
เพราะทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ ไม่ว่าชายหรือหญิง ต่างตกเป็นเหยื่อของการกลัวอ้วน เลยขวนขวายหาวิธีที่จะไม่อ้วนแม้คำแนะนำที่ว่ให้กินเมื่หิวเท่านั้นจะเป็นคำแนะนำที่ดูง่ายๆ แต่ก็ซับซ้อนในระดับหนึ่ง เพราะเด็ก วัยรุ่น และคนหนุ่มสาว ต้องเรียนรู้ใหม่ในการเลือกอาหาร และการจัดการกับความหิวของตน
รายงานระบุ 70 ล้านคนทั่วโลกเป็นโรคเกี่ยวกับความผิดปกติในการกิน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง แต่จำนวนผู้ชายที่เป็นโรคนี้ก็กำลังทวีขึ้น ขณะเดียวกัน ตัวเลขของคนที่เป็นโรคอ้วนก็ทะยานขึ้นเช่นกัน ขณะที่องค์การอนามัยโลกชี้ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาคนเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นเนื่องจากพฤติกรรมการกิจอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และขาดการออกกำลังกาย
การถูกครอบงำด้วยค่านิยม “ผอมสวย” ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตกเท่านั้น แต่อิทธิพลจากสื่อยังทำให้มันกลายเป็นแฟชั่นที่ลุกลามไปทั่วโลก ไปถึงกระทั่งประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศที่เป็นเกาะน้อยใหญ่แห่งมหาสมุทรแปซิฟิก ที่ภายหลังปรากฏว่าวัยรุ่นหญิงชาวฟิจิไม่พอใจกับรูปร่างตน ทำให้อัตราการเป็นโรคเกี่ยวกับความผิดปกติในการกินพุ่งพรวด
ความจริงแล้ว ค่านิยม “ผอมสวย” เปลี่ยนได้หากผู้ผลิตเสื้อผ้าและแม็กกาซีนต่างๆ นำเสนอภาพผู้หญิงอ้วนหมดทุกขนาดให้ดูเป็นเรื่องธรรมดา แทบที่จะนำเสนอแต่ภาพนางแบบหุ่นผอมเอวบางร่างน้อย แต่อย่างว่า พูดนั้นง่ายแต่ทำคงยาก อย่างไรก็ตาม เดินทางสายกลางๆ น่าจะเข้าท่าที่สุด ผอมไปก็ไม่ดี อ้วนรึโรคก็รุมเร้า กว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลกในขณะนี้อยู่ในข่ายน้ำหนักเกิน และส่อแววจะพัฒนาไปสู่โรคอ้วน ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมา ทั้วเบาหวาน โรคหัวใจ เส้นเลือดตีบ และมะเร็งบางชนิด
ผลการวิจัยในฝรั่งเศษยังระบุว่า ผู้หญิงที่น้ำหนักเกินมีแนวโน้มจะเป็นโรคซึมเศร้าอีกต่างหาก ทั้งนี้การได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลฝรั่งเศสทำให้ ดร.ฌอง มิเชล โบรีส์ ได้ศึกษาเป็นเวลา 10 ปี และพบว่า โรคซึมเศร้ามักเกิดกับหญิงที่อ้วนตุ๊ต๊ะ และผู้หญิงที่อ่านหนังสือมากๆ มีโอกาสน้ยที่จะเป็นคนน้ำหนักเกิน
เป็นไปได้ว่าการอ่านหนังสืออาจทำให้ผู้หญิงขวนขวายสมดุลในชีวิตและออกกำลังกายมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้หญิงที่น้ำหนักเยอะมักไม่สนใจอ่านหนังสือ ข้อเท็จจริงนี้จะน่าเชื่อถือหรือไม่ก็ไม่กล้ายืนยันเพราะเป็นการวิจัยที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส ดังนั้นมันอาจจะไม่แม่นยำในภูมิภาคอื่นก็ได้
แต่การวิจัยที่ฟังดูน่าสนใจเป็นของนักวิจัยอังกฤษ สหรัฐฯ และแคนาดา ที่ศึกษาพบว่าฮอร์โมนในร่างกายที่เรียกว่าพีวายวาย 3-36 (PYY3-36) ที่มีหน้าที่ส่งสารไปยังสมองให้รับทราบเมื่อเรารู้สึกอิ่ม และเป็นฮอร์โมนธรรมชาติที่หยุดความอยากอาหาร อาจนำมาใช้เป็นรูปแบบใหม่ ช่วยแก้ปัญหาการระบาดของโรคอ้วนที่กำลังลุกลามทั่วโลกได้
ศาสตราจารย์สตีเฟ่น บลูม แห่งวิทยาลัยอิมพีเรียล ลอนดอน กล่าวว่าการที่พีวายวาย 3-36 สามารถสะกดความอยากอาหารได้นั้น จะเป็นประโยชน์มหาศาลสำหรับผู้ที่มีปัญหาน้ำหนักเกิน ศาสตราจารย์บลูมกล่าวอีกว่า อาจเป็นไปได้ที่จะมีการศึกษาต่อไปถึงอาหารที่ทำให้ร่างกายหลั่งสารพีวายวาย 3-36 ออกมามากขึ้น เพื่อให้ความอยากอาหารถูกระงับโดยธรรมชาติ หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือการฉีดฮอร์โมนพีวายวาย 3-36 เข้าร่างกายเหมือนกับการฉีดอินซูลินให้คนที่เป็นโรคเบาหวาน
พีวายวาย 3-36 เป็นฮอร์โมนที่ลำไส้หลั่งออกมาหลังอาหารทุกมื้อ เพื่อส่งสัญญาณบอกสมองให้สั่งร่างกายให้หยุดกิน มีการทดลองเกิดขึ้นโดยนักวิจัยได้เปรียบเทียบผลข้างเคียงของพีวายวาย 3-36 กับยาหลอก (placebo) ด้วยการทดสอบกับอาสาสมัครน้ำหนักผิดปกติ ปรากฏว่าคนที่ได้รับฮอร์โมนจะรับประทานอาหารน้อยลง 33 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่รับยาหลอก อาจสามารถสรุปได้คร่าวๆ ว่าฮอร์โมนพีวายวาย 3-36 ที่ลำไส้หลั่งออกมานี้ทำให้เรารู้สึกหิวน้อยลงได้
มีการศึกษาอีกอันหนึ่งของนักวิจัยยุโรป ที่ดูแล้วเชียร์ให้กินแป้งและน้ำตาลอย่างออกนอกหน้า โดยผลการวิจัยพบว่าน้ำตาลไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้อ้วน ซึ่งขัดกับความเชื่อของคนส่วนใหญ่อย่างแรง แต่นักวิจัยยืนยันว่าจำเลยอันดับหนึ่งเป็นไขมัต่างหากโดยได้มีการตรวจสอบผลข้างเคียงต่อน้ำหนักและคอเลสเตอรอลของอาสาสมัครที่แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มแรก รับอาหารตามปกติคือเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ ของพลังงานมาจากอาหารจำพวกไขมัน เช่น มันฝรั่งทอด ไก่ทอด และเนย
กลุ่มที่ 2 รับอาหารที่มีไขมันน้อยลง 10 เปอร์เซ็นต์ แต่แทนด้วยอาหารจำพวกแป้ง เช่น ขนมปัง มันฝรั่ง และพาสต้า
กลุ่มที่ 3 รับอาหารประเภทไขมันน้อยลง 10 เปอร์เซ็นต์ เช่นกัน แต่แทนด้วยอาหารพวกแป้งและน้ำตาลด้วย เช่น ขนมหวาน
เวลาผ่านไป 6 เดือน พบว่ากลุ่มที่ 2 ที่เน้นกินแป้ง น้ำหนักลดลงโดยเฉลี่ย 0.9 กก. กลุ่มที่ 3 ซึ่งกินของหวานและน้ำตาลด้วยนั้นลดลง 1.8 กก. แต่กลุ่มที่ 1 น้ำหนักกลับเพิ่ม 0.8 กก.
นักวิจัยให้เหตุผลว่าน้ำตาลเป็นส่วนหนึ่งของอาหารประจำวัน ที่สร้างความสมดุลและให้พลังงาน 15 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานทั้งหมด จึงไม่ทำให้อ้วน แต่เขาไม่ได้แนะนำให้กินน้ำตาลเพิ่มมากขึ้นเพื่อควบคุมน้ำหนัก เพราะสาระหลักๆ คือ ให้ลดการบริโภคไขมันนั่นเอง เพียงอยากจะนำเสนอผลวิจัยที่หลากหลาย แต่คนอ่านอย่างเราๆ จะเชื่อหรือไม่ ก็คงต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล
ขอขอบคุณที่มา : นิตยสารเปรียว ปักษ์แรก ธันวาคม 2545
Comments (0)
แสดงความคิดเห็น