หน้าสวยด้วยศัลยกรรม

หน้าสวยด้วยศัลยกรรม

ผิวสวยสมบูรณ์แบบในอุดมคติที่ผู้หญิงใฝ่ฝันถึงคือผิวที่ปราศจากปัญหาสำคัญสองประการ นั่นคือ ปัญหาของริ้วรอยและจุดด่างดำ ความเพียรพยายามหาหนทางป้องกันสิ่งเหล่านี้ให้นานที่สุดจึงไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่ว่าจะเป็นวิทยาการใหม่ๆ อุปกรณ์และส่วนผสมล้ำหน้าต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงการพัฒนาวิธีศัลยกรรม (Plastic Surgery) และวิธีกึ่งศัลยกรรม (Non-Surgical Cosmetic Procedures) เพื่อความงาม

สาเหตุของริ้วรอย
ปัจจัยสำคัญของการเกิดริ้วรอยคือวิถีการใช้ชีวิต จากเปอร์เซ็นต์ของริ้วรอยทั้งหมดมีเพียงร้อยละ 10 เกิดขึ้นเพราะดีเอ็นเอ ส่วนที่เหลือขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและการดูแลรักษาผิวพรรณ เมื่ออายุยังน้อยผิวยังสามารถผลิตคอลลาเจนและอิลาสตินเพื่อซ่อมแซมตัวเองได้รวดเร็ว แต่เมื่อวัยมากขึ้น ผิวที่เผชิญกับสภาพแวดล้อมทำให้เซลล์ผิวถูกทำลายไปเรื่อยๆ รวมทั้งระบบซ่อมแซมตัวเองของผิวทำงานช้างลง ทำให้ผิวหย่อนคล้อย และมีเส้นริ้วรอยในที่สุด

นอกจากนี้สาเหตุใหญ่อีกประการคือแสงแดด ซึ่งมีอนุมูลอิสระที่คอยเข้ามาทำลายเซลล์ผิวที่เรียกว่าไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) อันเป็นเซลล์ที่คอยผลิตคอลลาเจนและอิลาสตินสูญเสียไปตามธรรมชาติ อีกทั้งยังไปกระตุ้นการผลิตเมลามินในเซลล์ผิวเมลาโนไซต์ (Melanocyte) ให้ทำงานมากกว่าปกติและถึงแม้ว่าคอลลาเจนจะสามารถสร้างตัวเองขึ้นใหม่ได้โดยการใช้วิตามินซีมากระตุ้น แต่อิลาสตินที่สูญสียไปแล้วนั้นจะไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ผลคือผิวจะขาดความยืดหยุ่นและเกิดริ้วรอยจุดด่างดำในที่สุด

วิทยาการแห่งศัลยกรรมและกึ่งศัลยกรรมเพื่อความงาม
การศัลยกรรมเพื่อความงามไม่ใช่ของใหม่แต่ก็น่าสงสัยวาทำไมจึงเพิ่งได้รับความนิยมและพัฒนาไปอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะพวก Baby Boomer หรือคนที่เกิดในยุค ’50s ถึงปลาย ’60s ซึ่งถือว่าเป็นช่วงปีที่มีคนเกิดมากที่สุดในประวัติศาสตร์กำลังเผชิญกับปัญหาของความแก่ เพราะ ณ เวลานี้คนในยุคดังกล่างกำลังอยู่ในระหว่างวัยปลาย 30 ไปจนถึงกลาง 50 อันเป็นวัยที่ต้องเผชิญกับปัญหาริ้วรอยเป็นอย่างมาก ประกอบกับความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้ศัลยกรรมไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป ทุกวันนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นวิธีการลบเลือนริ้วรอยชนิดรวดเร็วขนาดที่ทำได้ภายในเวลาพักกลางวันฟุดขึ้นมามากมาย และที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ โบท็อกซ์ เลเซอร์ การฉีดสารเพื่อลบริ้วรอย การลอกหน้า และการขัดกรอหน้า

โบท็อกซ์ (Botox)
หรือ Botulinum Toxin Type A คือสารพิษชนิดหนึ่งที่ได้จากเชื้อชื่อ Botulin โดยเอามาทำให้บริสุทธิ์แล้วนำไปเจือจางแล้วใช้ฉีดเข้าไปในเซลล์ผิวหนังเพื่อให้ผิวเป็นอัมพาตไปชั่วขณะ Botulinum Toxin มีทั้งหมด 7 ชนิดแต่ชนิด A คือชนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและผ่านการวิจัยมามากที่สุด อีกทั้งยังเป็นชนิดเดียวที่ได้รับอนุญาตให้ใช้เพื่อการลบริ้วรอยบนหน้าผากได้ การทำงานของโบท็อกซ์ชนิดนี้คือ ทันทีที่ถูกฉีดเข้าไป สารพิษจะตรงเข้าไปปิ้ดกั้นการำทงานของระบบประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อในส่วนนั้นๆ ทำให้ผิวเฉพาะบริเวณนั้นไม่สามารถยืดหดได้ตามปกติจึงไม่เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นแม้ว่าจะยิ้มหรือขมวดคิ้วก็ตาม จริงอยู่ว่าสารที่ว่านี้เป็นสารพิษแต่จะสามารถทำอันตรายต่อร่างกายได้ก็ต่อเมื่อใช้ในปริมาณมากจริงๆ คือ 2,500-3,000 ยูนิต แต่ปริมาณที่ใช้ในการลบริ้วรอยนั้นมีน้อยมากเพียง 75 ยูนิตเท่านั้น เพราะฉะนั้นกาฉีดโบท็อกซ์จึงไม่เป็นอันตรายอีกทั้งยังไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้และมีผลข้างเคียงน้อยมาก

แต่คำถามที่สำคัญคือใบหน้าจะดูเป็นธรรมชาติแค่ไหนแล้วคนทั่วไปจะดูออกหรืไม่ว่าไปทำโบท็อกซ์มา คำตอบก็คือโบท็อกซ์ค่อยข้างที่จะให้ผลที่ดูเป็นธรรมชาติมากหากฉีดในปริมาณที่พอดี คือลดริ้วรอยและอาการหย่อนคล้อยเฉพาะในส่วนที่ได้รับการฉีด และยังไม่เคยมีประวัติการฉีดโบท็อกซ์ทั่วไปจะทำให้กล้ามเนื้อตายหรือเป็นอัมพาตแบบถาวรเพราะเมื่อเลิกฉีดไปแล้วประมาณ 6-8 เดือนกล้ามเนื้อเกือบทั้งหมดก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่มีกรณ๊ที่การฉีดโบท็อกซ์ลงในผิวที่เดีวฃยวกันซ้ำๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานจะสามารถทำให้กล้ามเนื้อตายหรือผิดรูปได้ เช่น หน้าผากตาย คิ้วตก หรือเปลือกตาห้อย เป็นต้น นอกจากนี้ ในบางคนการฉีดโบท็อกซ์บ่อยๆ ก็สามารถไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันออกมาจนโบท็อกว์ไม่สามารถทำงานได้ คือแม้จะฉีดเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่สามารถลบริ้วรอยได้นั่นเอง

สำหรับระยะเวลาในการทำโบท็อกซ์นั้นถือว่าสั้นมากจนถึงขั้นที่ได้ชื่อว่า “Lunchtime Fix” เลยก็ว่าได้ คนไข้ส่วนใหญ่หลังจากฉีดโบท็อกซ์แล้วก็สามารถกลับบ้านหรือไปทำงานต่อได้เลย แต่บางคนก็อาจมีอาการปาดศีรษะเล็กน้อยซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยยาพาราเซตามอลทั่วไปโดยไม่เป็นอันตราย ส่วนรอยช้ำเล็กๆ บริเวณที่ฉีดโบท็อกซ์จะหากไปเองภายใน 1-2 วัน สิ่งที่สำคัญคือหลังการทำโบท็อกซ์ไม่ควรนอนในแนวระนาบแต่ควรนั่งตั้งศีรษะให้ตรงเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง และหลีกเลี่ยงการนวดหน้าทุกชนิดเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ข้อควรระวัง : เลือกแพทย์ที่เชื่อถือได้ เพราะการที่โบท็อกซ์สามารถทำได้ง่ายและรวดเร็วนั้นไม่ได้หมายความว่าใครๆ ก็สามารถทำได้ แต่ควรจะเป็ฯศัลยแพทย์ที่รอบรู้กายวิภาคของกล้ามเนื้อผิวหน้าขั้นสูงเท่านั้นเพื่อป้แงกันการฉีดผิดจุดซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อผิดรูปได้ และที่สำคัญสตรีมีครรภ์หรือมารดาที่อยู่ระหว่างการให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการฉีดโบท็อกซ์อย่างเด็ดขาด

การฉีดสารเพื่อเติมริ้วรอยให้ตื้นขึ้น (Fillers)
ย้อนกลับไปสมัยศควรรษที่ 19 เมื่อแพทย์และนักวิจัยได้ค้นพบกรรมวิธีการใช้ไขมันจากร่างกายของคนไข้ฉีดลงไปบนผิวหน้าเพื่อแก้ไขความบกพร่องของใบหน้า จนกระทั่งต้นศกวรรษที่ 20 ได้เริ่มมีการใช้พาราฟิน (Paraffin) แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมเท่าใดนักต่อมาในปี ค.ศ. 1940 ได้มีการเริ่มใช้ซิลิโคนแต่ก็ยังไม่ได้เป็นสารที่ดีที่สุดเพราะเมื่อเวลาผ่านไปซิลิโคนมักจะไหลย้ายจากจุดที่ฉีดไปยังที่อื่นๆ บนใบหน้า จนมาในยุค ค.ศ. 1970 ได้มีการค้นพบสารชนิดใหม่ที่ต่อมาได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการศัลยกรรมนั่นก็คือ โบวีน คอลลาเจน (Bovine Collagen) หรือคอลลาเจนที่ได้จากวัว

สาเหตุที่สารชนิดนี้เป็ฯที่แพร่หลายเนื่องจากคอลลาเจนที่พบในวัวนั้นคล้ายคลึงกับคอลลาเจนของมนุษย์มากที่สุดจึงทำให้มีปริมาณการแพ้เกิดขึ้นน้อยมากเพียงแตฃค่ร้อยละ 3 ซึ่งถือว่าปลอดภัยมากและยังให้ผลที่เป็นธรรมชาติมากอีกด้วย

อย่างไรก็ตามการค้นคว้าวิจัยหาสารเติมริ้วรอยนี้ไม่ได้ปยุดอยู่เพียงแค่โบวีน คอลลาเจนเท่านั้น แต่ยังมีสารอื่นๆ เกิดขึ้นมากมายทั้งสารที่ได้ขึ้นมาใหม่และพัฒนาจากของเดิมที่มีอยู่แล้ว และทั้งที่ได้จากธรรมชาติและสารสังเคราะห์ ตัวอย่างของคอลลาเจนที่ได้จากธรรมชาติก็เช่น คอสโมเดิร์น (Cosmodern) และคอสโมปลาสต์ (Coxmoplast) ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่สังเคราะห์ได้จากเซลล์ผิวของมนุษย์ มีข้อดีที่บริสุทธิ์ ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้นอกจากนี้ยังมีการฉีดลบริ้วรอยและตกแต่งแก้ไขรุปหน้าด้วยไขมันซึ่งได้จากร่างกายของคนไข้เอง แต่การฉีดไขมันนี้ไม่ค่อยนิยมใช้กับการลบริ้วรอยบนใบหน้าเท่าใดนักเพราะมักจะไม่ค่อยได้ผลเท่าการใช้คอลลาเจน อีกทั้งเข็มที่ใช้ในการฉีดก็ใหญ่กว่าจึงอาจทิ้งรอยแผลเป็นและรอยช้ำบนใบหน้าได้

กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) มีหน้าที่คอยเก็บกักความชุ่มชื่นให้ผิวและเติมริ้วรอยให้ตื้นขึ้น โดยพื้นฐานแล้วกรดไฮยาลูโรนิกเป็นน้ำตาลหลายโมเลกุลและมีอยู่ทั่วไปในร่างกายมนุษย์ทั้งในกล้ามเนื้อและโครงกระดูก ช่วยให้กล้ามเนื้อและผิวยืดหยุ่นได้ดี อีกทั้งยังช่วยในการสร้างเซลล์ต่างๆ ด้วย

ซิลิโคน (Silicone) สารฉีดลบริ้วรอยชนิดสังเคราะห์ มีข้อเสียคือถ้าฉีดไม่ดีพอจะไม่อยู่กับที่ ดังนั้นต้องฉีดอย่างถูกต้อง คือฉีดช้าๆ ให้ตรงจุด โดยใช้เพียงหยดเล็กๆ ต่อหนึ่งริ้วรอยและต้องทิ้งช่วงแต่ละครั้งของการฉีดอย่างน้อย 1 เดือน ซิลิโคนจึงจะให้ผลลัพธ์ดีที่สุด แต่นั่นก็อาจจะทำให้คนไข้ต้องรอถึง 6 เดือน หรือ 1 ปี กว่าจะได้รับการฉีดจนครบหมดทุกริ้วรอยบนใบหน้าแต่อย่างน้อยข้อดีคือซิลิโคนนั้นอยู่ได้แบบถาวรในขณะที่คอลลาเจนจะอยู่ได้เพียง 3-6 เดือน

กระบวนการสร้างความเปล่งประกายให้ผิวหน้า (Resurfacing) วิธีศัลยกรรมความงามเพื่อสร้างผิวใหม่ให้สวยเรียบเนียนได้อย่างทันใจมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน เช่น

1. การลอกหน้า (Chemical Peel) การลอกหน้าด้วยสารเคมีเป็นการช่วยแก้ปัญหาผิวที่ชั้นบนสุดอย่างเช่น สิว ฝ้า จุดด่างดำ สีผิวไม่เสมอกัน ผิวหมองคล้ำ สีผิวเข้มผิดปกติ ไปจนถึงริ้วรอยเล็กๆ บนใบหน้า แบ่งออกได้เป็น 4 ระดับ ได้แก่ ตื้นมาก ตื้น ระดับกลาง และระดับลึกที่สุด สองระดับแรกสามารถทำได้บ่อยทุก 1 หรือ 2 เดือน เพราะเป็นการรักษาผิวชั้นบนคือ Epidermis เท่านั้น ส่วนระดับกลางนั้นควรทำเพียงปีละครั้งเพราะสารที่จะซึมลงไปลึกถึงชั้น Dermis ซึ่งเป็นชั้นที่มีเส้นเลือกและคอลลาเจนอยู่ ส่วนการลอกผิวในระดับลึกที่สุดนั้นอันตรายที่สุดและสามารถทำได้เพียงครั้งเดียวในชีวิตเท่านั้น เพราะสารที่ใช้คือกรดฟีนอล (Phenol) ที่จะซึมผ่านลงไปยังชั้นที่ลึกที่สุดของผิวทำให้หลังจากการลอก ผิวจะอ่อนแอมากเป็นเวลาประมาณ 1-2 เดือน และสีผิวที่ได้อาจจะอ่อนลงไปมากจนแตกต่างจากสีผิวส่วนอื่นๆ ของร่างกายอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นการลอกผิวระดับตื้นจึงได้รับความนิยมมากที่สุด และมีบริการอยู่ทั่วไปทั้งตามสปาและคลินิกรักษาผิวต่างๆ

2. เลเซอร์ (Laser : Light Amplification by The Stimulated Emission of Radiation) แม้ว่าช่วงก่อนปี ค.ศ. 1990 เลเซอร์จะเป็นสิ่งที่ดูห่างไกลจากความงามและคุ้นหูอยู่แต่ในภาพยนต์ Star Wars เท่านั้นก็ตามแต่หลังจากนั้นไม่นานเลเซอร์ได้กลายมาเป็นหนึ่งในเครื่องมือสู่กระบวนการศัลยกรรมและต่อต้านริ้วรอยที่ให้ผลลัพธ์มหัศจรรย์อย่างไม่น่าเชื่อ นับจากวันแรกที่ได้มีการใช้เลเซอร์เพื่อความงามจนถึงวันนี้ เลเซอร์ได้รับการพัฒนาไปมากจนมีหลายชนิดที่ให้ทั้งความแม่นยำ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าการลอกผิวที่เคยใช้กันมา

2. เลเซอร์ (Laser : Light Amplification by The Stimulated Emission of Radiation) แม้ว่าช่วงก่อนปี ค.ศ. 1990 เลเซอร์จะเป็นสิ่งที่ดูห่างไกลจากความงามและคุ้นหูอยู่แต่ในภาพยนต์ Star Wars เท่านั้นก็ตามแต่หลังจากนั้นไม่นานเลเซอร์ได้กลายมาเป็นหนึ่งในเครื่องมือสู่กระบวนการศัลยกรรมและต่อต้านริ้วรอยที่ให้ผลลัพธ์มหัศจรรย์อย่างไม่น่าเชื่อ นับจากวันแรกที่ได้มีการใช้เลเซอร์เพื่อความงามจนถึงวันนี้ เลเซอร์ได้รับการพัฒนาไปมากจนมีหลายชนิดที่ให้ทั้งความแม่นยำ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าการลอกผิวที่เคยใช้กันมา

3. คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ (CO2 Laser) เป็นเลเซอร์ชนิดแรกที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในวงการความงาม สามารถกำจัดริ้วรอย จุดด่างดำ รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาผิวที่ถูกแดดเผาได้ โดยการทำงานของเลเซอร์ชนิดนี้คือการใช้ลำแสงที่ผ่านกระบวนการทำให้แสงแรงขึ้นจนมีความเข้มข้นของแสงสูงมากฉายลงไปยังผิวบริเวณที่ต้องการ ความร้อนจากแสงที่ซึมผ่านลงไปยังผิวชั้นที่ลึกที่สุดจะไปจับตัวกับน้ำใต้ผิว และทันทีที่น้ำดูดซับแสงเข้าไป กระบวนการลบริ้วรอยและจุดต่างๆ ก็จเริ่มขึ้นที่ใต้ชั้นผิวนั้น ข้อเสียของคาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ก็คือ ความร้อนสูงจากแสงจะทำให้ผิวของคนไข้มีอาการเจ็บ บางลง และบวมแดง และต้องใช้เวลานานถึง 2 หรือ 3 เดือน กว่าผิวจะฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ อีกทั้งยังมีผลข้างเคียงที่อาจจะทำให้เม็ดสีผิวสลายไปอย่างถาวรหรือเป็นแผลเป็นได้


4. พิกเม้นต์เลเซอร์ (Pigment Laser) ใช้ลบจุดด่างดำหรือรอยกระและสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นที่ใบหน้า มือ หรือตามลำตัว ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ผิวผลิตเมลานินอย่างผิดปกติ เลเซอร์ชนิดนี้จะใช้แสงจากหินแร่ต่างๆ เช่น ทับทิม หรืออเล็กซานไดรต์ โดยเม็ดสีพิเศษที่อยู่ในแสงจะทำหน้าที่เสมือนแม่เหล็กคอยถึงลำแสงให้รักษาเฉพาะจุดจึงไม่เป็นอันตรายต่อพื้นผิวโดยรอบและไม่เจ็บปวด ผิวจึงใช้เวลาฟื้นตัวไม่นาน เพียง 1-2 อาทิตย์

5. วาสคิวลาร์ เลเซอร์ (Vascular Laser) สำหรับลบปานหรือรอยจ้ำแดงบนผิวที่เกิดจากเส้นเลือดฝอยแตก โดยเลเซอร์ชนิดนี้จะพุ่งเป้าหมายไปยังฮีโมโกลบิน หรือเม็ดเลือดแดงในกระแสเลือดโดยไม่ทำอันตรายต่อผิวโดยรอบ ผิวจึงฟื้นตัวได้ทันทีหลังการรักษาและจะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ในเวลาอันรวดเร็ว

6. เลเซอร์ชนิดไม่ใช้ความร้อย (Non-Ablative Laser) สามารถรักษาปัญหาผิวได้โดยไม่ต้องใช้ความร้อนจากแสงเช่น Cool Touch , Smooth Beam หรือ N-Lite ผิวจึงไม่เกิดแผลที่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น แต่ในทางกลับกันผบที่ได้จะไม่รวดเร็วและชัดเจนเหมือนเลเซอร์ที่ใช้ความร้อน การรักษาด้วยเลเซอร์ชนิดนี้จึงต้องใช้เวลาและต้องทำประมาณ 4-6 ครั้งขึ้นไปจึงจะเห็นผล

7. การขัดกรอผิว (Mechanical Exfoliation) มี 2 ประเภทคือ เดอร์มาเบรชั่น (Dermabrasion) และไมโครเดอร์มาเบรชั่น (Microdermabrasion) โดยความแตกต่างจะอยู่ที่ระดับของความรุนแรง ในการทำเดอร์มาเบรชั่น แพทย์จะใช้เครื่องมือที่มีลักษณะเหมือนล้อซึ่งมีหมุดเพชรเล็กๆ ติดปลายอยู่ขัดลงบนผิวหน้า ในขณะที่ล้อหมุนเวียนไปเรื่อยๆ ปลายหมุดเพชรก็จะขัดกรอผิวไปด้วย อันตรายของเดอร์มาเบรชั่นจะอยู่ที่ว่าหากทำโดยผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญพอ ผิวอาจถูกขูดจนลอกและเลือดออกได้ แต่หากทำอย่างถูกต้องผลที่ได้จะมหัศจรรย์อย่างยิ่งเช่นกัน โดยหลังจากการรักษาแล้วควรพักผิวเป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หรือ 10วันก่อนการแต่งหน้า และต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 เดือนกว่าที่รอยแดงจากการรักษาจะค่อยๆ หายไป


ส่วนไมโครเดอร์มาเบรชั่นนั้นเป็นการขัดกรอที่อ่อนกว่าเดอร์มาเบรชั่น แต่ช่วยฟื้นฟูความสดใสของผิวชั้นบนสุด ขจัดปัญหารูขุมขนอุดตันและน้ำมันส่วนเกิน รวมทั้งสามารถขจัดริ้วรอยเล็กๆ ได้ด้วย โดยจะมีความแตกต่างกันตรงเครื่องมือที่ใช้เล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งการทำไมโครเดอร์มาเบรชั่นนี้ต้องใช้เวลาจึงจะเห็นผล และไม่ควรทำเกิน 12-20 ครั้งต่อปี
อย่างไรก็ตามการดูแลและแก้ปัญหาผิวด้วยวิธีทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะเหมาะสมและได้ผลแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและปัญหาผิว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเห้นหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่เชื่อถือได้เพราะแพทย์จะต้องเป็นทั้งผู้ที่ตัดสินใจว่าควรจะใช้วิธีใดกับปัญหาผิวชนิดใด และเป็นผู้ที่ลงมือทำทรีตเม้นต์นั้นๆ ด้วยตัวเอง เพื่อผลลัพธ์ที่ออกมาอย่างสวยสมบูรณ์แบบและปลอดภัยที่สุด
แพทย์ผิวหนังปัจจุบันนิยมรักษาปัญหาริ้วรอย หลุมสิว รอยแผลเป็นด้วยเทคโนโลยี Non-Invasive Laser คือการใช้เครื่องเลเซอร์ที่มีคุณสมบัติปลอดภัยกว่าแต่ก่อนตรงที่มีระบบพ่นความเย็นที่ดีทำให้สามารถยิงเลเซอร์เพื่อรักษาได้ในระดับลึกโดยไม่ทำลายผิวหนังชั้นบนให้เกิดแผล ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการใช้เลเซอร์คือ เครื่องได้มาตรฐาน มีระบบพ่อนความเย็นที่ดี และความเชี่ยวชาญของแพทย์ในการใช้เครื่องมือแต่ละเครื่อง ปัจจุบันมีใช้แล้วตามคลินิกและโรงพยาบาลใหญ่ๆ จากเดิมเลเซอร์มีเพื่อรักษาโรคผิวหนัง แต่ปัจจุบันจะแพร่หลายในเรื่องเพื่อความงามซึ่งเลเซอร์แต่ละชนิดจะแตกต่างกันตามแต่วัตถประสงค์ที่ใช้ และปัญหาอันดับหนึ่งของคนไทยที่เข้ามารักษาคือเรื่องจุดด่างดำและริ้วรอย นอกเหนือจากเลเซอร์ขณะนี้ที่ต่างประเทศกำลังได้รับความนิยมคือการใช้ Radio Frequency คือการใช้ความร้อนหรือคลื่นไฟฟ้าเข้ารักษาในระดับลึกของผิวหนังเหมือนการทำ Face lite โดยไม่ต้องผ่าตัด ความเจ็บขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ใช้ ซึ่งเมืองไทยยังไม่แพร่หลายเพราะยังต้องศึกษาเพิ่มเติม
*** ข้อมูลจาก Netanart Clinic Skin Laser Surgery และ Samitivej Esthitics Institute

Comments (0)

แสดงความคิดเห็น