ก  สลัดผักใส่บลูเบอร์รี่  บลูเบอร์รี่สดแช่แข็ง  สมู้ทธีบลูเบอร์รี่&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;Bean&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         พืชตระกูลถั่วชนิดต่าง ๆ เช่น ถั่วแดง  ถั่วดำ  ถั่วลันเตา  ถั่วแขก  เหล่านี้เป็นอาหารที่อุดมด้วยไฟเบอร์และสารอาหารที่ร่างกายต้องการ  เช่น  กรดโฟลิก  แคลเซียม  แมกนีเซียม  เหล็ก  และสังกะสี  หากกินถั่วประมาณครึ่งถ้วย  อาทิตย์ละ 4 ครั้ง  จะช่วยลดอัตราการเป็นโรคหัวใจถึง 22 เปอร์เซ็นต์  แต่น่าเสียดายที่ทุกวันนี้คนเรากินถั่วเพียงเดือนละไม่ถึงครึ่งถ้วยด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Try  this :&lt;/strong&gt; ซุปแฮมใส่ถั่วลันเตา  หุงข้าวสวยผสมถั่ว  ต้มจืดเห็ดหอมถั่วแดง  ถั่วดำต้มน้ำกะทิ  สลัดผักใส่ถั่ว&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;Kiwifruit&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         ผลกีวีมีวิตามินซีสูงกว่าส้ม  และยังมีวิตามินเอ  ไฟเบอร์  โพแทสเซียม  แมกนีเซียม  ที่สำคัญคือมีแอนติออกซิแดนท์ช่วยลดอัตราการเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง  คนทั่วไปรู้ดีว่ากีวีมีประโยชน์  แต่กลับกินกีวีน้อยกว่าที่คิด  คือประมาณหนึ่งผลต่อปี  ทั้งที่จริง ๆ แล้วควรจะกินให้ได้วันละหนึ่งผลจึงจะมีประโยชน์เพียงพอต่อร่างกาย&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Try  this :&lt;/strong&gt; มิกซ์ฟรุตสลัดใส่กีวี  กีวีกับโยเกิร์ต  สมู้ทธีกีวี&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;Soy  milk&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         อีกทางเลือกหนึ่งของคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก  นมถั่วเหลืองอุดมด้วยแคลเซียมและวิตามินดี  แต่มีไขมั่นต่ำ  ดื่มนมถั่วเหลืองทุกวันช่วยลดการเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ  กนะดูกเสื่อม  ความจำเสื่อม  และโรคอ้วน&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Try  this :&lt;/strong&gt; นมถั่วเหลืองชนิดกล่อง  กาแฟใส่นมถั่วเหลือง  เต้าฮวย ( นมถั่วเหลือง )  ฟรุตสลัด  เจลลี่นมถั่วเหลือง&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;Wheat  germ&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         คนรุ่นใหม่ที่อายุต่ำกว่า 55 ปี  อาจจะเห็นเป็นของใหม่  แต่จมูกข้าวสาลีเป็นที่รู้จักกันดีในบรรดาผู้สูงวัย  เพราะรับประทานง่ายและมีไฟเบอร์สูง  รวมทั้งมีแมกนีเซียม  กรดโฟลิก  วิตามินอี  และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ร่างกายต้องการ  ช่วยลดอัตราการเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง  และช่วยลดคอเลสเทอรรอลในเส้นเลือด&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Try  this :&lt;/strong&gt; ขนมปังโฮลวีทผสมกับซีเรียลกินตอนเช้า  เค้กหรือมัฟฟินที่ใช้แป้งโฮลวีท&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;Tomato&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         กินมะเขือเทศบ่อย ๆ ช่วยให้ผิวสวยเพราะในมะเขือเทศมีไลโคปีนที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์ผิวใหม่  และมีแอนติออกซิแดนท์ซึ่งลดการเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง  โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย  หากกินมะเขือเทศทุกวัน  ไม่ว่าจะเป็นมะเขือเทศสดหรือน้ำมะเขือเทศ  จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารไลโคปีนในจำนวนที่เพียงพอ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Try  this :&lt;/strong&gt; น้ำมะเขือเทศไม่ผสมน้ำตาล  สปาเกตตีราดซอสมะเขือเทศ  แซนด์วิชชีสใส่มะเขือเทศ  น้ำพริกมะเขือเทศกับผักสด  ซุปมะเขือเทศ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;Yogurt&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         โยเกิร์ตมีแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย  ช่วยป้องกันอาการท้องอืดท้องเฟ้อและอาการท้องผูกท้องร่วง  ช่วยลดการเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้  นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยแคลเซียม  จึงเหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดอาหารประเภทนมเนยโดยไม่ต้องกลัวว่าจะขาดแคลเซียม  แต่ควรเลือกโยเกิร์ตที่ไม่ผสมน้ำตาล&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Try  this :&lt;/strong&gt; ผลไม้รวมใส่โยเกิร์ต  สลัดผักราดโยเกิร์ต  สมู้ทธีใส่โยเกิร์ต  ผสมซุปโยเกิร์ตลงในซุปอุ่น ๆ สักช้อน  ปลาแซลมอนย่างราดซอสโยเกิร์ตผสมแตงกวา&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;Nuts&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         ถึงเวลาอาหารว่างอย่าลืมนึกถึงถั่ว ( ไม่ใช่ถั่วลิสง )  เพราะถั่วคือของกินเล่นที่มีประโยชน์มากกว่าขนมขบเคียว  ถั่วมีหลายประเภท  เช่น  อัลมอนด์  วอลนัท  บราซิลเลียนนัท  พิสทาซิโอ  เมล็ดมะม่วงหิมพานต์  พีแคน  เชสนัท  ซึ่งอุดมด้วยโปรตีน  แมกนีเซียม  วิตามินบีและอี  คนส่วยใหญ่ไม่ค่อยกินถั่ว  เพราะคิดว่ามีแคลอรีสูง  แต่ถั่วมีกรดไขมันที่ร่างกายต้องการ  ฉะนั้นถ้าเลือกกินในจำนวนที่เหมาะสม  คือไม่เกิน 25 กรัมต่อวัน  ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนัก&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Try  this :&lt;/strong&gt; สลัดผักใส่อัลมอนด์  ส้มตำใส่เมล็ดมะม่วงหิมพานต์  ไอศกรีมโรยหน้าด้วยพิทาซิโอ    ผลไม้แห้งกับถั่ว  วอลนัทกับชีส&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;...........................................................................................................................................&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ขอขอบคุณที่มาของบทความ    นิตยสารแพรว &lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-583839282522430058?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/583839282522430058/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/toplo-disease-fighting-foods.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/583839282522430058'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/583839282522430058'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/toplo-disease-fighting-foods.html' title='TOPLO Disease – Fighting Foods  อาหารต้านโรค'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-6813908253102369319</id><published>2009-02-09T06:04:00.000-08:00</published><updated>2009-02-09T06:06:29.376-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความร่างกายและจิตใจ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความอาหารการกิน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพจิต'/><title type='text'>มาดื่มชาดอกไม้กันเถอะ</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;img height="246" alt="pic_no_1492_w.jpg" hspace="10" src="http://img25.imageshack.us/img25/3271/picno034qs4.jpg" width="197" align="left" border="0" /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;มาดื่มชาดอกไม้กันเถอะ&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สมัยนี้คนหนุ่มคนสาวยุคใหม่ต่างหันมาใส่ใจต่อสุขภาพกันมากขึ้น การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ดูจะเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก วัฒนธรรมการดื่มชาก็ถือว่าเป็นอีกกระแสหนึ่งในการดูแลรักษาสุขภาพ ที่ผู้คนต่างก็หันมาให้ความสนใจ โดยเฉพาะชาเขียวทั้งหลาย โดยเฉพาะหน้าร้อนอากาศอบอ้าวเช่นนี้ หากไม่เลือกรับประทานอาจทำให้ท้องเสียได้ง่าย ๆ การดื่มชาจึงช่วยเรื่องท้องเสียได้เป็นอย่างมากมุมผู้หญิงฉบับนี้มาทำความรู้จักกับชากันบ้างดีกว่า โดยเฉพาะชาดอกไม้ การดื่มชาดอกไม้ถือว่าเป็นวัฒนธรรมการดื่มที่ได้ครบทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และใจ เพราะการดื่มชามีความหมายทางด้านจิตใจ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ฮาพา สปา ได้รวบรวมข้อดีของการดื่มชาว่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง สามารถแยกแยะเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ป้องกันการเกิดมะเร็ง ลดคอเลสเตอรอลและลดอัตราความเสี่ยงต่อการอุดตันของไขมันในเส้นเลือด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ชะลอความแก่ เพราะในชามีปริมาณวิตามินอีถึง 20 เท่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ป้องกันฟันผุและลดกลิ่นปาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. ในชามีกาเฟอีน ในปริมาณที่เหมาะสม ช่วยกระตุ้นสมอง ความคิด ความจำ และสมาธิดีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. ไม่มีน้ำตาล มีวิตามินซีมาก ดีต่อการลดน้ำหนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. ลดพิษและฆ่าเชื้อ ป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. ลดอาการเมาค้าง มีฤทธิ์เป็นด่าง ช่วยให้ร่างกายสดชื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. ดื่มชาอุ่น ๆ ช่วยป้องกันโรคหวัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้เป็นแค่คุณสมบัติส่วนหนึ่งของชาเท่านั้นเครื่องดื่มชาดอกไม้บางประเภทยังมีประโยชน์ด้านอื่น ๆ อีกด้วยมากมาย ตามความเชื่อของภูมิปัญญาไทยที่แยกประเภทได้ดังต่อไปนี้ค่ะ โดยเฉพาะชาดอกไม้ที่เรียกว่าเกสรทั้ง 9 ประกอบด้วย เกสรดอกบัวหลวง ดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี กลีบจำปา กระดังงา ดอกลำดวน ดอกลำเจียก ซึ่งชาดอกไม้ดังกล่าวหากดื่มพร้อมกันจะช่วยชูกำลัง บำรุงหัวใจ บำรุงครรภ์ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้ลมวิงเวียน แก้ไข้เพ้อกลุ้ม บำรุงประสาท แก้น้ำดี และทำให้เจริญอาหาร โดยใช้เกสรสดหรือแห้งก็ได้ ชงกับน้ำร้อน ปิดฝาทิ้งไว้ 10 นาที จิบน้ำชาอุ่น ๆ วันละ 3 ครั้งจะทำให้รู้สึกสดชื่น&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีชาดอกไม้ที่ช่วยบำรุงผมให้แข็งแรงดกดำอย่างชาดอกอัญชัน ชาดอกกุหลาบมอญที่บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย ช่วยเรื่องขับถ่าย ชาดอกกานพลู ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้โรคเหน็บชา แก้หือ แก้ไอ ดับกลิ่นปาก แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ปวดฟัน ชาดอกกระเจี๊ยบ แก้โรคนิ่ว ขับปัสสาวะ ชาดอกเก๊กฮวย กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด&lt;br /&gt;สำหรับสาว ๆ ใดที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจนเริ่มห่วงสุขภาพแล้วละก็ ลองหันมาดื่มชาแทนจะดีกว่าไหมคะ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;........................................................................................................................................&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ขอขอบคุณที่มาบทความ : หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-6813908253102369319?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/6813908253102369319/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_09.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/6813908253102369319'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/6813908253102369319'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_09.html' title='มาดื่มชาดอกไม้กันเถอะ'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-112041345229668848</id><published>2009-02-09T05:57:00.000-08:00</published><updated>2009-02-09T06:05:28.927-08:00</updated><title type='text'>อาหารเพื่อความงาม</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;img src="http://img22.imageshack.us/img22/1327/picno033ng1.jpg" height="139" alt="pic_no_1506_duj.jpg" hspace="10" width="163" align="left" border="0" /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;อาหารเพื่อความงาม&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;         อีกหนึ่งเทรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามที่มาแรงไม่น้อยไปกว่ากระแสความงามแบบอื่น ๆ  คือการใช้สารสกัดจากพืชผัก  ผลไม้  หรือขนมหวานมาเป็นส่วนผสมเพื่อช่วยปรนนิบัติผิวพรรณและบำบัดอารมณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ความนิยมในผลิตภัณฑ์เพื่อความงามที่นำเอาอาหารอย่างผัก  ผลไม้  และขนมมาเป็นส่วนผสมน่าจะมาจากคุณสมบัติสำคัญของพืชเหล่านั้นคือมีทั้งสารที่มีประโยชน์และกลิ่นที่ช่วยในการบำบัดได้ ทฤษฎีง่าย ๆ ของแนวคิดนี้คือ หากผักผลไม้เป็นอาหารที่เต็มไปด้วยวิตามินและสารแอนตี้ออกซิแดนท์ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายแล้วก็น่าจะเป็นประโยชน์เมื่อนำมาใช้กับผิวบ้าง และยังมีความเป็นไปได้ที่ว่าการ รับประทานสารอาหารและแอนตี้ออกซิแดนท์อาจไม่สามารถบำรุงเซลล์ผิวได้ดีเท่ากับการใช้เครื่องสำอางสัมผัสผิวโดยตรง  การใช้ครีมผรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมจากผักผลไม้จึงน่าจะเป็นทางลัดที่ช่วยปรนนิบัติผิวได้ดีกว่า  ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีผลการวิจัยใดสรุปได้ว่าการกินหรือการทาลงไปโดยตรงจะให้ผลดีกว่ากันแต่ทั้งสารอาหาร  วิตามิน  และสารแอนตี้ออกซิแดนต์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในผักผลไม้ก็ล้วนให้ประโยชน์ต่อผิวได้จริง  อีกทั้งยังดูปลอดภัยและอ่อนโยนกว่าสารเคมีที่ได้จากการสังเคราะห์ในห้องทดลอง&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;สารอาหารสำหรับผิว  เส้นผม  และเล็บ&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         สารอาหารที่เราได้รับอยู่ทุกวันโดยการกินเป็นสิ่งที่ผิว  เส้นผม  และเล็บต้องการเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;•   &lt;strong&gt;แคลเซียม&lt;/strong&gt;    ช่วยสร้างความแข็งแรงให้เส้นผมและเล็บ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;•   &lt;strong&gt;กรดไขมันที่จำเป็น&lt;/strong&gt;  เช่น โอเมก้า 3    ช่วยป้องกันการอักเสบและติดเชื้อภายในร่างกายเพื่อความแข็งแรงของเซลล์ต่าง ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;•   &lt;strong&gt;กรดโฟลิก&lt;/strong&gt;    เป็นส่วนประกอบหนึ่งของวิตามินบีรวม  ช่วยบำรุงเลือดให้ผิวดูมีสุขภาพดี  พบได้ในผักใบเขียวทุกชนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;•   &lt;strong&gt;ธาตุเหล็ก&lt;/strong&gt;    บำรุงเลือด  ช่วยให้เกล็ดเลือดในน้ำเลือดเข้มข้นขึ้น  ทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งมีเลือดฝาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;•   &lt;strong&gt;แมกนีเซียม&lt;/strong&gt;    เป็นธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างเลือดและกระดูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;•   &lt;strong&gt;โปรตีน&lt;/strong&gt;     มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ผิวรวมไปถึงเส้นผม  โดยเฉพาะผมที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีนร้อยเปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;•  &lt;strong&gt; วิตามินเอ&lt;/strong&gt;    หนึ่งในสารแอนตี้ออกซิแดนต์หลัก  ช่วยในการคืนความชุ่มชื่นสู่ผิวและกระตุ้นกระบวนการผลัดเซลล์ผิว  ช่วยให้ริ้วรอยบนผิวลดเลือนลงและบรรเทาการเกิดสิวได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;•   &lt;strong&gt;วิตามินบีคอมเพล็กซ์&lt;/strong&gt;    ทำหน้าที่กระตุ้รการผลิตเซลล์ผิว  เปลี่ยนคาร์โบไฮเดรต  โปรตีน  และไขมันให้เป็นพลังงาน  รักษาระดับน้ำตาลในเลือด  และช่วยควบคุมระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ  นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยที่สรุปว่าวิตามินบี 3 มีส่วนช่วยในการผลัดเซลล์ผิวได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;•   &lt;strong&gt;วิตามินบี 12&lt;/strong&gt;  หรือโคบาลามิน  (Cobalamin)  ทำงานร่วมกับกรดโฟลิกในการช่วยบำรุงเซลล์และระบบประสาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;•   &lt;strong&gt;วิตามินซี&lt;/strong&gt;     อีกหนึ่งสารแอนตี้ออกซิแดนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงหน้าที่หลักสำหรับผิวคือซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสียหายโดยเฉพาะจากการถูกทำลายโดยแสงแดด  กระตุ้นการผลิตคลอลาเจน  อันเป็นปัจจัยสำคัญของผิวเรียบตึงไร้ริ้วรอย  และช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตทำให้ผิวเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;•   &lt;strong&gt;วิตามินอี&lt;/strong&gt;     เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนต์ที่มีคุณสมบัติต่อต้านแสงแดดได้ดีที่สุด  จึงช่วยชะลออาการเซลล์ผิวแก่ก่อนวัยได้  นอกจากนี้ยังช่วยปลอบประโลมผิวและลดเลือนรอยแผลเป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;•   &lt;strong&gt;วิตามินดี&lt;/strong&gt;     มีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมซึ่งเป็นประโยชน์ในการสร้างกระดูก  ฟัน  และเล็บ  พบได้มากที่สุดในแสงแดด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;•   &lt;strong&gt;วิตามินเค&lt;/strong&gt;     ช่วยให้เลือดแข็งตัวเร็วขึ้นและทำให้รอยเส้นเลือดขอดหรือเส้นเลือดฝอยแตกบนผิวจางลง  อีกทั้งยังช่วยเยียวยาผิวที่ถูกแสงแดดทำร้ายให้หายเร็วขึ้นด้วย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;SWEET  TREAT   อาหารของผิว&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;          สารสกัดจากพืชผัก  ผลไม้  หรืออาหารจากธรรมชาติที่ผสมอยู่ในเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลฟิวและเส้นผมนั้นอุดมไปด้วยคุณค่า  โดยในหนึ่งผลิตภัณฑ์อาจมีส่วนผสมของสารสกัดจากพืชหลายชนิดเพื่อให้การบำรุงผิวและผมอย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.   ส่วนผสมจากแตงโม  ในเนื้อแตงโมอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนและวิตามินซี  ส่วนในเม็ดก็มีวิตามินอี  สังกะสี  และซีลีเนียม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.   ส่วนผสมจากมะเขือเทศ   มะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามินซี   เบต้าแคโรทีน   โพแทสเซียม   และ    ไลโคปีน  อันเป็นแอนตี้ออกซิแดนต์คุณภาพสูง  ช่วยชะลอการแก่ของผิว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.   สารสกัดจากผลเบอร์รี่   อย่างพวงองุ่น  แบล็กเคอแรนต์  แครนเบอร์รี่  บลูเบอร์รี่  และแบล็กเบอร์รี่นั้นอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารฟลาโวนอยด์ที่ชื่อแอนโธไซยานิดินส์ (Anthocyanidins) สามารถเสริมสร้างและฟื้นฟูคอลลาเจนได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.   ส่วนผสมจากแอปเปิ้ล   มีเบต้าแคโรทีน  วิตามินบีคอมเพล็กซ์  โพแทสเซียม  เพกติน  และเอ เอช เอ  ในชื่อของ  Malic Acid  ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าทำให้ผิวสดใสขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.   สารสกัดจากแครอต   เบต้าแคโรทีนและวิตามินเอเป็นสารที่โดดเด่นที่สุดในแครอต  มีคุณสมบัติในการช่วยปกป้องเซลล์ผิว  ผลัดเซลล์ผิวใหม่  และทำให้ริ้วรอยจางลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.   ส่วนผสมจากน้ำนม   โปรตีนจากน้ำนมจะช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้นขึ้นและกรดแลกติกซึ่งเป็นกรด เอ เอช เอ  นั้นสามารถผลัดเซลล์ผิวได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.   สารสกัดจากผลไม้จำพวกซิตรัส มีแอสคอร์บิกแอซิด ( หนึ่งในรูปของวิตามินซี ) สูง  ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ  หากเป็นส่วนผสมที่ปริมาณมากพอจะสามารถยับยั้งการทำงานของเซลล์เมลาโนไซต์  ที่ทำให้ผิวคล้ำขึ้นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8.   สารสกัดจากขมิ้น  สารหลักในขมิ้นที่เป็นประโยชน์ต่อผิวคือ  (Curcumin)  ซึ่งสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและป้องกันการติดเชื้อและอักเสบของผิวได้  ช่วยให้ผิวนวลเนียนขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9.   สารสกัดจากอะโวคาโด  อุดมไปด้วยไขมันที่จำเป็น  วิตามินเอ  ดี  อี  และแมกนีเซียม  ช่วยฟื้นฟูความชุ่มชื้นของผิวและเส้นผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10.   สารสกัดจากชาเขียว  ชาเขียวเป็นพืชที่มีชนิดของสารอาหารอยู่มากที่สุดก็ว่าได้  คือทั้งวิตามินเอ    เบต้าแคโรทีน  อันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ( ซึ่งมีมากกว่าในแครอต )  วิตามินบี 1 และ บี 2 ช่วยป้องกันไม่ให้ผิวหยาบกร้านและเร่งการเจริญเติบโตของเซลล์ผิว  วิตามินซี  และอี  ป้องกันอาการแก่และช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;11.   ส่วนผสมของน้ำผึ้ง  ในน้ำผึ้งจะมีกรดฟรุกโตสตามธรรมชาติ  ช่วยลดความอ่อนล้าให้กับผิว  มี Humectant  ที่คอยรักษาน้ำและความชื้นไว้ใต้ผิว  และยังมีแอนตี้ออกซิแดนต์ต่อต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;12.   สารสกัดจากแตงกวา  มีวิตามินซีในรูปของแอสคอร์บิก  แอซิดที่ช่วยฟื้นฟูคอลลาเจน  วิตามินเอช่วยผลัดเซลล์ผิวให้ผิวดูสดใสขึ้น  และซิลิคอนที่สามารถเสริมความตึงของเซลล์เนื้อเยื่อได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;13.   ส่วนผสมของน้ำมันมะกอก  สารสำคัญที่พบในน้ำมันมะกอก คือ โพลีฟีนอล  ซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนต์คุณภาพสูง  วิตามินเอ  บี  อี  และเค  รวมทั้งไขมันไม่อิ่มตัวโมเลกุลเดียว  น้ำมันมะกอกจึงสามารถชะลอริ้วรอยและช่วยให้ผิวชุ่มชื้นขึ้นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;14.   สารสกัดจากข้าว  มีวิตามินบีที่สามาถช่วยสร้างเซรามายด์เพื่อเก็บกักความชุ่มชื้นให้เซลล์ผิว  ป้องกันอาการผิวแห้งได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;15.   สารสกัดจากอัลมอนด์และวอลนัต  อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 และไขมันไม่อิ่มตัวที่จำเป็นต่อร่างกายและจำเป็นต่อการรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวและเส้นผม&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;กลิ่นหอมหวานช่วยบำบัด&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         กลิ่นมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นประสาทรับรู้โดยกลิ่นจะใช้เวลาเพียงสองวินาทีเท่านั้นในการเดินทางเข้าสู่สมองส่วนควบคุมความทรงจำและอารมณ์  กลิ่นหอมหวานจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของ        ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามในการสร้างความรื่นรมย์และผ่อนคลายหรือสร้างความกระปรี้ประเปร่าขณะใช้  เพื่อให้ทั้งประสาทสัมผัสและประสาทรับรู้กลิ่นได้ผสานการทำงานไปพร้อม ๆ กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;•   กลิ่นดอกไม้   กลิ่นดอกไม้ถือเป็นกลิ่นแห่งความโรแมนติก  กระตุ้นอารมณ์รัก  ความอ่อนโยน  และอ่อนหวาน  เป็นกลิ่นที่เหมาะสำหรับหญิงสาว  ไม่ว่าจะเป็นสาวหวานน่าทะนุถนอมที่เหมาะกับกลิ่นคาโมมายด์  จัสมิน  และลิลี่  หรือสาวเซ็กซี่ผู้เหมาะกับกลิ่นกุหลาบ  กระดังงา  และการ์ดิเนีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;•   กลิ่นผลไม้ อย่างกลิ่นจำพวกซิตรัสและผลเบอร์นี่เป็นกลิ่นที่สร้างความกระปรี้กระเปร่าสดชื่นและหอมหวานในเวลาเดียวกัน  จึงมักใช้ผสมกับผลิตภัณฑ์อาบน้ำเพื่อสร้างความสดชื่นแบบเร่งด่วน  เหมาะสำหรับสาวนักกีฬาหรือสาวทำงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;•   กลิ่นช็อกโกแลต  เป็นกลิ่นที่หอมหวานยั่วยวนที่สุดในบรรดากลิ่นขนมทั้งหมด เมื่อใดที่ร่างกายได้กลิ่นช็อกโกแลต  ความดันโลหิตจะเริ่มสูงขึ้นและร่างกายจะรู้สึกถึงอารมณ์ปราถนามากขึ้น  นอกจากนี้ยังทำให้รู้สึกอยากอาหารมากขึ้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;•   กลิ่นวานิลลา  เป็นกลิ่นพื้นฐานของกลิ่นแบบตะวันออกก็ว่าได้  ในน้ำนมแม่จะมีสารเคมีชนิดหนึ่งที่มีกลิ่นคล้ายกับวานิลลา  ด้วยเหตุนี้กลิ่นวานิลลาจึงช่วยสร้างความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยน  ปลอดภัยและสบายใจ  ว่ากันว่ายามใดที่ผู้ชายได้กลิ่นวานิลลาจากหญิงสาวเขามักจะนึกถึงภาพของบ้านที่อบอุ่นและแม่ที่กำลังทำอาหารอยู่&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ส่วนผสมจากธรรมชาติเพื่อความงาม&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.   กล้วยเพิ่มความเงางามให้เส้นผม&lt;br /&gt;         โดยการใช้กล้วยหนึ่งลูกบดรวมกับน้ำมันดอกทานตะวัน  1 ช้อนโต๊ะ  และน้ำมะนาวครึ่งช้อนโต๊ะ  หมักผมทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง  แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นก่อนการสระด้วยแชมพู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.   สตรอว์เบอร์รี่เพื่อผิวสวย&lt;br /&gt;         ใช้สตรอว์เบอร์รี่ 3-4 ผล  บดผสมกับโยเกิร์ตพอกผิวหน้าทิ้งไว้ประมาณ  20  นาที  เพื่อให้กรดซิตริกในสตรอว์เบอร์รี่และกรดแล็กติกในนมทำหน้าที่ผลัดเซลล์ผิวเก่าออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.   แอปริคอตเพื่อมือเนียนนุ่ม&lt;br /&gt;         ใช้แอปริคอตแห้งปั่นรวมกับโยเกิร์ต  1 ช้อนโต๊ะ  และน้ำผึ้งอีก  1 ช้อนโต๊ะ  ทาพอกไว้บนผิวมือและเล็บให้ทั่วประมาณ 20 นาที  แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;.......................................................................................................................................&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ขอขอบคุณที่มาของบทความ  นิตยสาร ELLE &lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-112041345229668848?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/112041345229668848/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_8081.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/112041345229668848'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/112041345229668848'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_8081.html' title='อาหารเพื่อความงาม'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-3260366253107061631</id><published>2009-02-09T05:45:00.000-08:00</published><updated>2009-02-09T06:05:28.938-08:00</updated><title type='text'>รู้จัก “ นม ” ดีแล้วหรือยัง</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;img src="http://img7.imageshack.us/img7/5060/picno032ud3.jpg" height="144" alt="pic_no_1533_milksmall.jpg" hspace="10" width="250" align="left" border="0" /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;รู้จัก “ นม ” ดีแล้วหรือยัง&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;         แพทย์ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่า  การไม่ดื่มนมหรืออาหารบางชนิดที่ผลิตจากนมวัวก็มิได้เป็นสาเหตุทำให้กระดูกของเราเสื่อม  นมถั่วเหลืองไม่เหมาะสำหรับเด็กเล็ก และจริงหรือที่อายุมีผลต่อการดื่มนม&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;         “ นมวัวมีไว้สำหรับลูกวัวตัวน้อย ”  “ ไม่มีสัตว์ป่าชนิดไหนที่กลับมาดื่มนมอีกหลังจากหย่านมแล้ว รวมทั้งกินนมข้ามสายพันธ์ ”  “ นมวัวหรือผลิตภัณฑ์จากนมวัวต่างสร้างปัญหาให้กับการทำงานของกระดูกแขนขา  ระบบเลือดและตับ  ปวดไมเกรน  หรือเจ็บผ่วยเนื่องจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง  รวมทั้งโรคเบาหวาน  โรคหัวใจ  ความดันสูง และโรคอ้วนที่พบเห็นมากขึ้นในปัจจุบัน ”  ข้อมูลดังกล่าวยังคงเป็นข้อถกเถียงกัน  ไม่รู้จบ  จนกระทั่งผู้คนหันมาสนใจเรื่องไอคิวของเด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยนมแม่มากขึ้น  ซึ่งคนรุ่นหลังเปลี่ยนมาเลี้ยงลูกด้วยนมและเนยจากแพะ  รวมทั้งความนิยมดื่มนมถั่วเหลืองในยุคของอาหารชีวจิต&lt;br /&gt;นมให้ผลดีหรือร้าย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;         นานมาแล้วที่มนุษย์เราสรรหาสารพัดวิธีในการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บนอกเหนือจากการรับประทานยา  เช่น เน้นเรื่องอาหาร  การออกกำลังกาย  การใช้ความร้อน ฯลฯ  หรือเชื่อว่าการให้ยาในปริมาณน้อยเกินไปเพื่อรักษาโรคที่เป็นอยู่และการดื่มนมนั้นเป็นยาพิษที่กระตุ้นให้อาการทรุดหนักกว่าเดิม  แต่การแพทย์ออธอร์ดอกในยุคกลางกลับใช้วิธีดังกล่าวรักษาโรคร้ายให้หายเป็นปลิดทิ้งและมีกลุ่มแพทย์จำนวนหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์แห่งมงต์เปลิเยร์ ( Montpellier)  ทำสงคราต่อต้าน “เครื่องดื่ม” ที่คนนิยมบริโภคกันมากที่สุดในโลกรองลงมาจากน้ำเปล่า  ซึ่งหนึ่งในกลุ่มนี้คือ  เมอซิเยอร์  อองรี  ชัวเยอซ์ ( Henri  Joyeux )  อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาและศัลยกรรมระบบย่อยอาหาร  ดอกเตอร์ฌอง  ซิญาเล่ต์ (Jean  Seignalet)  ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเทคนิควิธีการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ  ซึ่งระบุว่าฮอร์โมนและส่วนประกอบในนมวัวทำให้ลูกวัวอ้วนขึ้นกว่า 100 กิโลกรัม  ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี  ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดกับคนทุกคนที่นิยมดื่มนม  นอกจากนี้ตั้งแต่ปีค.ศ.1950 เป็นต้นมา ชาวฝรั่งเศษสูงขึ้น 10 ซม. และมีน้ำหนักมากขึ้น 10 กก.  ซึ่งเป็นผลมาจากการมีกระดูกที่แข็งแรงและปริมาณไขมันที่มากขึ้น  แต่น่าเสียดายที่พัฒนาการนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสมองเลย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;         หลายคนสงสัยว่าแคลเซียมช่วยป้องกันกระดูกแข้งขาหักได้จริงหรือ  ดอกเตอร์  ซีญาเล่ต์  ยืนยันว่า  “ แคลเซียมในนมดูดซึมได้ไม่ดีในลำไส้  แต่จะดูดซึมแคลเซียมจากผักได้ดีกว่า  ดังนั้นเพียงแค่แคลเซียมที่ได้จากผักสดหรือแห้ง  อาหารดิบ  ผลไม้ต่าง ๆ และน้ำแร่ก็เพียงพอต่อร่างกายแล้ว ”  ส่วนศาสตราจารย์ชัวเยอซ์ไม่เชื่อในประสิทธิภาพของอาหารจำพวกนมมากนักว่าจะสามารถป้องกันกระดูกเสื่อมได้  โดยกล่าวว่า “ลองสังเกตุดูสิว่า  ชาวสแกนดิเนเวียนักบริโภคอาหารจากนมขนานแท้กับชาวญี่ปุ่นที่ไม่นิยมนมเนยต่างไม่ต้องเจอปัญหาโรคกระดูกเหมือนกัน”  อย่างไรก็ตาม  แม้ว่าเขามั่นใจว่าการบริโภคนมดีกว่าการรับประทานผลไม้ 4 ผล  หรือโยเกิร์ต 4 ถ้วยต่อวัน  หรือควรเลือกบริโภคเนยจากนมแพะหรือแกะซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันที่ใกล้เคียงกับของคนมากกว่า  แต่ต้องยอมเลิกรับประทานผลิตภัณฑ์นมเนยทุกชนิดทันทีที่ล้มป่วย  และทางด้านดอกเตอร์ซิญาเล่ต์  กล่าวเสริมอีกว่า  เขาเองก็เลิกบริโภคนมทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นนำนมแท้ ๆ หรือนมแปรรูป&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;         นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นของศาสตราจารย์เจรารด์  เดอบรี  (Gerard  Debry)  แพทย์อีกคนหนึ่งจากเมืองนองซี่  (Nancy)  ซึ่งเป็นที่ฮือฮากันมา  ณ  ช่วงเวลานั้นและเจ้าของผลงานเขียนเรื่อง  “ นม  สารอาหารและสุขภาพ ”  (Lait, Nutrition et Sante)  ซึ่งถือว่าเป็นคัมภีร์สุขภาพอีกเล่มหนึ่งก็ว่าได้  “นมไม่ได้เป็นแค่แหล่งแคลเซียมที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงวัยรุ้นหรือสูงอายุ  แต่เป็นทั้งอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารอื่น ๆ มีโปรตีนสูง  มีไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย 3.6 % โดยเฉพาะวิตามินเอ  บี 2  และบี 12”  รวมทั้งอีกหนึ่งความคิดเห็นของดอกเตอร์ฌอง-มิเชล  เลอแซรฟ์  (Jean-Michel  Lecerf)  จากสถาบันปาสเตอร์  (Institut  Pasteur)  แห่งเมืองลีล  (Lille)  ผู้จัดทำหลักสูตรศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการย่อยอาหาร  “ไม่มีใครสามารถระบุได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าอาหารไหนดีหรือไม่ดี  และเราต่างก็ผิดมาโดยตลอดที่เปรียบเทียบชาวฝรั่งเศษกับชาวญี่ปุ่นซึ่งมีระบบการดูดซึมอาหารไม่เหมือนกัน  อาหารการกินและสุขภาพอนามัยก็ต่างกัน  แต่ผลิตภัณฑ์นมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและพฤติกรรมการกินอยู่ของคนเรามาหลายศตวรรษแล้วจนยากจะปฏิเสธ  อีกทั้งประโยชน์จากแคลเซียมที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ที่พบมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งก็น่าแปลกที่การบริโภคนมมากเกินไปกลับเสี่ยงต่อโรคร้ายนี้พอ ๆ กับคนที่เลิกดื่มนมและมีการยืนยันว่า  นมวัว (รวมทั้งนมแม่)  ก็ไม่ได้เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับเด็กแรกเกิด  ลองนึกถึงเด็กวัยก่อน 5-6 เดือนดูสิ  มักป่วยเป็นโรคภูมิแพ้  ภูมิคุ้มกันบกพร่อง  พัฒนาเป็นโรคเบาหวานในผู้ใหญ่จนกระทั่งโรคอ้วนและเป็นที่ทราบกันว่าแคลเซียมไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่เสริมสร้างให้กระดูกแข็งแรงแต่ขึ้นอยู่กับการบริหารร่างกาย  วิตามินดี (จากแสงแดด)  ผัก และผลไม้”  จึงขอแนะนำว่าควรบริโภคผลิตภัณฑ์นมอย่างมากแค่ 3 ชนิดต่อวัน  แต่ถ้าร่างกายยังขาดแคลเซียมอยู่ให้หันมารับประทานพวกปลาตัวเล็ก  ที่รับประทานได้ทั้งตัวปรือแคลเซียมในรูปเสริมอาหารด้วย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;น้ำตาลในนมระคายท้อง&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         “ น้ำตาลนม ”  เป็นคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาลตามธรรมชาติที่พบในนมทุกชนิด  หนึ่งในจำนวนนั้นประกอบด้วยน้ำตาลแล็กโทส  (Lactose)  ซึ่งนมจะมีน้ำตาลชนิดนี้มากกว่าน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตชนิดอื่น  โดยมีประมาณร้อยละ 6-7  ในน้ำนมแม่  และร้อยละ 5 ในน้ำนมวัว  ความพิเศษของน้ำตาลแล็กโทสอยู่ที่ประกอบด้วยน้ำตาลชั้นเดียวสองโมเลกุลรวมกันคือ  น้ำตาลกลูโคส และกาแล็กโทส  น้ำตาลแล็กโทสจะมีความหวานมันน้อยกว่าน้ำตาลทราย  เทียบได้ประมาณหนึ่งในหกของน้ำตาลทราย  ร่างกายของคนเราโดยเฉพาะเด็กแรกเกิดจะมีน้ำย่อยที่เรียกว่าแล็กเทส  (Lactase)  อยู่ภายในลำไส้ ทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลแล็กโทสเพื่อให้ร่างกายดึงน้ำตาลในนมไปใช้ได้  และโดยปกติระดับของน้ำย่อยแล็กเทสจะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น  ส่วนผู้ใหญ่โดยเฉพาะชาวเอเซียที่ไม่มีนิสัยรักการดื่มนมเป็นประจำร่างกายก็จะเลิกสร้างหรือมีการสร้างน้ำตาลแล็กเทสลดลง  ทำให้ผู้ใหญ่มักมีอาการผิดปกติเมื่อดื่มนมเข้าไป  เช่น อาการแน่นท้อง  ท้องอืด  ปวดท้อง  ท้องเสีย  หรือรุนแรงถึงขึ้นท้องร่วง  เป็นต้น อาการเหล่านี้เกิดจากการที่ร่างกายย่อยน้ำตาลแล็กโทสที่ไม่ผ่านกระบวนการย่อยถูกส่งไปยังลำไส้  ซึ่งแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่จะเป็นตัวย่อยสลายน้ำตาลแล็กโทสจนเกิดเป็นกรดและก๊าซขึ้นจนทำให้มีอาการผิดปกติ  ดังนั้นเราจึงควรรู้วิธีการดื่มนมเพื่อหลีกเลี่ยงการระคายท้องดังนี้&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;1.   เริ่มต้นดื่มนมในปริมาณน้อย เช่น  เริ่มจากดื่ม ¼ แก้ว  แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น ½ แก้ว  จนสามารถดื่มได้วันละ 1 แก้ว  ซึ่งจะใช้เวลาปรับตัวประมาณ 1-2 สัปดาห์  แต่ต้องอดทนหากมีอาการไม่มากนัก&lt;br /&gt;2.   อย่าดื่มนมขณะท้องว่าง  ควรดื่มนมหลังอาหารหรือหาอะไรรับประทานขณะดื่มนมจะช่วยได้มาก&lt;br /&gt;3.   ถ้าใช้ทั้ง 2 วิธีดังกล่าวแล้วอาการยังคงรุนแรงอยู่  ควรเลือกรับประทานโยเกิร์ตชนิดครีมแทน&lt;br /&gt;4.   ถ้าไม่ได้ผลทั้ง 3 วิธี  คงต้องหาแหล่งแคลเซียมอื่น ๆ ทดแทน  อาทิ ผักใบเชียว  เต้าหู้แข็ง  หรือปลาตัวเล็กที่รับประทานได้ทั้งตัว&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;เคล็ดลับการดื่มนม&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;•   ถ้าเราเกิดอาการท้องอืด  หรือท้องเสียทุกครั้งที่ดื่มนมเพราะแพ้น้ำตาลแล็กโทสในนม  สามารถแก้ไขได้โดย  1. ดื่มนมทีละแก้ว  2. ดื่มนมหลังอาหาร  3. ดื่มนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต  ซึ่งวิธีที่ 1 และ 2 สามารถทดลองได้เลย  ส่วนวิธีที่ 3  ควรลองรับประทานโยเกิร์ตชนิดครีมก่อนแต่ถ้าต้องการแคลเซียมที่เท่ากับนม 1 แก้ว  ต้องรับประทาน 2 ถ้วย  และหากอาการยังไม่ดีขึ้นให้เปลี่ยนมารับประทานโยเกิร์ตชนิดดื่ม  ที่สำคัญต้องเลือกชนิดที่มีนมสดปสมอยู่มาก ๆ โดยอ่านจากฉลากก่อนทุกครั้ง&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;•   นมเป็นแหล่งอาหารโปรตีนคุณภาพดีและแร่ธาตุแคลเซียม  เด็กจึงควรดื่มนมวันละ 2-3 แก้ว  ผู่ใหญ่ควรดื่มวันละ 1 แก้ว  แต่ถ้ามีปัญหาไขมันสูงหรืออายุเกิน 40 ปี  ควรดื่มนมพร่องมันเนย  และผู้สูงอายุควรดื่มนมพร่องมันเนยหรือขาดมันเนยวันละ 1 แก้ว&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;นมถั่วเหลืองไม่เหมาะกับเด็กเล็ก&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         เนื่องจากแนวโน้มการเพิ่มจำนวนของโรคแพ้อาหารมีมากขึ้น  จึงทำให้ผู้คนตกอยู่ในภาวะหวาดกลัว (อาหาร)ก้าวเข้าสู่ยุคอาหารชีวจิตเพื่อสุขภาพและนิยมเลี้ยงเด็กแรกเกิดด้วยนมถั่วเหลืองมากขึ้นเรื่อยๆ ยกเว้นในสหรัฐฯ  ซึ่ง 15%  ของจำนวนเด็กแรกเกิดไม่ดื่มนมถั่วเหลือง  เพราะถึงแม้ว่าจะปลอดภัยจากอาการแพ้  แต่นมถั่วเหลืองมีปริมาณธาตุแคลเซียมและสารอาหารที่จะไปเลี้ยงฮอร์โมนเพศหญิง  ไฟโต-เอสโตรเจน (Phyto-Estrogen) ต่ำกว่านมวัว นอกจากนี้การที่เด็กแรกเกิดสามารถดื่มนมได้ปริมาณมากและเร็วกว่าผู้ใหญ่ชาวเอเซียหรือผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนถึง 10 เท่านั้น จึงมีผลกระทบต่อพัฒนาการทางร่างกายของเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการศึกษาวิจัยขององค์การวิทยาศาสตร์แห่งสหรัฐฯ คาดว่าการบริโภคนมถั่วเหลืองจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของปัญหาระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องและความแข็งแรงของกระดูก&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;......................................................................................................................................&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ขอขอบคุณที่มาของบทความ : นิตยสาร  MADAME  FIGARO&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-3260366253107061631?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/3260366253107061631/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_5861.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/3260366253107061631'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/3260366253107061631'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_5861.html' title='รู้จัก “ นม ” ดีแล้วหรือยัง'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-2560970182615654111</id><published>2009-02-09T05:39:00.000-08:00</published><updated>2009-02-09T06:05:28.960-08:00</updated><title type='text'>อาหารสูตรโบราณ  :  ข้าวผัดสามสี</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;img src="http://img23.imageshack.us/img23/1474/picno020lx5.gif" height="63" alt="pic_no_1547_menu_a.gif" hspace="10" width="139" align="left" border="0" /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;อาหารสูตรโบราณ  :  ข้าวผัดสามสี&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;                   ครั้งที่ 6     โดย  คุณยินดี ศรีเพ็ญ &lt;br /&gt;                   วันที่ 6 สิงหาคม 2496  ณ.สโมสรสำนักวัฒนธรรมหญิง&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ข้าวผัดสามสี&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เครื่องปรุงสีแดง...ข้าวผัดกุ้ง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ข้าวสุกหุงลุมูนละไม   กุ้งก้ามกราม   กระเทียม   น้ำปลาดี   ต้นหอม   แตงกวา&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เครื่องปรุงสีเหลือง.. ข้าวผัดอิตาลี &lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ข้าวสุก   เนื้อไก่   ลูกเกด   เนย (หรือน้ำมันหมู)   ผงกระหรี่   เกลือป่น   ขิงดอง &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เครื่องปรุงสีขาว..ข้าวผัดระกำ &lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ข้าวสุก   เนื้อหมู   กุ้งแห้งทอด   กระเทียมเจียม   ไข่เจียวหันฝอย   ระกำหั่นเป็นชิ้น เล็ก ๆ   น้ำปลา   น้ำตาลนิดหน่อย   น้ำมะนาว   ผักชีเด็ดเป็นใบ ๆ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;u&gt;วิธีทำข้าวผัดสีแดง &lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;ล้างกุ้งให้สะอาดปอกเปลือกผ่าหลัง เด็ดหัวแยกมันไว้ต่างหาก แล้วหั่นเป็นชิ้น ๆ ทุบกระเทียมแล้วเจียวในกะทะน้ำมันพอเหลืองดี เอามันกุ้งลงผัดให้น้ำมันเป็นสี แดง ใส่น้ำปลาดี แล้วเอาข้าวสุกใส่ลงไปชิมรสให้พอดีแล้ว ยกลงใส่ชามพักไว้ แตงกวาและต้นหอมไว้ประดับข้างบน&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;u&gt;วิธีทำข้าวผัดสีเหลือง&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;วิธีผัดเช่น เดียวกับสีแดง&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;u&gt;วิธีทำข้าวผัดระกำ &lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;ผสมน้ำปลา มะนาว ระกำและน้ำตาลนิดหน่อยชิมรสให้พอดี แล้วเคล้าข้าวสุกให้ ทั่ว ตักน้ำมันหมูใส่กะทะ ใส่กระเทียมเจียวให้หอมแล้วเอาข้าวสุกลงคลุกน้ำปลา ไว้ใส่ลงไปผัดให้หอม แล้วใส่เนื้อหมูผัดจนสุก แล้วจึงใส่กุ้งแห้งทอดกรอบแต่หงน้า ด้วยไข่เจียวหันฝอย และผักชี พริกเหลือง กุ้งแห้งทอด การจัดข้าวผัด ตักข้าวผัดสีละทัพพี วางในจานให้เป็นที่ ๆ สลับสีกันหรือจะใช้ใส่พิมพ์แบ่งเป็น 3 ช่อง ๆ ละสี กดให้แน่นแล้วเทลงจาน ประดับด้วยผักชีจะงามดี&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;...........................................................................................................................................&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ขอขอบคุณที่มาบทความ  :  รวบรวมพิมพ์แจกในงานศพ  พันโท หลวงเลขกิจสุนทร พ.ศ.2498&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-2560970182615654111?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/2560970182615654111/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_5228.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/2560970182615654111'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/2560970182615654111'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_5228.html' title='อาหารสูตรโบราณ  :  ข้าวผัดสามสี'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-7567225713564414883</id><published>2009-02-09T05:35:00.000-08:00</published><updated>2009-02-09T06:05:28.979-08:00</updated><title type='text'>น้ำตาล…อันตรายที่แสนหวาน</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;img src="http://img11.imageshack.us/img11/2820/picno031cz5.jpg" height="167" alt="pic_no_1552__cakepiebeauty1_l.jpg" hspace="10" width="167" align="left" border="0" /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;น้ำตาล…อันตรายที่แสนหวาน&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;          รสชาติหวานอร่อยของน้ำตาลจะทำให้เราติดอกติดใจในอาหารนั้น ๆ มากขึ้นแต่รู้หรือไม่ว่า  ความหวานอันแสนจะคุ้นลิ้นที่เราเติมใส่อาหารอยู่บ่อย ๆ นี้สามารถกลายเป็นภัยร้ายที่คร่าทำลายร่างกายของเราได้อย่างเงียบเชียบ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;         อาหารรสชาติหวานมีส่วนสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพคนส่วนใหญ่  มีแนวโน้มจะติดใจในรสหวานอร่อยของอาหารที่เติมน้ำตาล   เนื่องจากคุ้นเคยว่าอาหารออกหวานจึงจะให้รสชาติที่ดี  จึงมีการเติมผงชูรส  หรือน้ำตาลลงไปในขณะปรุงอาหาร  นอกจากนี้เรายังได้รับการฝึกมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าจะได้รับขนมหวาน เช่น ลูกกวาด  ช็อกโกแลต  เป็นรางวัล  หรือรอคอยที่จะได้กินเค้กวันเกิด  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ  เด็กที่ชอบกินขนมหวาน ๆ มีแนวโน้มว่าจะเจ็บป่วยได้ง่าย  และเลือดกำเดาออกได้ง่ายกว่า  จนถึงมีปัญหาฟังผุ  คนในวัยหนุ่มสาวที่กินน้ำตาลมาก ๆ และกินอาหารไม่มีประโยชน์บ่อย ๆ จะมีระดับของวิตามินบี 1 ลดน้อยลง  ทำให้เป็นโรคเหน็บชาได้ง่าย  มีอาการภูมิแพ้  อารมณ์แปรปรวน  กระสับกระส่าย  ซึมเศร้า  และนอนไม่หลับ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;อาการเสพติดน้ำตาล&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         อาหารรสชาติหวานจะให้ความรู้สึกพึงพอใจและทำให้ติดใจได้ง่ายกว่า  ดังนั้นผู้คนจึงดื่มกินน้ำตาลที่ผสมอยู่ในอาหารเกือบทุกชนิดโดยไม่ทันรู้ตัว  ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลม  น้ำผลไม้บรรจุกล่อง  ขนมเค้ก  ซอส  น้ำราดสลัด  เนย  มันฝรั่งทอด  ไก่ทอด  กาแฟ  ชา  ในน้ำตาล 1 ช้อนชา  จะให้พลังงาน 16 แคลอรี่  ถ้าหากดื่มน้ำอัดลม 1 กระป๋อง  จะให้พลังงานประมาณ 88 แคลอรี่  ดื่มมาก ๆ ร่างกายก็จะได้น้ำตาลเป็นพลังงานสะสมในร่างกายมากขึ้น  ผู้หญิงที่ต้องการรักษารูปร่าง  มักหันมาอมลูกอมแทนการกินอาหารที่คิดว่าเป็นการเพิ่มไขมัน  และคาร์โบไฮเดรต  แต่กลับมีโอกาสได้รับพลังงานมากขึ้น  เพราะน้ำตาลไม่ช่วยให้รู้สึกอิ่มเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด  ทำให้เกิดความอยากอาหารอีก  นอกจากนี้ยังอาจมีผลให้เกิดอาการติดน้ำตาล  เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงคงที่&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;         อาการของผู้ที่ติดหวานจนอยู่ในข่ายเสพติดน้ำตาลหรือที่เรียกว่า Sugar  Blues  จะมีความต้องการและอยากกินอยู่เสมอ  มีความรู้สึกหดหู่ซึมเซาในช่วงระหว่างสิบโมงเช้าและประมาณบ่ายสามโมง  เนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ  หากยังไม่แก้ไขนิสัยการกิน  จะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย  ซึมเศร้า  อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย  ขาดสมาธิ  เกิดภูมิแพ้  และความดันโลหิตต่ำ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ความหวานกับอาการสุขภาพเสื่อม&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         เมื่อน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดมากเกินไป  ร่างกายจะส่งไปเก็บไว้ที่ตับในรูปของไกลโคเจน  (Glycogen)  และเก็บไว้ได้เป็นจำนวน 50 กรัม  หากมากกว่านี้  ตับจะส่งกลับไปที่กระแสเลือดแล้วเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน  เพื่อไปสะสมอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว  เช่น สะโพก  หน้าท้อง  ต้นขา  ต้นแขน  แต่ถ้ายังคงกินน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง  กรดไขมันก็จะไปสะสมเพิ่มพูนอยู่ตามอวัยวะภายในต่าง ๆ เช่น หัวใจ  ตับ  ไต  เป็นต้น&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;         นอกจากนี้เมื่อน้ำตาลอยู่ในเลือดจะมีผลให้เลือดเหนียวข้นขึ้น  เลือดจะไหลช้าลง  และนำสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ช้าลง  ประสิทธิภาพในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อจะลดลงทำให้เส้นเลือดฝอยตีบตันได้ง่าย  และเกิดความเสื่อมกับอวัยวะต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น  การกินอาหารรสหวานยังทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไปจนกลายเป็นสาเหตุของโรคอ้วนที่จะทำให้ปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกด้วย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;สัญญาณเตือนภัย&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         สัญญาณเตือนว่าร่างกายได้รับอันตรายจากความหวานก็คือ  น้ำหนักลดยาก  อยากกินหวาน  ถ้าไม่ได้กินจะรู้สึกหงุดหงิด  มีผมหรือขนขึ้นในที่ที่ไม่ควร  ผมร่วง  มีสิวขึ้น  ในรายที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปจะเกิดซีสต์ที่รังไข่  และประสบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความดันสูง  นิ่ว  ไต  เบาหวาน  เส้นเลือดหัวใจตีบ  และไขมันแทรกในตับ  นอกจากนี้ผู้ที่ชอบกินหวาน  ผิวหนังจะมีสภาพเป็นกรดที่พร้อมจะให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ง่ายอีกด้วย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;         ในประเทสสหรัฐอเมริกาได้บัญญัติโรคที่ชื่อว่า  Syndrome  X  ไว้เป็นกลุ่มอาการอย่างหนึ่งที่ประกอบด้วยโรค 4 โรค คือ  เบาหวาน  ความดัน  หัวใจตีบ  และอัมพาต  ซึ่งทั้ง 4 โรคนี้มีสาเหตุร่วมกันคือ  “ ความหวาน ”&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ใช้น้ำตาลเทียมดีกว่าหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         น้ำตาลเทียม เช่น Aspartame  หรือ  Saccharin  เป็นสารสังเคราะห์ที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล  แต่ให้พลังงานหรือแคลอรี่ต่ำ จึงมักเป็นส่วนผสมอยู่ในอาหารชนิดไดเอต ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้ที่อยากผอม  นอกจากนี้ยังเป็นสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลที่แพทย์มักแนะนำให้ใช้ในรายที่เป็นเบาหวาน  ซึ่งควรกินภายใต้การดูแลของแพทย์  เพราะผู้บริโภคบางรายมีอาการไมเกรน  คลื่นเหียน  ท้องร่วง  และถ้าใช้ในระยะยาวอาจมีผลข้างเคียงที่ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง สำหรับสารอาหารที่ให้รสหวาน    ธรรมชาติและเหมาะจะใช้แทนน้ำตาลก็คือหญ้าหวาน (Stevia)  ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในแถบบราซิล  และมีการนำมาปลูกทางภาคเหนือของไทย  วิธีใช้คือ  นำใบที่ตากแห้งมาใส่ในอาหารแทนน้ำตาล  ซึ่งจะให้รสชาติอาหารที่กลมกล่อมขึ้นด้วย  แต่ไม่ควรใส่มากเพราะจะให้รสที่หวานมาก  เนื่องจากในใบมีสารหวานที่หวานกว่าน้ำตาลทราย 250-300 เท่า  แต่ไม่ทำให้อ้วน&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;เลิกกินน้ำตาลดีไหม&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         เนื่องจากร่างกายต้องใช้กลูโคสเป็นพลังงาน คนจึงเชื่อว่าดื่มน้ำหวาน น้ำผลไม้  หรือน้ำอัดลมแล้ว จะทำให้สดชื่น  และให้พลังงาน  แต่น้ำตาลที่เข้าสู่ร่างกายต้องเป็นปริมาณที่เหมาะสม  กลูโคสที่ให้ผลดีต่อร่างกายคือกลูโคสที่เกิดจากคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (Complex  Carbohydrate)  เช่น  ข้าว  ข้าวกล้อง  ข้าวโพด  ขนมปัง  ธัญพืช  และถั่วต่าง ๆ ซึ่งร่างกายจะค่อย ๆ ย่อยและดูดซึมไปใช้  แต่กลูโคสจากน้ำตาลเมื่อเข้าสู่   ร่างกายจะถูกดูดซึมไปทั้งหมด  กลูโคสจึงอยู่ในภาวะล้นท่วมเซลล์  ก่อให้เกิดอันตรายและร่างกายต้องทำงานหนัก  แต่จะไม่แสดงอาการในทันที  เพราะร่างกายสามารถทนรับได้นาน 5-10 ปี  จึงจะแสดงอาการของโรค  ดังนั้นในระยะยาวคนที่กินหวานจะมีโอกาสเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้มากกว่าคนไม่กินหวาน&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;         องค์การอนามัยโลกได้กำหนดปริมาณน้ำตาลไว้ว่าไม่ควรเกินร้อยละ  10 ของปริมาณพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน  การบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่พอเหมาะและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายคือ  ไม่เกินวันละ  10 ช้อนชา  แต่ปริมาณแนะนำที่มีการรณรงค์สำหรับคนไทยก็คือ  ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา  หรือ 24 กรัม  เผื่อไว้สำหรับการกินอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลอยู่แล้วโดยไม่ทราบปริมาณ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;         เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดี  ควรหันมาใส่ใจในอาหารการกิน  ฝึกลดและเลิกเติมน้ำตาลลงในอาหารตั้งแต่วันนี้โดยเลือกกินอาหารที่มีน้ำตาลน้อย  จนถึงชนิดซูการ์ฟรี  ที่ไม่มีน้ำตาลเจือปน  แล้วจะพบว่านอกจากอาหารที่กินนั้นจะมีรสชาติดีอยู่แล้ว  ยังส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมทั้งร่างกายและจิตใจ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;วิธีหยุดอาการติดน้ำตาล&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1.   กำจัดน้ำตาลออกไปจากบ้านให้หมด&lt;br /&gt;2.   เมื่อจำเป็นต้องใช้  ให้ซื้อมาทีละนิด  แล้วใช้เท่าที่จำเป็น  ส่วนที่เหลือให้ทิ้งไป&lt;br /&gt;3.   ถ้าอดใจไม่ไหว  ให้กัดของหวานชิ้นโปรดนั้นเข้าไปแค่คำเดียว  เคี้ยวช้า ๆ แล้วดื่มน้ำตามมาก ๆ&lt;br /&gt;4.   ออกกำลังกายทันทีที่รู้สึกอยากกินของหวาน  วิธีนี้จะช่วยหยุดยั้งกระบวนการที่ทำให้รู้สึกอยากกินได้&lt;br /&gt;5.   เมื่อรู้สึกอยาก  ให้ยืดเวลาออกไปอีก 15 นาที  แล้วหาอะไรทำในระหว่างนั้น  ความอยากจะหายไปในระหว่างรอ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;...................................................................................................................................&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ขอขอบคุณที่มาของบทความ   นิตยสาร  ELLE&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-7567225713564414883?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/7567225713564414883/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_4736.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/7567225713564414883'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/7567225713564414883'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_4736.html' title='น้ำตาล…อันตรายที่แสนหวาน'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-625414163757170125</id><published>2009-02-09T05:12:00.000-08:00</published><updated>2009-02-09T06:05:28.993-08:00</updated><title type='text'>คุณค่าของยาธรรมชาติ  ขึ้นฉ่าย  พืชสวนครัว</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;img src="http://img21.imageshack.us/img21/8352/picno019lf3.gif" height="173" alt="pic_no_1584_ppgg.gif" hspace="10" width="250" align="left" border="0" /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;คุณค่าของยาธรรมชาติ  ขึ้นฉ่าย  พืชสวนครัว&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         มีคุณสมบัติในการคุมกำเนิด  ช่วยลดจำนวนสเปิร์ม&lt;br /&gt;         เป็นพืชล้มลุกที่มีมานานตั้งแต่ศตวรรษที่ 17  มีผู้นำจากป่าในยุโรปมาปลูกรับประทานเป็นอาหาร  ซึ่งในยุโรปจะมีขึ้นฉ่าย 3 ชนิดใหญ่ๆ  มีสีขาว  สีเขียว  และน้ำตาลเขียว  ชาวยุโรปจะปรุงโดยการนำไปต้มหรือรับประทานสดๆ ส่วนขึ้นฉ่ายในทวีปเอเชีย  เป็นพันธุ์ที่นะมาจากประเทศจีน&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;         ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aqium   graveolens   L.   vat.   Dulce   Pers.&lt;br /&gt; ลักษณะของพืช เป็นพืชล้มลุกมีอายุ 1 – 2 ปี   สูง 40 – 60 ซม.  ทั้งต้อนอ่อนนิ่มมีกลิ่นหอมเฉพาะ  ใบประกอบแบบขนนกออกตรงข้าสีใบเป็นสีเหลืองอมเขียว  ในย่อยเป็นรูปลิ่มหยัก  ขอบใบหยักก้านใบยาวแผ่ออกเป็นกาบ  ดอกช่อสีขาว  เป็นช่อดอกแบบซี่ร่ม (compound  umbles)  ผลมีขนาดเล็กมาเป็นสันสีน้ำตาล  ทุกส่วนของต้นจะมีกลิ่นหอม  ขึ้นฉ่ายมี 2 พันธุ์  พันธุ์หนึ่งเป็นขึ้นฉ่ายจีน (Chinese  celery)  มีขนาดลำต้นเล็กสูง 30 ซม.  ใบค่อนข้างแก่  อีกพันธุ์เป็นขึ้นฉ่ายฝรั่ง  ต้นอวบใหญ่มาก  ลำต้นสูงถึง 40 – 60 ซม.  สีลำต้นค่อนข้างขาวเหลือง  ใบสีเหลืองอมเขียว  ส่วนที่ใช้เป็นยา  ได้แก่  ต้น  และเมล็ดที่แก่&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;         &lt;strong&gt;&lt;u&gt;สรรพคุณและวิธีใช้&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;   ทั้งต้นสด  เจริญอาหาร  แต่งกลิ่นอาหาร  ลดความดันช่วยลดจำนวนสเปิร์ม    ถ้ารับประทานขึ้นฉ่ายที่หุงต้มแล้ววันละประมาณ 85 กรัม/กก. (น้ำหนักตัว) จำนวนสเปิร์มลดอย่างรวดเร็วใน   1 – 2 สัปดาห์   และกลับคืนสู่สภาพปกติใน 9 – 15 สัปดาห์ (งานวิจัยของภาควิชาเภสัชวิทยา  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  มหาวิทยาลัยมหิดล)  เมล็ดช่วยขับลม  ระงับความกระวนกระวาย  แก้อาการบวมน้ำ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;         ขึ้นฉ่ายในเมืองไทยมีอยู่ 2 ชนิด  คือพันธุ์จีนและพันธุ์ฝรั่ง  ที่เรียกว่าเซเลอรี่  ซึ่งจะมีลำต้นอวบใหญ่กว่าพันธุ์จีนมาก &lt;br /&gt; ส่วนประโยชน์ของขึ้นฉ่ายนั้น  นอกจากใช้ประกอบอาหารยังนำมาทำเครื่องดื่มคือ น้ำคั้นขึ้นฉ่ายผสมแครอต  ที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เช่น ช่วยต้านการเกิดมะเร็ง  ทำให้ร่างกายสดชื่นเป็นต้น&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;         การเลือกซื้อ   เลือกดูต้นที่มีใบสีไม่แก่จัด  เพราะขึ้นฉ่ายสามารถปลูกในร่มได้  ใบจะเป็นสีเขียวอ่อน  ไม่หนา  นิ่ม  แต่ถ้าหากปลูกกลางแจ้งใบจะเขียวจัดและแข็ง  ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ไม่ควรซื้อ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;สรรพคุณทางยา&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;  &lt;br /&gt;ทั้งต้น  ลดความดัน  ขับนิ่ว  ลดจำนวนเชื้ออสุจิในน้ำเชื้อของชาย&lt;br /&gt;ต้น  เมล็ด  ช่วยขับลม  ทำให้เจริญอาหาร  แก้การนอนไม่หลับ  ขับปัสสาวะ&lt;br /&gt;ราก  แก้ปวดข้อ  โรคเกาต์  และช่วยขับปัสสาวะ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;................................................................................................................................&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ขอขอบคุณที่มาบทความ : นิตยสาร Lisa  &lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;a title="50 cent" href="http://www.watch-50-cent-clip-video.thport.com/" target="_blank" &gt;50 cent&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-625414163757170125?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/625414163757170125/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_2150.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/625414163757170125'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/625414163757170125'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_2150.html' title='คุณค่าของยาธรรมชาติ  ขึ้นฉ่าย  พืชสวนครัว'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-3975234763236418305</id><published>2009-02-07T06:21:00.000-08:00</published><updated>2009-02-07T06:23:04.391-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความร่างกายและจิตใจ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความอาหารการกิน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพจิต'/><title type='text'>แซนด์วิชสูตรเด็ด</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;img height="284" alt="pic_no_1611_sand.jpg" hspace="10" src="http://img6.imageshack.us/img6/6695/picno030eu9.jpg" width="226" align="left" border="0" /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;แซนด์วิชสูตรเด็ด&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;สำหรับคนที่กำลังคุมน้ำหนักตัวอยู่ มื้อเช้าและมื้อกลางวันลองทำแซนด์วิชตามสูตรต่อไปนี้ดู เพราะมีไขมันน้อยและให้สารอาหารครบถ้วนจริงๆ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;สูตรเด็ดแสนง่าย&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แซนด์วิชไข่ปลาคาเวียร์&lt;/strong&gt; ปิ้งขนมปังธัญพืชสองแผ่น ทากระเทียมสับและป้ายไข่ปลาคาเวียร์ลงบนขนมปังแผ่นแรก โรยในสะระแหน่วางเนื้อไก่ต้นแล่บางๆ สองชิ้น เหมาะแอสเปอร์แลตต์ เปปเปอร์ (Espelette Pepper) แล้วจึงประกบขนมปังอีกแผ่น&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;แซนด์วิชปลาแซลมอน&lt;/strong&gt; หมักปลาแซลมอนแล่บางๆ ในน้ำมันมะกอกผสมมะนาว ใบกระเทียมและพิงก์ เปปเปอร์ (Pink Pepper) ทิ้งไว้หนึ่งชั่วโมง จากนั้นซับน้ำมันออก นำเนื้อปลาไปคลุกใบกระเทียมและพิงก์ เปปเปอร์อีกครั้ง สุดท้ายประกบเนื้อปลาที่ปรุงรสแล้วเข้ากับขนมปังดำ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;โรลแซนด์วิชไส้ไก่ &lt;/strong&gt;แช่ใบกะหล่ำปลีในน้ำเดือด 5 นาที ตักขึ้นสะเด็ดน้ำ จุ่มในน้ำเย็น แล้วพักไว้ เตรียมไส้โดยใช้เนื้อไก่ไร้มันต้มแล่บางๆ คลุกเคล้ากับเนยแข็งละลายปรุงรสด้วยพริกไทยและไธม์ ทาไว้ลงบนใบกะหล่ำปลีแล้วม้วน&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;คำแนะนำจากนักโภชนาการ &lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;กินแซนด์วิชช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียดๆ จากนั้นปิดท้ายด้วยนมหนึ่งแก้ว และผลไม้ซึ่งอาจเป็นแอปเปิ้ล หรือส้มสักผล ส่วนตอนเย็นให้กินอาหารในปริมาณที่มากขึ้นแต่ควรเน้นผักและโปรตีนให้มาก&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;TRIP&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;• ถ้าเคยชินกับการกินขนมปังสีขาวน่าจะเปลี่ยนมากินขนมปังสีน้ำตาลเข้มอย่างขนมปังโฮลวีต ขนมปังยาวแบบฝรั่งเศส ขนมปังดำ หรือขนมปังธัญพืชดูบ้างเพราะมีใยอาหารสูงและมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่า และควรเลี่ยงพวกขนมปังนมสด ขนมปังแฮมเบอร์เกอร์ และขนมปังหวาน&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;• สำหรับไส้ ควรเลือกพวกแฮม เนื้อไก่ไม่ติดมัน ปลาแซลมอนรมควัน หรือปลาแซลมอนหมักทาร์ทาซอส ตับปลาค้อดรมควัน หรือปลาทูน่าในน้ำเกลือ ส่วนผักสดนั้นมีให้เลือกมากมาย เช่น มะเขือเทศ ผักกาดแก้ว หัวหอม มะเขือม่วง แตงญี่ปุ่น แตงกวา ผักร็อกเกตสลัด อย่าลืมเพิ่มโปรตีนด้วยถั่วและเมล็ดธัญพืชต่างๆ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;• สำหรับน้ำสลัดเพิ่มรสชาติควรหลีกเลี่ยงมายองเนส ให้ใช้เนยแข็งละลายผสมมัสตาร์ด กระเทียม และเครื่องเทศ หรือใช้ครีมสดผสมกับเครื่องเทศโรยชีวพาร์เมซาน ส่วนน้ำสลัดใสให้นำใบสะระแหน่ กระเทียมสับ พริกไทยดำ และเกลือตีให้เข้ากับน้ำมันมะกอก&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;................................................................................................................................&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ขอขอบคุณที่มาบทความ : นิตยสาร ELLE&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8423837506085587296-3975234763236418305?l=healthtodaythailand-chai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/feeds/3975234763236418305/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_6813.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/3975234763236418305'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8423837506085587296/posts/default/3975234763236418305'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthtodaythailand-chai.blogspot.com/2009/02/blog-post_6813.html' title='แซนด์วิชสูตรเด็ด'/><author><name>moo_jung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15615168799405875185</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://3.bp.blogspot.com/_c_RdE0k7hHE/SXvik2l2cVI/AAAAAAAAAcQ/pZPJ9D8vUe4/S220/fatploy33.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8423837506085587296.post-8319088647412813870</id><published>2009-02-07T06:20:00.000-08:00</published><updated>2009-02-07T06:22:43.370-08:00</updated><title type='text'>คุณเป็น “นักกิน” แบบไหน</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;img src="http://img22.imageshack.us/img22/9197/picno029zb3.jpg" height="357" alt="pic_no_1619__cak3.jpg" hspace="10" width="333" align="left" border="0" /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;คุณเป็น “นักกิน” แบบไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;พอเห็นคำว่า “นักกิน”  ใครบางคนอาจจะรีบเปิดผ่านหน้านี้ไปทันที  เพราะคิดว่าตัวเองไม่ได้ครองแชมป์นักกินแน่นอน&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;อันที่จริงนักกินหมายถึงคนที่กินอาหารอยู่ทุกวัน  แต่สไตล์การกินของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป  ซึ่งบางครั้งเราไม่เคยวิเคราะห์กันสักทีว่าสไตล์การกินของเราเป้นแบบไหน&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สไตล์การกินก็เหมือนกับสไตล์การแต่งตัว  เพรามันส่งผลถึงรูปร่างและภาพลักษณ์ของคุณในปัจจุบันด้วย  บางคนเราดูปุ๊บก็รู้ปั๊บเลยว่าเขากินอย่างไร&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;หลายครั้งที่เคยสังเกตดูลักษณะของผู้คนและอาหารที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา  มันบอกให้รู้ได้จริงๆ ว่า  เขาเป็นคนดูแลตัวเองตามใจตัวเอง  หรือประเภทกินไปวันๆ  และบางทีไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนนี้ถึงได้รูปร่างดี  ผิวพรรณดี  เมื่อได้เห้นอาหารที่พวกกินนั่นเอง&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;หากรู้ว่าตัวเองเป็นนักกินประเภทใด  คุณยังมีเวลากลับตัวกลับใจ  เปลี่ยนสไตล์การกินให้มีความสมดุลมากขึ้น  เพื่อคุณจะได้มีความสุขกับการกินและมีสุขภาพที่ดีด้วย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;นักกินง่ายๆ&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         แม้จะรู้ว่าอาหารประเภทใดมีประโยชน์และรู้ว่าโภชนาการที่ดีเป็นอย่างไร  แต่เวลาอันน้อยนิดที่มีเหลืออยู่ในแต่ละวันทำให้คุณคิดว่ากินอะไรก็ดืที่ง่ายและเร็วน่าจะดีที่สุด  ขอให้อิ่มท้องเป็นใช้ได้  เพราะคุณมีสิ่งอื่นที่ให้คิดมากกว่า  เช่น  งานที่กองอยู่เต็มโต๊ะ  ปัญหาเรื่องลูกน้อง  เรื่องรถติด  ฉะนั้นเรื่องกินจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่  และดูเหมือนว่าใครๆ ต่างก็คิดกันแบบนี้  คนที่เห็นเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่  มักจะถูกเรียกว่าเป้นคนเห็นแก่กิน ทั้งที่ในความเป็นจริงเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ เพราะการกินคือการนำอาหารเข้าสู่ร่างกาย  ฉะนั้นร่างกายคุณจะแข็งแรง  อ่อนแอ  หรือเป็นโรคภัยใดๆ  มันขึ้นอยู่กับการกินน
