
อีกไม่กี่วันก็จะผ่านเมษาหน้าร้อนไปแล้ว เข้าใกล้เดือนหกฝนก็ตกถี่ยิ่งขึ้น แต่อย่าชะล่าใจ เห็นฟ้าครึ้มฝน เมฆดำบดบังดวงตะวันอย่างนี้ แต่ลำแสงของรังสีพระอาทิตย์ก็สามารถทำร้ายผิวเราได้...
อย่างที่รู้กันว่า ในแสงแดดมีรังสีอัลตราไวโอเลต หรือยูวี (UV) เป็นรังสีที่มองไม่เห็นแต่ปะปนมากับแสงแดดและทำอันตรายต่อผิว และแม้ว่าจะหลบอยู่ที่กำบังแสงแดด ผิวหนังยังคงได้รับรังสียูวี เนื่องจากรังสีชนิดนี้สามารถสะท้อนกระจายกับวัตถุได้ดี สาว ๆ สมัยนี้มีข้อมูลอยู่ว่า เมื่อผิวถูกรังสียูวีนานเข้า ผลที่เกิดมีหลายประการ อาทิ
ผลเฉียบพลัน ได้แก่ ผิวไหม้แดด ผิวหมองคล้ำ เกิดอาการแพ้แดด
ผลสะสม หรือเกิดจากการรับแสงแดดเป็นเวลานาน ได้แก่ รอยเหี่ยวย่นก่อนวัย ฝ้า กระ จุดด่างดำ และมะเร็งผิวหนัง
ผลกระทบต่อผิวเหล่านี้เองที่ทำให้ผู้ผลิตครีมป้องกันแสงแดด สรรหาส่วนผสมสำคัญเพื่อป้องกันรังสียูวีอย่างมีประสิทธิภาพ วิธีที่พบเห็นทั่ว ๆไปในผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดคือ ระบุที่ข้างฉลากมีค่าเอสพีเอฟ (SPF) เท่าไหร่ หรือบอกว่าป้องกันรังสียูวีเอ (UVA) รังสียูวีบี (UVB) ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์บอกว่า อย่าลืมรังสียูวีซี (UVC) ซึ่งมีฤทธิ์ทำลายผิวได้ลึกมากที่สุด แต่ธรรมชาติก็ช่วยสกรีนในระดับหนึ่ง โดยชั้นโอโซนในบรรยากาศที่ช่วยกั้นและสะท้อนรังสียูวีซีออกจากผิวโลก
นอกจากนั้นยังมีค่าพีเอ (PA หรือ PFA - Protection Factor for UVA) ที่สามารถวัดระดับการป้องกันแสงแดดได้ แต่ความรู้แค่นี้ยังไม่พอ ผู้ผลิตบางรายจึงพยายามบอกกล่าวผู้บริโภคถึงการป้องกันแสงแดด และวิธีเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิว
โดยทั่วไป เรารับรู้มาว่า ค่าเอสพีเอฟบ่งบอกประสิทธิภาพของสารกันแดดว่าเมื่อทาแล้วผิวจะทนต่อแสงแดดได้นานแค่ไหน โดยไม่ทำให้เกิดอาการแสบแดง ยกตัวอย่างเช่น หากออกแดดโดยไม่ทาครีมกันแดดเพียง 30 นาที ผิวจะเริ่มแดงเมื่อทาครีมกันแดด SPF15 จะทนได้นานถึง 30 x 15 = 450 นาที หรือ 7 ชั่วโมงครึ่งนั่นเอง โดยปกติแสงแดดซึ่งทำอันตรายกับผิวอยู่ในช่วง 9.00 - 16.00 น. โดยชีวิตประจำวันซึ่งไม่ต้องเผชิญกับแสงแดดจ้ามากนัก การใช้ครีมกันแดด SPF 15 ก็เพียงพอที่จะป้องกันได้ตลอดวัน
ในขณะที่ค่าพีเอ บอกการปกป้องผิวจากยูวีเอโดยตรง ประเมินหรือวัดค่าด้วยการทาครีมกันแดดประมาณ 2 มิลลิกรัม ทุกพื้นที่ผิว 1 ตารางเซนติเมตร แล้วฉายแสง UVA 20-25 จูนที่บริเวณผิวเป็นเวลา 15 นาที หลังจากนั้น 2-4 ชั่วโมงต่อมา สังเกตรอยดำคล้ำที่เกิดขึ้นบริเวณผิวแบ่งเป็น 3 ระดับ ตั้งแต่ป้องกันได้น้อยกว่า 4 เท่า จะกำหนดค่าเป็น (+) 4-8 เท่า (++) และสูงกว่า 8 เท่า (+++) ก็จะพบรอยดำคล้ำจากมากจนถึงน้อยตามลำดับ
ดังนั้น การทาครีมกันแดดบางเกินไป ไม่สามารถป้องกันผิวตามค่า SPF หรือ PA ที่กำหนดบนบรรจุภัณฑ์ได้ ควรบีบครีมยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ทาให้ทั่วผิวหน้าและควรทาก่อนออกแดดประมาณ 30 นาที เพื่อให้ครีมเกาะติดผิวดีเสียก่อนจะได้มีประสิทธิภาพป้องกันแสงแดดได้ดียิ่งขึ้น
การสังเกตและวิธีใช้ครีมกันแดด โดยปกติเนื้อครีมกันแดดมี 2 รูปแบบ คือ
1. W/O type เป็นชนิดที่เรียกว่า Water in Oil type แบ่งเป็น
1.1 จะมีความเป็นน้ำมันสูง ทำให้เนื้อครีมหนัก และเหนอะหนะผิว
1.2 เกาะติดผิวได้ดี เป็นชนิด Water Proof
1.3 ให้ความรู้สึกในเรื่องความชุ่มชื่นผิวต่ำ
2. O/W type เป็นชนิดที่เรียกว่า Oil in Water type ลักษณะครีมประเภทนี้
2.1 ลักษณะเนื้อครีมจะรู้สึกเป็นน้ำเวลาที่ทาลงบนผิว และรู้สึกชุ่มชื่นผิว
2.2 การเกาะติดบนผิวน้อย (เนื่องจากผิวของคนเราเป็นลักษณะ Hydrophobic คือมีความเป็นไขมันอยู่บนชั้นผิว) ทำให้หลุดออกง่ายเมื่อถูกน้ำหรือเหงื่อ
ปัจจุบัน นวัตกรรมในผลิตภัณฑ์กันแดดยุคใหม่ อาทิยี่ห้อ ชิมาบูเอ้ Cimabue Facial Sun PRotection Cream เป็น LLC Structure (Lamellar Liquid Crystalline Structure) ซึ่งมีโครงสร้างใกล้เคียงกับ Cell membrane มีคุณสมบัติป้องกันแดดเหมาะกับสภาพอากาศบ้านเรา จากโครงสร้างนวัตกรรมใหม่นี้ช่วยให้ความสามารถในการกักเก็บน้ำดีขึ้น ทาแล้วซึมซาบสู่ผิวเร็วเนื่องจากเป็น Lipid film (Natural Fixing) หรือคือความสามารถในการยึดเกาะติดบนผิว กันเหงื่อและน้ำได้ เพราะเป็น Water Resistanceและช่วยให้สารสกัดส่วนผสมต่าง ๆ แทรกซึมเข้าสู่ผิวได้ลึกและดีขึ้น อีกทั้งไม่ปิดกั้นการผ่านเข้าออกของน้ำและอากาศ เหมือนเนื้อครีมชนิดที่มีส่วนผสมของเบสออยล์
โครงสร้างใหม่ในผลิตภัณฑ์กันแดดที่เรียกว่า LLC Structure นี้หมายถึงอย่างไร เพื่อให้เข้าใจง่ายให้นึกถึงหัวหอมเวลาที่เราหั่นขวาง เมื่อหั่นมีดลงไปจะเห็นหัวหอมเป็นวง ๆ ชั้น ๆ โครงสร้างของ LLC Structure ก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าชั้นที่เรียงจะสลับกันระหว่างชั้นน้ำกับไขมัน (สำหรับชั้นไขมันจะมีโครงสร้างใกล้เคียงกับชั้นไขมันที่เหมือน Cell membrane ของผิว) ส่วนภายในแต่ละชั้นบรรจุสารบำรุงผิวไว้ข้างใน โดยชั้นนอกสุดเป็นชั้นไขมันทำให้เวลาทาครีม เนื้อครีมจะเกาะติดผิวได้ดี เนื่องจากเป็น Lipid film เหมือนกัน
ในขณะเดียวกันชั้นน้ำที่อยู่ถัดไปช่วยทำให้ผิวชุ่มชื่น พร้อมกับนำพาสารบำรุง (ประเภทสารที่ช่วยเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นและสารแอนตี้-อ๊อกซิแดนท์ที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิวหลังจากที่สัมผัสกับแสงแดด) ให้ซึมเข้าสู่ผิวได้ดีและลึกยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการนำพาสารบำรุงลงสู่ผิวภายในอีกด้วยสารสำคัญในชิมาบูเอ้ ครีมกันแดด คือสารสกัดจากน้ำมันมะกอกที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในเซลล์ผิวพร้อมปกป้องผิวจากการทำลายของแสงแดด และ Trehalose ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่ผิวต้องการ เพราะช่วยให้เซลล์ผิวกักเก็บน้ำได้ดีขึ้น
ผลิตภัณฑ์ Cimabue Facial Sun Protection Cream SPF 30 Protection Cream มีโครงสร้าง LLC ที่เข้ากับผิวได้ดี และมีค่า SPF30 และค่า PA++ เนื้อครีมบางเบามีสีเบจ กลมกลืนกับสีผิวตามธรรมชาติ ช่วยให้การแต่งหน้าเรียบเนียนโดยไม่จำเป็นต้องใช้ครีมรองพื้นหรือเมคอัพเบสอีก และที่สำคัญยังช่วยแก้ปัญหาข้อบกพร่องของครีมกันแดดบางชนิด ที่พอทาตอนเช้าแล้วตอนกลางวันหน้าจะมันเยิ้ม ทำให้รองพื้นหรือแป้งหลุดล่อนง่าย เพราะมี SC Powder ลิขสิทธิ์เฉพาะซึ่งเป็น Sebum Control ช่วยควบคุมการผลิตน้ำมันใต้ผิว สนใจเรื่องโครงสร้าง LLC Structure "ชิมาบูเอ้" ยินดีให้ข้อมูลและรับปรึกษาสภาพผิวหน้าฟรี สอบถาม www.cimabueswiss.com
รู้จักนวัตกรรมใหม่ ๆ ของผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดแล้ว ยังมีวิธีเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิวและสภาพอากาศ เช่น นอกจากเลือกครีมกันแดดค่าเอสพีเอฟ และพีเอตามที่กล่าวมาแล้ว ควรมีวิธีพิจารณาอื่น ๆ อีกเช่น
- การป้องกันช่วงของคลื่นรังสีได้กว้าง (Broad Spectrum of Wavelenlths ที่ระบุข้างฉลากว่าสามารถป้องกันได้ทั้งยูวีเอและยูวีบี ตลอดจนแสงทั่วไป
- ไม่ทำให้เกิดสิว (Non-Comedogenic)
- ควรเป็นครีมที่ทาแล้วต้องซึม เกาะติดผิวหน้าได้ดี (ระบุว่าเป็น Water Resistance หรือ Sweet Resistance)
- ไม่เสื่อมสลายตัวง่าย
- ครีมกันแดดสำหรับผิวหน้าและผิวกายควรเป็นคนละชนิดกัน
ศึกษาเรื่องแสงแดดและผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดแล้ว ทีนี้ไปเที่ยวไหน จะแดดจ้า ลมแรง หรือครึ้มฝนก็ไม่กลัว...
อย่างที่รู้กันว่า ในแสงแดดมีรังสีอัลตราไวโอเลต หรือยูวี (UV) เป็นรังสีที่มองไม่เห็นแต่ปะปนมากับแสงแดดและทำอันตรายต่อผิว และแม้ว่าจะหลบอยู่ที่กำบังแสงแดด ผิวหนังยังคงได้รับรังสียูวี เนื่องจากรังสีชนิดนี้สามารถสะท้อนกระจายกับวัตถุได้ดี สาว ๆ สมัยนี้มีข้อมูลอยู่ว่า เมื่อผิวถูกรังสียูวีนานเข้า ผลที่เกิดมีหลายประการ อาทิ
ผลเฉียบพลัน ได้แก่ ผิวไหม้แดด ผิวหมองคล้ำ เกิดอาการแพ้แดด
ผลสะสม หรือเกิดจากการรับแสงแดดเป็นเวลานาน ได้แก่ รอยเหี่ยวย่นก่อนวัย ฝ้า กระ จุดด่างดำ และมะเร็งผิวหนัง
ผลกระทบต่อผิวเหล่านี้เองที่ทำให้ผู้ผลิตครีมป้องกันแสงแดด สรรหาส่วนผสมสำคัญเพื่อป้องกันรังสียูวีอย่างมีประสิทธิภาพ วิธีที่พบเห็นทั่ว ๆไปในผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดคือ ระบุที่ข้างฉลากมีค่าเอสพีเอฟ (SPF) เท่าไหร่ หรือบอกว่าป้องกันรังสียูวีเอ (UVA) รังสียูวีบี (UVB) ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์บอกว่า อย่าลืมรังสียูวีซี (UVC) ซึ่งมีฤทธิ์ทำลายผิวได้ลึกมากที่สุด แต่ธรรมชาติก็ช่วยสกรีนในระดับหนึ่ง โดยชั้นโอโซนในบรรยากาศที่ช่วยกั้นและสะท้อนรังสียูวีซีออกจากผิวโลก
นอกจากนั้นยังมีค่าพีเอ (PA หรือ PFA - Protection Factor for UVA) ที่สามารถวัดระดับการป้องกันแสงแดดได้ แต่ความรู้แค่นี้ยังไม่พอ ผู้ผลิตบางรายจึงพยายามบอกกล่าวผู้บริโภคถึงการป้องกันแสงแดด และวิธีเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิว
โดยทั่วไป เรารับรู้มาว่า ค่าเอสพีเอฟบ่งบอกประสิทธิภาพของสารกันแดดว่าเมื่อทาแล้วผิวจะทนต่อแสงแดดได้นานแค่ไหน โดยไม่ทำให้เกิดอาการแสบแดง ยกตัวอย่างเช่น หากออกแดดโดยไม่ทาครีมกันแดดเพียง 30 นาที ผิวจะเริ่มแดงเมื่อทาครีมกันแดด SPF15 จะทนได้นานถึง 30 x 15 = 450 นาที หรือ 7 ชั่วโมงครึ่งนั่นเอง โดยปกติแสงแดดซึ่งทำอันตรายกับผิวอยู่ในช่วง 9.00 - 16.00 น. โดยชีวิตประจำวันซึ่งไม่ต้องเผชิญกับแสงแดดจ้ามากนัก การใช้ครีมกันแดด SPF 15 ก็เพียงพอที่จะป้องกันได้ตลอดวัน
ในขณะที่ค่าพีเอ บอกการปกป้องผิวจากยูวีเอโดยตรง ประเมินหรือวัดค่าด้วยการทาครีมกันแดดประมาณ 2 มิลลิกรัม ทุกพื้นที่ผิว 1 ตารางเซนติเมตร แล้วฉายแสง UVA 20-25 จูนที่บริเวณผิวเป็นเวลา 15 นาที หลังจากนั้น 2-4 ชั่วโมงต่อมา สังเกตรอยดำคล้ำที่เกิดขึ้นบริเวณผิวแบ่งเป็น 3 ระดับ ตั้งแต่ป้องกันได้น้อยกว่า 4 เท่า จะกำหนดค่าเป็น (+) 4-8 เท่า (++) และสูงกว่า 8 เท่า (+++) ก็จะพบรอยดำคล้ำจากมากจนถึงน้อยตามลำดับ
ดังนั้น การทาครีมกันแดดบางเกินไป ไม่สามารถป้องกันผิวตามค่า SPF หรือ PA ที่กำหนดบนบรรจุภัณฑ์ได้ ควรบีบครีมยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ทาให้ทั่วผิวหน้าและควรทาก่อนออกแดดประมาณ 30 นาที เพื่อให้ครีมเกาะติดผิวดีเสียก่อนจะได้มีประสิทธิภาพป้องกันแสงแดดได้ดียิ่งขึ้น
การสังเกตและวิธีใช้ครีมกันแดด โดยปกติเนื้อครีมกันแดดมี 2 รูปแบบ คือ
1. W/O type เป็นชนิดที่เรียกว่า Water in Oil type แบ่งเป็น
1.1 จะมีความเป็นน้ำมันสูง ทำให้เนื้อครีมหนัก และเหนอะหนะผิว
1.2 เกาะติดผิวได้ดี เป็นชนิด Water Proof
1.3 ให้ความรู้สึกในเรื่องความชุ่มชื่นผิวต่ำ
2. O/W type เป็นชนิดที่เรียกว่า Oil in Water type ลักษณะครีมประเภทนี้
2.1 ลักษณะเนื้อครีมจะรู้สึกเป็นน้ำเวลาที่ทาลงบนผิว และรู้สึกชุ่มชื่นผิว
2.2 การเกาะติดบนผิวน้อย (เนื่องจากผิวของคนเราเป็นลักษณะ Hydrophobic คือมีความเป็นไขมันอยู่บนชั้นผิว) ทำให้หลุดออกง่ายเมื่อถูกน้ำหรือเหงื่อ
ปัจจุบัน นวัตกรรมในผลิตภัณฑ์กันแดดยุคใหม่ อาทิยี่ห้อ ชิมาบูเอ้ Cimabue Facial Sun PRotection Cream เป็น LLC Structure (Lamellar Liquid Crystalline Structure) ซึ่งมีโครงสร้างใกล้เคียงกับ Cell membrane มีคุณสมบัติป้องกันแดดเหมาะกับสภาพอากาศบ้านเรา จากโครงสร้างนวัตกรรมใหม่นี้ช่วยให้ความสามารถในการกักเก็บน้ำดีขึ้น ทาแล้วซึมซาบสู่ผิวเร็วเนื่องจากเป็น Lipid film (Natural Fixing) หรือคือความสามารถในการยึดเกาะติดบนผิว กันเหงื่อและน้ำได้ เพราะเป็น Water Resistanceและช่วยให้สารสกัดส่วนผสมต่าง ๆ แทรกซึมเข้าสู่ผิวได้ลึกและดีขึ้น อีกทั้งไม่ปิดกั้นการผ่านเข้าออกของน้ำและอากาศ เหมือนเนื้อครีมชนิดที่มีส่วนผสมของเบสออยล์
โครงสร้างใหม่ในผลิตภัณฑ์กันแดดที่เรียกว่า LLC Structure นี้หมายถึงอย่างไร เพื่อให้เข้าใจง่ายให้นึกถึงหัวหอมเวลาที่เราหั่นขวาง เมื่อหั่นมีดลงไปจะเห็นหัวหอมเป็นวง ๆ ชั้น ๆ โครงสร้างของ LLC Structure ก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าชั้นที่เรียงจะสลับกันระหว่างชั้นน้ำกับไขมัน (สำหรับชั้นไขมันจะมีโครงสร้างใกล้เคียงกับชั้นไขมันที่เหมือน Cell membrane ของผิว) ส่วนภายในแต่ละชั้นบรรจุสารบำรุงผิวไว้ข้างใน โดยชั้นนอกสุดเป็นชั้นไขมันทำให้เวลาทาครีม เนื้อครีมจะเกาะติดผิวได้ดี เนื่องจากเป็น Lipid film เหมือนกัน
ในขณะเดียวกันชั้นน้ำที่อยู่ถัดไปช่วยทำให้ผิวชุ่มชื่น พร้อมกับนำพาสารบำรุง (ประเภทสารที่ช่วยเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นและสารแอนตี้-อ๊อกซิแดนท์ที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิวหลังจากที่สัมผัสกับแสงแดด) ให้ซึมเข้าสู่ผิวได้ดีและลึกยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการนำพาสารบำรุงลงสู่ผิวภายในอีกด้วยสารสำคัญในชิมาบูเอ้ ครีมกันแดด คือสารสกัดจากน้ำมันมะกอกที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในเซลล์ผิวพร้อมปกป้องผิวจากการทำลายของแสงแดด และ Trehalose ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่ผิวต้องการ เพราะช่วยให้เซลล์ผิวกักเก็บน้ำได้ดีขึ้น
ผลิตภัณฑ์ Cimabue Facial Sun Protection Cream SPF 30 Protection Cream มีโครงสร้าง LLC ที่เข้ากับผิวได้ดี และมีค่า SPF30 และค่า PA++ เนื้อครีมบางเบามีสีเบจ กลมกลืนกับสีผิวตามธรรมชาติ ช่วยให้การแต่งหน้าเรียบเนียนโดยไม่จำเป็นต้องใช้ครีมรองพื้นหรือเมคอัพเบสอีก และที่สำคัญยังช่วยแก้ปัญหาข้อบกพร่องของครีมกันแดดบางชนิด ที่พอทาตอนเช้าแล้วตอนกลางวันหน้าจะมันเยิ้ม ทำให้รองพื้นหรือแป้งหลุดล่อนง่าย เพราะมี SC Powder ลิขสิทธิ์เฉพาะซึ่งเป็น Sebum Control ช่วยควบคุมการผลิตน้ำมันใต้ผิว สนใจเรื่องโครงสร้าง LLC Structure "ชิมาบูเอ้" ยินดีให้ข้อมูลและรับปรึกษาสภาพผิวหน้าฟรี สอบถาม www.cimabueswiss.com
รู้จักนวัตกรรมใหม่ ๆ ของผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดแล้ว ยังมีวิธีเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิวและสภาพอากาศ เช่น นอกจากเลือกครีมกันแดดค่าเอสพีเอฟ และพีเอตามที่กล่าวมาแล้ว ควรมีวิธีพิจารณาอื่น ๆ อีกเช่น
- การป้องกันช่วงของคลื่นรังสีได้กว้าง (Broad Spectrum of Wavelenlths ที่ระบุข้างฉลากว่าสามารถป้องกันได้ทั้งยูวีเอและยูวีบี ตลอดจนแสงทั่วไป
- ไม่ทำให้เกิดสิว (Non-Comedogenic)
- ควรเป็นครีมที่ทาแล้วต้องซึม เกาะติดผิวหน้าได้ดี (ระบุว่าเป็น Water Resistance หรือ Sweet Resistance)
- ไม่เสื่อมสลายตัวง่าย
- ครีมกันแดดสำหรับผิวหน้าและผิวกายควรเป็นคนละชนิดกัน
ศึกษาเรื่องแสงแดดและผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดแล้ว ทีนี้ไปเที่ยวไหน จะแดดจ้า ลมแรง หรือครึ้มฝนก็ไม่กลัว...
Comments (0)
แสดงความคิดเห็น